xs
xsm
sm
md
lg

โตโยต้า คัมรี่ ยกระดับขับดีขึ้น ไฮบริดหรูนุ่ม – 2.5G หนึบ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โตโยต้า คัมรี่ ก่อกำเนิดขึ้นมาในยุค 90 ซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ตั้งแต่เจเนอเรชันแรก จนกระทั่งปัจจุบันเข้ามาสู่ เจเนอเรชันที่ 7 ของรถซีดานระดับเรือธงของโตโยต้า ในเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว อย่างที่ทราบกันว่า โตโยต้า ได้เปิดตัว คัมรี่ ใหม่ สู่ตลาดเมืองไทย ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งหลังการเปิดตัวไม่นาน โตโยต้า จัดทริปทดสอบสมรรถนะของ คัมรี่ ใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยเลือกจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสถานที่จัดงาน สำหรับ คัมรี่ ใหม่ จะมีอะไร เปลี่ยนแปลงไปบ้าง น่าคบหา จุดเด่น จุดดับ อยู่ตรงไหน เครื่องยนต์ใดน่าสนใจกว่ากัน เชิญติดตามอ่านได้

-TNGA เต็มรูปแบบ เครื่องใหม่ 2.5 ลิตร

คัมรี่ ใหม่ คือ รถยนต์รุ่นแรกในเมืองไทยที่มากับ TNGA เต็มรูปแบบ ซึ่งหลายท่านอาจจะเข้าใจผิดว่า TNGA นั้นคือ แพลตฟอร์ม แต่ความจริงแล้ว TNGA คือ กระบวนการทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมในการสร้างสรรค์ยานยนต์ ซึ่งจะประกอบไปด้วย โครงสร้าง, แพลตฟอร์ม, เครื่องยนต์ และช่วงล่าง ซึ่งในส่วนของโครงสร้างตัวถังใช้เหล็กกล้าชนิดพิเศษที่มีความแข็งกว่าปกติ โดยอยู่บนแพลตฟอร์ม เค ที่ใช้ร่วมกับเลกซัส ตระกูลอีเอส แต่จะมีขนาดสั้นกว่า ขณะที่ภาพรวมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จะมีฐานล้อที่กว้างกว่าพื้นห้องโดยสารต่ำลงและความสูงรวมเตี้ยลงกว่ารุ่นก่อนหน้า เพื่อให้รถลู่ลมมากขึ้น

เครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.5 ลิตร ทั้งแบบเบนซินปกติและแบบไฮบริด โดยรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร กำลังสูงสุด 209 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่สำหรับใส่ในคัมรี่ตัวนี้ ส่วนรุ่น 2.0 ลิตร ยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิม กำลัง 167 แรงม้า และใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งผลลัพท์ของการพัฒนาใหม่ในเครื่อง 2.5 ลิตร ตัวนี้ ปรากฎผลชัดเจนด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยเท่ากันกับรุ่น 2.0 ลิตร ที่ ระดับ 15.6 กม./ลิตร (ตามมาตรฐานอีโค สติกเกอร์)

ขณะที่รุ่น 2.5 HV มากับกำลังสูงสุด 178 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 221 นิวตันเมตร มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 88 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 202 นิวตันเมตร และเมื่อผสานกำลังกันแล้ว ได้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ แบบE-CVT อัตราการบริโภคน้ำมัน 25 กม./ลิตร

สำหรับแบตเตอรี่ เป็นแบบนิเกิลเมทัลไฮดราย (Ni-MH) ความจุ 6.5 แอมป์แปร์/ชั่วโมง อายุการใช้งาน ทีมวิศวกรโตโยต้าบอกมาว่า เกินกว่า 200,000 กม. โดยมีการรับประกันแบตเตอรี่เป็นระยะเวลา 10 ปี (ระบบไฮบริด รับประกัน 5 ปี) จึงไม่ต้องกังวล แต่หากอยากเปลี่ยนเอง โตโยต้าคิดราคาค่าแบตเตอรี่ที่ 68,500 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงมีราคาต่ำเช่นนี้

การออกแบบภายนอกทุกอย่างอยู่ภายใต้ TNGA ซึ่งทำให้ คัมรี่ จะมีรูปร่างหน้าตาโดยรวมเหมือนกันทั่วโลก แต่อาจจะแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยตามความต้องการของตลาดแต่ละแห่ง ซึ่งในเมืองไทย โตโยต้า เลือกทำตลาดด้วยหน้าหรู ขณะที่ในอเมริกา ทำตลาด 2 หน้าตาคือ หน้าหรู และหน้าสปอร์ต สำหรับใครที่อยากได้หน้าสปอร์ต ทางทีมผู้บริหารโตโยต้าบอกว่า ถ้ายอดขายถึง หน้าสปอร์ต จะมาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ยอดจองคัมรี่ถึงปัจจุบันราว 1,000 คันแล้ว

การออกแบบภายในห้องโดยสาร จะมีโทนสีให้เลือก 2 สีคือ สีดำและสีเบจ เบาะนั่งทรงสปอร์ต โดยรุ่นท้อปเบาะหลังจะสามารถปรับเอนได้ด้วยแผงควบคุมดิจิตอล จุดเด่นพิเศษของคัมรี่ในไทย คอนโซลหน้าออกแบบใหม่พร้อมจอแสดงผลขนาด 8 นิ้ว และระบบ HUD แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบานหน้า (ในรุ่นท้อปไฮบริด) รุ่นอื่นที่เหลือเป็นจอขนาด 7 นิ้ว




-2.5HVขับดีขึ้น 2.5G สปอร์ตหนึบ


ในการทดลองขับทีมงานโตโยต้าจัดให้เราอย่างสมเหตุสมผล ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากแรกเริ่มที่เห็นคิวการทดลองขับในสนามแข่งบุรีรัมย์ เซอร์กิต ผู้เขียนเกิดคำถามขึ้นในใจว่า จะเอาคัมรี่มาขับในสนามแข่ง เพื่ออะไร ทั้งที่ตัวรถนั้นตอบโจทย์ของการใช้งานในชีวิตประจำวันและมิใช่รถสปอร์ตที่จะต้องหาสนามเพื่อปลดปล่อยพลัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเสร็จสิ้นการทดลองขับ สิ่งที่ทำให้เราหายสงสัยคือ สถานีที่ทางทีมงานโตโยต้าได้จัดไว้ให้เราทดลองขับนั่นเอง เริ่มต้นด้วยจุดแรก ด้วยรุ่น 2.5HV กับการขับแบบสลาลมที่ความเร็ว 60 กม./ชม. เพื่อดูการตอบสนองของพวงมาลัยและทรงตัวของคัมรี่ว่า เหวี่ยงมากน้อยเพียงใด ผลลัพท์เรียกว่า ประทับใจ เหวี่ยงน้อย ควบคุมง่ายและแม่นยำ แถมเมื่อเป็นคนนั่งยังนุ่มนวล แตกต่างกับในรุ่น 2.5G ที่ให้ความรู้สึกเฟิร์มกว่า

สถานีถัดมาเป็นโค้งตัวยู ทดลองระบบเบรกและการเข้าโค้งแรง รุ่นไฮบริดมีระบบเบรกที่มั่นใจได้เต็ม 100% รวมถึงแป้นแพดเดิลชิพ ก็สามารถช่วยเบรกได้อีกทางหนึ่งด้วย จังหวะออกโค้งเมื่อกดคันเร่งแรงๆ มีเสียงของยางดังให้ได้ยินอยู่พอเป็นกระษัย ผิดกับเวลาขับด้วยรุ่น 2.5G ที่จังหวะออกโค้งแรงๆ นั้นแทบไม่มีเสียงยางเลย สาเหตุคงมาจากเรื่องของขนาดล้อและยาง โดยรุ่น ไฮบริด ใช้ยางขอบ 17 นิ้ว เพื่อความนุ่มนวล ส่วนรุ่นเบนซินใช้ยางขอบ 18 นิ้ว เพื่อความสปอร์ต

หลังจากนั้น เป็นการขับเข้าโค้งหักศอกด้วยความเร็วสูง ทีมงานกำหนดไว้ที่ 120 กม./ชม. เพื่อให้รับรู้ถึงการโยนตัวและการทรงตัวว่าเป็นอย่างไร คำตอบเรายังคงให้ความประทับใจเต็ม 10 คะแนนเต็ม ทั้งจังหวะเร่งที่ทันใจและการเกาะโค้งอย่างมั่นใจ เนื่องจากบางรอบผู้เขียนกดคันเร่งทะลุไปถึง 130 กม./ชม. ก็ยังไหวไม่หลุดแต่อย่างใด

จุดทดสอบพิเศษอีกสถานี คือ การเลี้ยวแบบฉุกเฉิน โดยกำหนดความเร็วที่ประมาณ 60 กม./ชม.ให้หักเลี้ยวผ่านช่องแคบๆ เสมือนหนึ่งเจออะไรวิ่งตัดหน้า คัมรี่ ยังคงทำได้ประทับใจ มีแรงเหวี่ยงบ้างแต่สามารถควบคุมได้แบบมั่นใจว่าเอาอยู่ ไม่เสียการทรงตัวอย่างแน่นอน



สุดท้ายเป็นการลองขับแบบสลาลมความเร็วมากกว่าจุดแรกนิดหน่อย คัมรี่ยังคงทำผลงานได้อย่างประทับใจ เบ็ดเสร็จเราขับสลับไปมาระหว่าง รุ่น 2.5 HV และ 2.5G รวมแล้วเกือบ 20 รอบสนาม เรียกว่าเปิดโอกาสให้เท่าไหร่เราขับเต็มที่ เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่หายสงสัย คำตอบแบบฟันธง คือ ไฮบริดแรงกว่า นุ่มนวลกว่า แตกต่างจาก 2.5G ชัดเจน


เมื่อขับในสนามเสร็จเรียบร้อยแล้ว คิวต่อมาเป็นการขับแบบบนถนนจริง ทีมงานโตโยต้า วางเส้นทางจากสนามแข่งมุ่งหน้าสุรินท์ ระยะทางประมาณ 55 กม.โดยกำหนดให้ขับตามกฎหมาย คือ ไม่เกิน 90 กม./ชม. ขาไปเราได้ขับรุ่นไฮบริดก่อน ซึ่งรุ่นไฮบริดนั้น มีจุดเด่นในเรื่องของอัตราการบริโภคน้ำมัน อีกทั้งยังแรงกว่าเมื่อวิ่งในสนามแข่ง การขับหนนี้ จึงเป็นการขับแบบเรื่อยๆ เพื่อดูการทำงานของระบบไฮบริดว่าเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากหัวหน้าวิศวกรบอกเราว่า ระบบไฮบริดจะทำงานในสัดส่วน 50-50 และอาจจะมากถึง 80-20 ได้ด้วย ขึ้นกับลักษณะการขับ

ระบบไฮบริดชุดใหม่นี้ หากวิ่งด้วยการกดปุ่ม EV Mode คือล็อกใช้ไฟฟ้าล้วน จะวิ่งได้ด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม. แต่หากเป็นการขับโหมดปกติ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับที่ความเร็วถึงระดับ 100 กม./ชม.ได้ สำหรับการขับของเราพบว่า มอเตอร์ไฟฟ้าทำการวิ่งที่ความเร็ว 80 กม./ชม.ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณแบตเตอรี่และการกดคันเร่ง ซึ่งปริมาณแบตเตอรี่นั้น ระบบจะดึงออกมาใช้เมื่อมีระดับสูงเกินครึ่ง และจะกลับไปชาร์จเมื่อต่ำกว่าครึ่ง โดยจะไม่ปล่อยให้แบตเตอรี่เต็มหรือลดลงไปจนถึงขีดล่าง เนื่องจากเพื่อยึดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่และช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น ตัวเลขจากการขับแบบสบายๆ ของเราทำได้ 28.2 กม./ลิตร

ขากลับ สลับมาขับรุ่นเบนซิน ผู้เขียนเลือกเป็นผู้นั่งทางด้านหลัง อนุมานตัวเองประหนึ่งว่าเป็นผู้บริหาร เรียนตามตรง ตัวรถนิ่งดี แต่ไม่นุ่มนวลเท่ารุ่นไฮบริด พื้นที่ขากว้างขวางนั่งสบาย อันเป็นผลมาจากการออกแบบให้พื้นห้องโดยสารต่ำลงกว่าเดิม เพื่อสอดรับกับหลังคาที่ลดความสูงลง ทำให้ห้องโดยสารยังคงกว้างสบายเช่นเดิม หากเทียบอัตราเร่งตามสเปค รุ่นไฮบริดจะทำได้ดีกว่า 0-100 กม./ชม.ในเวลา 9 วินาที รุ่นเบนซินใช้เวลา 9.4 วินาที และอีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ คือ รุ่นไฮบริดตัวท้อปจะมากับชุดเครื่องเสียงและลำโพง JBL ที่ได้รับการปรับจูนมาให้เหมาะกับรสนิยมการฟังเพลงของคนไทยโดยเฉพาะ







-เหมาะกับใคร


ผู้บริหารทุกระดับ โดยรุ่นไฮบริด ได้ยกระดับการขับขี่รวมถึงออพชันมาใกล้เคียงกับรถยุโรปขนาดกลาง เรียกว่า พอฟัดพอเหวี่ยง แต่เมื่อหันมามองราคาค่าตัวห่างกันกว่าครึ่ง จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ส่วนรุ่นเบนซิน ทำให้เรานึกถึงรถขับหลังที่วางเครื่อง 2J ไม่มีเทอร์โบ ซึ่งจะให้การขับขี่ที่หนึบ มั่นใจเวลาเข้าโค้ง ทั้งที่คัมรี่เป็นรถขับหน้า สรุปแล้วต้องขอชื่นชมวิศวกรโตโยต้าที่สร้าง TNGA และนำมาใช้ให้เกิดผลแบบรู้สึกและจับต้องได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจริงๆ




กำลังโหลดความคิดเห็น...