xs
xsm
sm
md
lg

เมอร์เซเดส เบนซ์ เอ-คลาส โฉมใหม่ทันสมัยขึ้น

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในที่สุดรถยนต์ไซส์เล็กเจ้าของฉายาเบบี้ เบนซ์ (Baby Benz) ในอดีตอย่าง เอ-คลาส(A-Class) ก็เดินทางมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว นับจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยคราวนี้พลิกโฉมและยึดความสปอร์ตในสไตล์แฮทช์แบ็กเหมือนกับเจนเนอเรชั่นที่ผ่านมา แต่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือความฉลาดด้วยการติดตั้งระบบสั่งการและเชื่อมต่อกับฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวรถยนต์อย่าง Mercedes-Benz User Experience (MBUX) เพิ่มเข้ามาด้วย

เอ-คลาส ถือเป็นรถยนต์ไซส์เล็กสุด (ในตอนนั้น) ของแบรนด์เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่เปิดตัวออกสู่ตลาด และได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะนอกจากขนาดตัวถังแล้วยังเป็นรถยนต์จากเครือนี้ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า โดยในรุ่นแรกที่เปิดตัวเมื่อปี 1997 เจอเข้ากับปัญหาเรื่องระบบช่วงล่าง เพราะไม่ผ่านการทดสอบหักหลบกะทันหันที่เรียกว่า Moose Test จนทำให้ต้องมีการเรียกคืนมาปรับปรุงระบบช่วงล่างและติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว

ในช่วง 2 เจนเนอเรชั่นแรกของเอ-คลาส ตัวรถจะถูกออกแบบให้เป็นในสไตล์มินิแวนย่อส่วน จนกระทั่งมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเพิ่งตกรุ่นไป แนวคิดของพวกเขาก็เปลี่ยนไป และหันไปพัฒนาให้เอ-คลาส เป็นรถยนต์แฮทช์แบ็กมาดสปอร์ตเพื่อแข่งขันกับ 1-Series ของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดมาถึงเจนเนอเรชั่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธุ์ที่ผ่านมา

ในเรื่องของการออกแบบนั้น โฉมใหม่ได้รับอิทธิพลในการสร้างสรรค์มาจากต้นแบบที่เรียกว่า Concept A และมีความโดดเด่นที่ชุดกระจังหน้าซึ่งเรียกว่า 'Diamond grille' รับเข้ากับไฟหน้า MULTIBEAM LED พร้อมฝังไฟ DRL อยู่ภายใน ส่วนไฟท้ายออกแบบใหม่ให้เรียวขึ้น เพิ่มเสน่ห์ให้บั้นท้ายอย่างลงตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้กับตัวรถ และเอ-คลาส ใหม่ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบริษัทที่ติดตั้ง Mercedes-Benz User Experience หรือ MBUX โดยเป็นการใช้ชิพกราฟฟิกและระบบปัญญาประดิษฐ์ deep learning จาก NVIDIA ทั้งหมดเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมของเมอร์เซเดส เบนซ์ ในเยอรมนี และทีมของ NVIDIA ใน Silicon Valley สามารถสั่งการควบคุมด้วยเสียง (Voice control) หรือควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ตั้งแต่วิทยุไปจนถึงการควบคุมความเย็นภายในรถ ได้ด้วยการสั่งคำสั่งเสียง “Hey Mercedes ...........”



ทางเลือกที่ทำตลาดในช่วงแรกมีทั้งเบนซินและดีเซล ซึ่งแบบแรกเป็นขุมพลังใหม่พัฒนามาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ (M282) ขนาด 1,400 ซีซี เทอร์โบ รีดกำลังออกมาได้ 160 แรงม้า ส่งกำลังผ่าน์เกียรอัตโนมัติ 7 จังหวะ และเครื่องยนต์อีกทางเลือกเป็นความจุ 2,000 ซีซี เทอร์โบ ในรหัส M260 ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล4 สูบ 1,500 ซีซี มีกำลังสูงสุด 113 แรงม้า จุดเด่นคือระบบควบคุมการปล่อยไอเสียที่ติดตั้งในเครื่องยนต์เพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ขณะเดียวกัน ใครที่คิดว่าถังน้ำมันเดิมๆ ติดรถที่มีความจุแค่ 43 ลิตร ยังไม่พอกับการขับเคลื่อน ทางเบนซ์ก็มีออพชั่นเสริมเป็นถังน้ำมันขนาด 51 ลิตรให้เลือกด้วย

เมอร์เซเดส เบนซ์ เอ-คลาส โฉมใหม่ เปิดตัวออกมาแล้ว แต่การทำตลาดจะเริ่มขึ้นกลางปีนี้.