xs
xsm
sm
md
lg

กูรูแนะ เตรียมรับรถไฟฟ้า มั่นใจตลาดรถทะลุล้านคัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ค่ายรถยนต์ฟันธงตรงกัน รถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ เตรียมตัวรับมือ ทั้งผู้ผลิต-ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดใหม่ เชื่อมต่อคน-เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม-บริการ พร้อมทุ่มงบวิจัยและพัฒนา เร่งให้ความรู้สาธารรณชน ด้านตลาดรถยนต์ปีนี้ทะลุล้านคันแน่นอน “กระบะ” ยอดพุ่งชี้เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าได้ดี

สมาคมผู้สื่อข่างรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thailand Automotive Journalists Association : TAJA) จัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “ชี้แนวร่วมรัฐ เอกชน เปิดยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่ รุกทันกระแสโลก...?” โดยมีผู้บริหารจากบริษัทรถยนต์ชั้นนำ และองค์กรภาคเอกชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต






นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า ปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีแนวโน้มผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด โดยยอดการผลิตรถยนต์ทุกแบรนด์ ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 รวมทุกประเภทอยู่ที่ 1,801,319 คัน เพิ่มขึ้น 9.75%



“รถกระบะ 1 ตันผลิตมากที่สุดด้วยจำนวน 1,035,643 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 11.05% จะสังเกตเห็นได้ว่าในช่วงนี้การผลิตรถกระบะ 1 ตัน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเติบของเศรษฐกิจของประเทศ เพราะรถกลุ่มนี้ผู้บริโภคจะซื้อไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก”


ด้านสถิติการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 มีการผลิตเพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น 961,615 คัน เพิ่มขึ้น 2.42% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศรวมทั้งสิ้น 839,704 คัน เพิ่มขึ้น 19.56 %




“ความต้องการรถยนต์ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ SUV ยังสดใสตลาดเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนแบ่งตลาดจากกลุ่มรถยนต์นั่งสูงถึง 69 % โดยปัจจัยบวกมาจากขนาดเครื่องยนต์เล็กลง ทำให้ราคาลดลง ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อัตราการเติบโตจึงดีมากๆ นอกจากนี้ ตลาดรถอเนกประสงค์ PPV ยังเติบโต 8.9 % ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์รถยนต์ในกลุ่มนี้” นายสุรพงษ์ กล่าว


ทั้งนี้ จากการความต้องการของตลาดภายในประเทศที่มากขึ้นคาดว่า ประมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสร้างสถิติใหม่อีกครั้งที่ 2,100,000 คัน เติบโต 5.59% เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1,000,000 คัน เพิ่มขึ้น 15.96 % และผลิตเพื่อการส่งออก 1,100,000 คัน ลดลง 2.35 %


ส่วนสถิติการผลิตรถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2561 อยู่ที่ 2,130,381 คัน เพิ่มขึ้น 1.67 % แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) จำนวน 1,724,595 คัน เพิ่มขึ้น 0.38 % และชิ้นส่วนประกอบ (CKD) จำนวน 405,786 คัน เพิ่มขึ้น 5.43 % เนื่องจากค่ายรถจักรยานยนต์ใช้ประเทศไทยเป็นการผลิตจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เพื่อส่งออกไปต่างประเทศกำลังการผลิตจึงเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก






อย่างไรก็ตาม แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแรงทั่วโลก แต่สำหรับในประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมถึงเดือนตุลาคม 2561 จำนวน 1.435 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จำนวน 133 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน จำนวน 3 คัน รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 1,131 คัน โดยรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นรถจักรยานยนต์มากกว่ารถยนต์

ทั้งนี้ นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีการผลิตอยู่ในอันดับ 12 ของโลก อันดับ 4 ของเอเซีย และเป็นที่ 1 ของอาเซียนและโอเชียเนีย รวมถึงตะวันออกกลาง ถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกในเรื่องของความคุ้มค่าในการผลิตเทียบเท่าญี่ปุ่น หรือประเทศชั้นนำของโลก ด้วยกระแสของโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบันจะเห็นว่า มีแนวโน้มไปเรื่องของรถพลังงานไฟฟ้า



สำหรับเหตุผลหลักของการเกิดอีวีนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาด้านมลภาวะ โดยอีวีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้เชื้อเพลิง แต่ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยมียอดขายรถอีวี ไม่ถึง 1% อย่างไรก็ตามในหลายประเทศได้มีการพัฒนาและมีทิศทางนโยบายการใช้รถอีวี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ยุโรปคาดว่า ปี 2573 จะมีรถที่เป็นไฮบริด หรือปลั๊กอิน และ อีวี อยู่ที่ 20-30%
ส่วนมหาอำนาจอย่างจีน ตั้งเป้าว่าในปี 2593 จีนจะใช้รถเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนญี่ปุ่น มีการคาดการณ์ว่า 2593 จะลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ให้ได้ 80 % โดยในอนาคตอันใกล้รถยนต์ 100 คัน จะต้องเป็นรถไฟฟ้า 20-30%


“ทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต แบตเตอรี่จะถูกพัฒนาให้ระยะการขับขี่ไกลขึ้น สามารถลากจูงของที่มีขนาดใหญ่ได้ ราคาถูกลง และสุดท้ายการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รถไฟฟ้าเกิดขึ้นมาได้เร็วยิ่งขึ้น ประเทศไทยจะรักษาฐานการผลิตเหนือคู่แข่งในตลาด จึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวและเปลี่ยนแปลงรับการผลิตรถไฟฟ้า เพราะอย่างไร รถไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว” นายองอาจ กล่าว





ด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมในปี 2560 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง 27% และคาดว่าปี 2561 อัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ระดับ 28,000 คัน เติบโต 12 %



ในปี 2559 บีเอ็มดับเบิลยู เริ่มให้ความสนใจเข้ามาทำตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) และรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ซึ่งทางบีเอ็มดับเบิลยูได้มีการให้ความรู้เรื่องรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด-รถยนต์ไฟฟ้ากับผู้บริโภคผ่านการจัดสัมมนาทางวิชาการในรูปแบบต่างๆ รวมถึงให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฮบริดแก่สถาบันการศึกษาต่างๆในประเทศไทยอีกด้วย


“เรามีการลงทุนตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ เป้าหมาย 50 สถานี ซึ่งจะดำเนินการได้ครบถ้วนภายในปีนี้ ผลของการดำเนินยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้ปีนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด มีอัตราการเติบโตสูงถึง 112 % นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูยังได้ลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ศูนย์พัฒนา Autonomous เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ภายใต้ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจยานยนต์ในอนาคตของบีเอ็ม ดับเบิลยูทั่วโลก ที่ประกอบด้วย 4 แนวทาง คือ A= Autonomous, E=Electrified, C=Connected, S=Services ” นายกฤษฎา กล่าว






ขณะเดียวกัน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์มาสด้าในอนาคตว่า มาสด้า ยังคงยึดแนวคิด zoom-zoom โดยมุ่งเน้นโมเดลธุรกิจภายใต้ตัวยุทธศาสตร์ CASE : C=Connected, A=Autonomous, S=Shared, E=Electric ซึ่ง
ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์มาสด้าตั้งเป้าว่า ภายใน ปี 2573 จะลดการผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปให้ได้ 50% และในปี 2593 จะลดเหลือเพียง 10% โดยตั้งเป้าหมายให้การผลิตรถยนต์เป็นรถไฟฟ้า แบบไฮบริด หรือปลั๊กอิน รวมไปทั้ง EV ให้ได้ 95% ของการผลิตรถทั้งหมดและมีแผนนำยานยนต์ไร้คนขับออกสู่ตลาดในปี 2568


“รถไฟฟ้าของทางมาสด้า ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการนำเครื่องโรตารี่มาใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้ากลับไปสู่แบตตอรี่ในรูปแบบไฮบริด รวมถึงจะมีการต่อยอดการผลิตให้รองรับ แก๊สแอลพีจี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม หากได้รับผลกระทบจากพายุหรือไฟฟ้าดับ จะสามารถนำเชื้อเพลิงจากแก๊สแอลพีจี มาใช้กับรถ แล้วจ่ายไฟกลับไปยังเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านได้” นายธีร์ กล่าว






ขณะที่นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มองแนวโน้มตลาดรถยนต์ว่า นิสสัน จะขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญา “Nissan Intelligent Mobility : NIM” เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อระว่างระบบนิเวศ ชุมชน และผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน



นับจากนี้ไป นิสสันจะสร้างแบรนด์เพื่อสร้างการรับรู้ด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ Nissan Intelligent Power: ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อน Nisssan Intelligent Driving: ความก้าวล้ำของการขับขี่ Nissan Intelligent Integration: ความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี
จากข้อมูลการวิจัยของสำนักงานสถิติแห่ง ล่าสุดระบุว่า ในปี 2573 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ การเคลื่อนไหว และการเชื่อมต่อ (Mobility + Connected) จะเข้ามาอยู่บนรถยนต์และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับรถและผู้ขับขี่

“ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีอะไรก็ตาม จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความต้องการของผู้บริโภค (Demand) รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกัน จากข้อมูลของนิสสันระบุว่า มีคนจำนวนมากถึง 40% มีความสนใจที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีจำนวน 1 ใน 3 ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีก 5 % เพื่อที่จะได้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นค่ายรถยนต์ต้องเร่งให้ความรู้เตรียมความพร้อมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต” นางสาวสุรีทิพย์ กล่าวในที่สุด







กำลังโหลดความคิดเห็น...