xs
xsm
sm
md
lg

"ฟอร์ด เอเวอเรสต์" ต้องขับสี่ นิ่ง แรง แพง ได้ชื่อว่าที่สุด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจ้าของตำแหน่งรถยนต์ยอดเยี่ยมคันแรกแห่งปี จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2558 การได้รับรางวัลนี้ ไม่ใช่เรื่องโชคหรือสิ่งอื่นใดมากำหนด แต่มาจากการลงคะแนนร่วมกันของบรรดาสื่อมวลชนที่ได้ทดลองขับเจ้า พีพีวี คันนี้แล้วตัดสินให้รางวัล ซึ่งมีเพียงคันเดียวเท่านั้นในแต่ละปี ได้คะแนนมากกว่าคู่แข่งที่เปิดตัวในช่วงปีเดียวกันนั้น


สำหรับในปีนี้ ครบอายุอานามการปรับเปลี่ยนกระตุ้นความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ โดย ฟอร์ด จับเอเวอเรสต์ เปลี่ยนใหม่ทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พร้อมกับแต่งหน้าทาปากใหม่กันแบบพอหอมปากหอมคอ ส่วนจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างและการขับขี่เป็นอย่างไร ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง พาไปสัมผัสกัน

-เครื่องยนต์และเกียร์ใหม่

ไมเนอร์เชนจ์รอบนี้ การปรับเปลี่ยนที่ถือว่าเป็นจุดใหญ่ คือ หัวใจด้วยการเลือกหันมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ในรุ่นท้อปสุด ขับเคลื่อนสี่ล้อ และอีกทางเลือกขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ในรุ่นขับเคลื่อนสองล้อที่มี 3 รุ่นย่อย โดยทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ชุดใหม่ของฟอร์ด


ส่วนดีไซน์ภายนอก กระจังหน้าและกันชนหน้าเปลี่ยนใหม่ แต่ยังคงสไตล์เดิมเอาไว้ ส่วนด้านท้ายไม่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากเพิ่มลูกเล่นใหม่ล่าสุด ประตูท้ายแบบแฮนด์ฟรี เปิดได้เพียงแค่เตะเท้าไปที่ใต้ท้องรถด้านท้าย โดยมีเงื่อนไข คือ กุญแจต้องอยู่กับตัวและเตะแล้วห้ามค้างเท้าเอาไว้

ด้านระบบเสริมความปลอดภัย ที่เดิมมีเยอะอยู่แล้ว รอบนี้ยังเพิ่มเติมอีกหลายรายการ เช่น ระบบตรวจจับคนเดินถนนที่มาพร้อมระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ที่ทำงานผสานกัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการชน ซึ่งจะทำงานเมื่อความเร็วเกิน 3.6 กม./ชม., ระบบตรวจจับลมยาง, กุญแจรีโมทพร้อมปุ่มสตาร์ทรถ, ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน โดยจะต่อสายไปที่ 1669 แบบอัตโนมัติ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ และระบบซิงค์3 รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มากับ 4 รุ่นย่อย ที่เพิ่มทางเลือกใหม่ ในรุ่นเริ่มต้น เทรนด์ ราคา 1,299,000 บาท ถัดมาเป็นรุ่น ไทเทเนี่ยม ขับสอง ราคา 1,439,000 บาท เพิ่มล้อ 18”, ประตูท้ายแฮนด์ฟรี, เบาะไฟฟ้าคนขับ และไฟหน้า HID ส่วนรุ่นรองท้อป ไทเทเนี่ยม พลัส ขับสอง ราคา 1,599,000 บาท เพิ่มหลังคาซันรูฟ, ล้อขอบ 20”, เบาะไฟฟ้าคู่หน้าและระบบเบรกฉุกเฉิน ส่วนรุ่นท้อป ไทเทเนี่ยม พลัส ขับสี่ ราคา 1,799,000 บาท เพิ่มดิฟท์ล็อกและระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน




-มันแน่นอน...ขับสี่ดีกว่าขับสอง

การทดลองขับของเราในครั้งนี้ เส้นทางกรุงเทพฯ – เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดยเราถูกจัดให้ขับ เอเวอเรสต์ในรุ่นท้อป ขับเคลื่อนสี่ล้อก่อนเป็นคันแรก โดยมีผู้โดยสารร่วมเดินทางไปด้วยอีก 2 ท่าน และผู้เขียนได้รับหน้าที่ขับก่อนเป็นคนแรก ตีธงเคลื่อนขบวนออกจากเมืองทองธานี ใช้ทางด่วนมุ่งหน้าบางประอิน

ความรู้สึกแรก เครื่องยนต์ 213 แรงม้า ตอบสนองทันใจ การออกตัวไม่กระชากหรือมีอาการดึงแต่อย่างใด แม้จะกดคันเร่งคิกดาวน์ตอนรถหยุดนิ่ง ซึ่งจะแตกต่างจากตอนคิกดาวน์เพื่อเร่งแซงในขณะที่รถวิ่งอยู่ จังหวะแซงแบบนี้จะมีแรงดึงและพุ่งมากกว่าการกดคันเร่งเพื่อออกตัวแบบเร่งด่วน

การตอบสนองของเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 สปีด ถือว่าทำได้อย่างนุ่มนวล สอดรับกันเป็นอย่างดีกับเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ แม้ว่าจะเคยมีปัญหาเกี่ยวกับชิ้นส่วนบางประการของเกียร์ลูกนี้ แต่ฟอร์ด ยืนยันว่า ตรวจสอบเรียบร้อยและได้ดำเนินการแก้ไข จนสามารถประกาศขาย/ส่งมอบได้อีกครั้ง หลังจากที่มีการหยุดขายเป็นการชั่วคราวไปพักหนึ่ง

การทรงตัว คือ สิ่งที่เราประทับใจมากที่สุด ในเอเวอเรสต์รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อตัวนี้ ทั้งการเป็นผู้ขับและผู้โดยสาร ซึ่งตัวรถวิ่งนิ่งในทุกย่านความเร็ว อุ่นใจและมั่นใจได้ แม้จะขับด้วยความเร็วสูงเกินกว่า 140 กม./ชม. บางช่วงบางตอนกดคันเร่งเผลอไปตามถนนที่ว่าง แอบมองตัวเลขความเร็วเห็นแตะถึงระดับ 180 กม./ชม. จึงต้องผ่อนคันเร่งลง

ทั้งนี้แม้จะขับด้วยความเร็วสูง แต่กลับไม่รู้สึกว่ารถเร็ว ส่วนหนึ่งคงต้องขอบคุณการป้องกันเสียงดังรบกวนจากภายนอกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยมีการวัสดุดูดซับเสียงและพัฒนาซีลกันเสียงใหม่

เมื่อถึงช่วงเขาค้อที่ต้องขับขึ้นเขาสูงชันและมีทางโค้งเยอะทั้งกว้างและแคบ เส้นทางนี้ คือ บทพิสูจน์ชั้นดีของการขับขี่ในทริปนี้ เอเวอเรสต์เข้าโค้งแม่นยำ อาการโยนตัวถือว่าน้อยเมื่อนึกถึงความเป็นรถทรงสูงแบบนี้ การตอบสนองของเครื่องยนต์พละกำลังเหลือเฟือ แม้เขาจะชันก็มั่นใจว่าไต่ขึ้นไปได้สบาย ส่วนทางลงไม่ต้องกลัวว่าจะเร็ว เพราะมีระบบชะลอช่วยเอาไว้ด้วย

รุ่งขึ้นอีกวัน ถึงคิวเปลี่ยนรถเราได้มาขับ รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส แบบขับเคลื่อนสองล้อ ความรู้สึกในการขับเรียนตามตรงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่ทุกอย่างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วงล่างแบบวัตต์ลิงค์ ความแตกต่างจะมีเพียงกำลังของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนเท่านั้น ที่ไม่เหมือนกัน

จังหวะเร่ง เครื่องยนต์เทอร์โบเดี่ยว 180 แรงม้า ค่อนข้างตอบสนองให้ความรู้สึกในกลิ่นไอของรถปิกอัพ มีแรงดึงมากกว่าตามจังหวะของการกดคันเร่ง เสียงรบกวนดังกว่ารุ่นขับสี่ กดคันเร่งตอบสนองทันใจแต่ไม่เนียนเท่ากับรุ่นเทอร์โบคู่

สำหรับเส้นทางการขับในวันนี้ เป็นการลองขับลุยเข้าไปในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โดยลุยเข้าไปถึงทุ่งนางพญา ถนนแบบออฟโรดเป็นระยะทางกว่า 10 กม. บางช่วงของทางเละและเป็นหลุมแบบที่รถขับสองอาจจะติดหล่มได้ แต่เอเวอเรสต์ของเราสามารถขับผ่านไปได้ ซึ่งเรายอมรับว่า ลุ้นกลัวรถจะติดเหมือนกัน

หลังจากนั้น ขับกลับมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ โดยใช้เส้นทางเดิมรอบนี้ การขับตัว 180 แรงม้า ความเร็วที่ใช้ราว 100-120 กม./ชม. การทรงตัวที่ความเร็วเกินกว่า 120 กม./ชม. ยังไม่นิ่งเท่ากับรุ่นขับสี่ ซึ่งผู้ร่วมเดินทางด้วยกันอีก 2 ท่าน เมื่อได้มาขับต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ขับแล้วแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ รุ่นขับสี่นิ่งกว่า ความเร็วสูงสุดที่เราลองไต่ไปได้ถึง 160 กม./ชม. ทางโล่งพอจะกดเกินกว่านั้นได้แต่เราไม่กล้า

อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยกับระยะทางราว 400 กม. รุ่นขับสี่ อยู่ที่ 8.4 กม./ลิตร และรุ่นขับสองอยู่ที่ 9.6 กม./ลิตร

-เหมาะกับใคร

ใครที่กำลังมองหาพีพีวีไว้ใช้งานสักคัน โดยไม่เกี่ยงเรื่องของราคา ต้องการความเป็นที่สุดในคลาส แนะนำว่า เอเวอร์เรสต์ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ตัวรถจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ส่วนทางเลือกรุ่นขับเคลื่อนสองล้อเหมาะกับคนที่อยากได้ เอเวอเรสต์แต่งบประมาณมีจำกัด หันมาเลือกทางนี้ได้ ซึ่งออพชันและความแรงย่อมต้องย่อหย่อนกันไปตามค่าตัว


กำลังโหลดความคิดเห็น...