เมื่อพูดถึงเรื่องของการผสมผสานความสปอร์ตและการสร้างตลาดกลุ่มใหม่ขึ้นมา ต้องยอมรับว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำได้ดี และมักจะมีอะไรใหม่ๆ ออกมาเซอร์ไพรส์เราเสมอ
โดยเฉพาะเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาการก่อกำเนิดตลาดใหม่กับคำว่า 4-Door Coupe ในรุ่น CLS-CLASS ที่มาแทรกกลางการทำตลาดระหว่างรุ่น E-Class กับ S-Class ด้วยทางเลือกของความสปอร์ตในแบบตัวถังที่โฉบเฉี่ยวจนทำให้ CLS เป็นที่รู้จักมากขึ้น ที่สำคัญ CLS ยังเป็นอะไรที่ฮอตและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ล่าสุดบริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทย เดินทางไปยังเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน พร้อมกับสื่อมวลชนจากทั่วโลก เพื่อสัมผัสสมรรถนะของรถยนต์รุ่นที่ 3 ในตระกูล CLS กับรหัสตัวถัง c257
Gorden Wagener หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Daimler AG กล่าวว่า ‘CLS ใหม่คือ สัญลักษณ์แห่งการออกแบบที่สะท้อนถึงความเป็นรถยนต์ในสไตล์ 4-Door Coupe อย่างแท้จริง และทุกเส้นสายที่อยู่บนตัวถังนั้นถือว่าได้รับการออกแบบโดยอ้างอิงและรับเอา DNA แห่งความสวยและความโดดเด่นมาจากรถยนต์รุ่นใหญ่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์’
แม้ตัวรถจะมากับความสปอร์ต แต่ในห้องโดยสารก็เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายและความหรูโดยเฉพาะนาฬิกาในห้องโดยสารที่มาจากแบรนด์ดังอย่าง IWC ส่วนหน้าปัด ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นหน้าแบบอนาล็อกเหมือนกับรถยนต์รุ่นเก่า ๆกันอีกแล้ว เพราะหลายค่ายเริ่มหันมาใช้หน้าจอมาทำหน้าที่แสดงผล ซึ่งของ CLS ใหม่ติดตั้งหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วเพื่อทำหน้าที่ ซึ่งข้อดี คือ เราสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลที่มีความหลากหลายได้ตามที่ผู้ผลิตติดตั้งมาให้
สำหรับรถที่ทางเดมเลอร์ เอจี เตรียมไว้ให้สื่อมวลชนได้ลองมีด้วยกัน 4 รุ่นหลัก ๆ คือ CLS 450 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3,000 ซีซี และเทคโนโลยี EQ Boost ซึ่งทำให้รถยนต์สามารถเพิ่มกำลังได้เหมือนมีเทอร์โบเข้ามาช่วย โดยในสภาพการขับปกติจะมีกำลังสูงสุด 372 แรงม้า ที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-4,000 รอบ/นาที แต่เมื่อระบบนี้ทำงานจะทำให้เครื่องยนต์ผลิตกำลังพิเศษ 22 แรงม้า และแรงบิดพิเศษจำนวน 25.1 กก.-ม. ขึ้นมาชั่วขณะเพื่อส่งให้กับการขับเคลื่อนใช้เวลา 4.8 วินาที สำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร และความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แน่นอนว่า CLS ใหม่ยังคงแนวทางและสไตล์ในการทำตลาดแบบที่คุ้นเคยมาตลอด นั่นคือ การถูกพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของรถยนต์ขนาดกลางอย่าง E-Class แต่นำเสนอความน่าสนใจด้วยตัวถังที่มีขนาดใหญ่กว่า และเพิ่มเติมความสวยและความสปอร์ต รวมถึงสเปกที่ใกล้เคียงกับรุ่นพี่อย่าง S-CLASS และรถสปอร์ตอย่าง AMG GT
ในแง่ของภาพลักษณ์โดยรวมนั้นต้องบอกว่า CLS ใหม่เป็นการพลิกโฉมหน้าของงานออกแบบที่ได้รับอิทธิพลการสร้างสรรค์รูปลักษณ์มาจากรุ่นพี่ใหญ่อย่าง S-Class อย่างเต็มรูปแบบ และเน้นความปราดเปรียวด้วยรูปทรงของตัวถังที่ผ่านการออกแบบให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์โดยมีค่าความเพรียวลมหรือ Cd เพียง 0.26 เท่านั้น และยังคงเอกลักษณ์ของตัวรถตั้งแต่รุ่นแรกในด้านการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกเอาไว้ นั่นคือ ตัวถังด้านท้ายที่มีลักษณะลาดเทลงไปทางด้านล่าง โดยขนาดของตัวถังมีความยาว 4,988 มิลลิเมตร กว้าง 1,890 มิลลิเมตร สูง 1,435 มิลลิเมตร
แม้ตัวรถจะมากับความสปอร์ต แต่ในห้องโดยสารก็เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายและความหรูโดยเฉพาะนาฬิกาในห้องโดยสารที่มาจากแบรนด์ดังอย่าง IWC ส่วนหน้าปัด ต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้เราอาจจะไม่ได้เห็นหน้าแบบอนาล็อกเหมือนกับรถยนต์รุ่นเก่า ๆกันอีกแล้ว เพราะหลายค่ายเริ่มหันมาใช้หน้าจอมาทำหน้าที่แสดงผล ซึ่งของ CLS ใหม่ติดตั้งหน้าจอขนาด 12.3 นิ้วเพื่อทำหน้าที่ ซึ่งข้อดี คือ เราสามารถปรับรูปแบบการแสดงผลที่มีความหลากหลายได้ตามที่ผู้ผลิตติดตั้งมาให้
สำหรับรถที่ทางเดมเลอร์ เอจี เตรียมไว้ให้สื่อมวลชนได้ลองมีด้วยกัน 4 รุ่นหลัก ๆ คือ CLS 450 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ 6 สูบเรียง 3,000 ซีซี และเทคโนโลยี EQ Boost ซึ่งทำให้รถยนต์สามารถเพิ่มกำลังได้เหมือนมีเทอร์โบเข้ามาช่วย โดยในสภาพการขับปกติจะมีกำลังสูงสุด 372 แรงม้า ที่ 5,500-6,100 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-4,000 รอบ/นาที แต่เมื่อระบบนี้ทำงานจะทำให้เครื่องยนต์ผลิตกำลังพิเศษ 22 แรงม้า และแรงบิดพิเศษจำนวน 25.1 กก.-ม. ขึ้นมาชั่วขณะเพื่อส่งให้กับการขับเคลื่อนใช้เวลา 4.8 วินาที สำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร และความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อีกรุ่นเป็นตัวแรงในรหัส CLS 53 AMG เติมความเร้าใจด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง เทอร์โบคู่ รีดกำลังได้ 435 แรงม้า ที่ 6,100 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,500 รอบ/นาที และมีระบบ EQ Boost ติดตั้งมาด้วยทำให้ช่วยเพิ่มกำลังอีก 22 แรงม้า และแรงบิดพิเศษจำนวน 25.1 กก.-ม. ทำให้ตัวรถมีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 4.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 270 กิโลเมตร/ชั่วโมงในกรณีที่ปลดล็อกการจำกัดความเร็วเอาไว้
สำหรับดีเซลที่มีขายนั้นมาด้วยกัน 2 รุ่น คือ CLS 350d 4MATIC และ CLS 400d 4MATIC ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน 6 สูบเรียง 3,000 ซีซี พร้อมระบบ CAMTRONIC ซึ่งเป็นระบบวาล์วแปรผันที่ออกแบบมาเพื่อเครื่องยนต์ดีเซลโดยเฉพาะ แต่แตกต่างกันที่เรี่ยวแรงที่ผลิตออกมา ซึ่งแบบแรกมีกำลังสูงสุด 286 แรงม้า ที่ 4,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 600 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-3,300 รอบ/นาที ส่วนบล็อกหลังมีกำลังสูงสุด 340 แรงม้าที่ 4,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-3,300 รอบ/นาที ใช้เวลา 5 นาที สำหรับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 18.5 กิโลเมตร/ลิตร
ทุกรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และให้การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบยึด 4 จุดที่ด้านหน้าและแบบยึด 5 จุดที่ด้านหลัง โดยมีระบบ Dynamic Body Control ในการควบคุมการทำงานของโช้กอัปด้วยการปรับระดับอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องอย่างอัตโนมัติให้สอดคล้องกับสภาพการขับขี่เป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ
สำหรับระบบที่มีการติดตั้งอยู่ในรถยนต์รุ่นนี้ถือว่ามาแบบครบครันตามสมัยทั้งระบบช่วยเสริมแรงเบรก ระบบรักษาการขับขี่ให้อยู่ในช่องทางและจะแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง ระบบควบคุมการจำกัดความเร็ว ระบบ PRE-SAFE ที่จะมีการจัดเตรียมระบบความปลอดภัยต่างๆในตัวรถให้รองรับการเกิดอุบัติเหตุเพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด โดยทั้งหมดติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
เนื่องจากมีรถหลายรุ่น แต่ช่วงเวลามันบังคับจึงเลือกขับได้แค่บางรุ่นเท่านั้น โดยทาง MGR MOTORING เลือกรุ่น CLS 53 AMG ตัวแรงสุด กับ CLS 400d 4MATIC ซึ่งการขับขี่บนเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ขับตามเนวิเกเตอร์ที่ถูกเซ็ทไว้ให้แล้ว กับพวงมาลัยซ้ายต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แต่ความรู้สึกที่ได้สัมผัส ก็ต้องบอกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังเป็นรถที่ขับง่าย ๆ สบาย ๆ อัตราเร่งช่วงออกตัว ช่วงเร่งแซง หรือใช้ความเร็ว มั่นใจ หายห่วง มาอย่างรวดเร็วทันใจ กดมา กดมา พละกำลังเหลือเฟือ ขับแบบสบายใจ การเก็บเสียงในช่วงความเร็วสูงก็ทำได้ดีมาก แทบจะไม่ได้ยินเสียงจากข้างนอกเลย
บวกกับเส้นทางช่วงหนึ่งต้องขึ้นเขา – ลงเขา ทางโค้งที่ต้องลัดเลาะไปตามไหล่เขา ก็ไม่กดดัน หนึบแน่น เกาะถนน พวงมาลัยคม น้ำหนักกำลังดี และตอบสนองตามมือ-ตามใจคิด คือสามารถบังคับควบคุมได้ดั่งใจที่ต้องการ โดยเฉพาะตอนเข้าโค้ง รู้สึกได้ว่าตรงขอบเบาะที่นั่งจะบีบรัดตัวเราตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะป้องกันไม่ให้ตัวเราลื่นไปในโค้งที่เราขับผ่าน ยิ่งขับยิ่งชอบ ส่วนช่างล่างไม่ต้องพูดถึงเลย แทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย กำลังพอดี นุ่มนวล ไม่แข็ง กระด้าง นั่งสบาย แต่ขอติงนิดหนึ่งที่นั่งตอนหลังค่อนข้างแคบมาก นั่งไม่ค่อยสบายและถ้าเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างสูงเกิน 175 เซนติเมตร อาจะต้องก้มเข้านิดหนึ่งเมื่อต้องเข้าไปนั่ง ค่อนข้างลำบาก
ถึงบรรทัดนี้ต้องยอมรับว่านอกจากหน้าตาที่สวยและทันสมัยแล้ว CLS ใหม่ ยังมาพร้อมกับสมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ๆที่ครบครัน ชนิดไม่น้อยหน้าคู่ปรับในตลาดเลย
อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการสัมผัสระยะสั้นที่ทางเดมเลอร์ เอจี อยากให้สื่อมวลชนทั่วโลกได้ลอง และที่สำคัญก็เป็นสเปกต่างประเทศ ส่วนเวอร์ชันไทย (อ่านล้อมกรอบ) จะจัดเต็มหรือไม่อย่างไรเดือนมีนาคม นี้มีคำตอบ


