xs
xsm
sm
md
lg

“ซูซูกิ สวิฟท์” จัดเต็มสูบ ขับสนุก วิ่งนิ่ง เกาะถนน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


สำหรับชื่อของ “ซูซูกิ” ในญี่ปุ่น ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เจ้าพ่อแห่งรถเล็ก” คำนี้คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณเพิ่มเติมแต่อย่างใด เมื่อแรกเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ด้วยโครงการอีโคคาร์ กับมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 18,000 ล้านบาท เอาจริงเอาจังอย่างที่สุด และสามารถแจ้งเกิดโมเดลแรก “สวิฟท์” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการดำเนินงานกับโรงงานที่มีกำลังการผลิต 100,000 คัน ปัจจุบันผลิตจริงมากกว่า 80% แล้ว

แน่นอนว่า เมื่อเรากล่าวถึงพระเอกอย่าง สวิฟท์ หลังจากที่เปิดตัว สวิฟท์ เจเนอเรชันที่ 3 เวอร์ชันตลาดโลก ไปเมื่อปีที่แล้ว ก็มีกระแสข่าวในการทำตลาดในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้ฤกษ์งามยามดี ซูซูกิเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และเพียงไม่กี่วันต่อมาก็เชิญสื่อมวลชนไปร่วมทดสอบ ผลลัพท์เป็นอย่างไร เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่งมาเล่าให้ฟัง

เครื่องยนต์พัฒนาใหม่สำหรับตลาดเมืองไทย
กำลังลด แต่ออพชันเพิ่ม

ต้องแจ้งก่อนว่า “สวิฟท์” ใหม่นั้นคลอดออกมาภายใต้โครงการของอีโคคาร์ เฟสสอง ที่มีความเข้มข้นมากขึ้นทั้งในเรื่องของ ความปลอดภัย ต้องมี ESP , ความประหยัด 23 กม./ลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไอเสียน้อยกว่า 100 กรัม/กม. ซึ่งเงื่อนไขทั้งหลายเหล่านี้เป็นเหตุผลในการทำให้ สวิฟท์ เวอร์ชันไทย แตกต่างจากเวอร์ชันตลาดโลก
ภายในของรุ่นท้อป มีจอเนวิเกเตอร์
แน่นอนว่าในส่วนของรูปทรงภายนอกคงไม่มีปัญหา เดินตามรอยมาตรฐานแบบเดียวกันทั่วโลก จุดเด่นอยู่ที่ไฟหน้าเปลี่ยนใหม่เป็นแบบ LED พร้อมโปรเจคเตอร์ และไฟแบบ Daytime Running Light ส่องสว่างตลอดเวลา ส่วนมือจับเปิดประตูหลังดีไซน์ไว้ทางด้านบนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นรถสปอร์ต

โครงสร้างตัวถังได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด มีน้ำหนักรวมเบาลงกว่ารุ่นเดิมราว 65-85 กิโลกรัม เนื่องด้วยการลดชิ้นส่วนลง แต่มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม 10% มิติโดยรวม ช่วงล้อยาวขึ้น 30 มม. กว้างขึ้น 40 มม. ฐานล้อก็กว้างขึ้น 20 มม. แต่ความสูงลดลง 15 มม. ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อการขับขี่อย่างไม่ต้องสงสัย
จอเนวิเกเตอร์ มาพร้อมกับระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
ภายในรุ่นรองท้อป
วิทยุธรรมดา กับระบบแอร์แบบอัตโนมัติ เฉพาะรุ่นท้อปและรองท้อปเท่านั้น
เครื่องยนต์พื้นฐานจากบล็อกเดิมแต่ปรับปรุงใหม่ภายใต้รหัส K12M ที่มากับเทคโนโลยี Dual Jet หัวฉีดคู่ นั่นหมายความว่า สวิฟท์มีหัวฉีดทั้งสิ้น 8 หัวด้วยกัน และมาพร้อมกับระบบ Dual VVT-I ความจุกระบอกสูบลดลง โดยเพิ่ม EGR Cooler เข้ามาเพื่อจัดการกับไอเสีย ทำให้ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับยูโร 5 ได้

ในส่วนของกำลังสูงสุดพกพามาเพียง 83 แรงม้า น้อยกว่าเดิม 8 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ลดลงจากรุ่นก่อนไปถึง 10 นิวตันเมตร ขณะที่ระบบเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการยืนยันจากทีมวิศวกรผู้พัฒนาว่าเป็นเกียร์รุ่นใหม่ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 13.87 วินาที (ตัวเลขภายในของซูซูกิ) และความเร็วสูงสุดเคลมที่ 170 กม./ชม.

ด้านหลังกว้างพอตัว
ด้านอุปกรณ์เสริมความปลอดภัย อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ต้องมี ESP โดยซูซูกิเลือกคบหากับคอนติเนนทอลในการสั่งอุปกรณ์ชิ้นนี้เพื่อนำมาใส่ในเจ้าสวิฟท์ใหม่ มาตรฐานเดียวกับรถยุโรปหลายๆ ค่ายนั่นเอง ส่วนถุงลมนิรภัยก็จัดเต็มเท่ากับเวอร์ชันตลาดโลกที่ 6 ใบครบถ้วนทั้งคู่หน้า ด้านข้างและม่านข้าง

เรือนไมล์แบบสปอร์ต

ปุ่มติดเครื่องและ ปุ่มเปิด-ปิดการทำงานระบบ ESPและระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ
เกียร์CVTชุดใหม่
ขับสนุก เกาะเกินคาด

สารภาพตามตรงก่อนลองขับ ปรามาสเจ้าสวิฟท์ไว้ไม่น้อยไหนจะกำลังที่ลดลง น้ำหนักตัวรถก็เบาลง โฉมเดิมเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้วยังมีการบ้านต้องทำอีกพอสมควร แต่ตัวใหม่มากลับกลายเป็นลดสเปคไปซะอย่างนั้น แบบนี้จะไหวหรือ...แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปสิ้นเชิง หลังเราได้ทดลองขับ

ทีมงานซูซูกิ เลือกเส้นทางให้เราขับจากดอยแถวๆ สะเมิง ที่จ.เชียงใหม่ ลงมายังตัวเมืองแล้ววนกลับขึ้นไปอีกครั้ง ถนนจะเป็นโค้งซ้ายชวาไปมา สลับขึ้นลงเขา เรียกว่าครบถ้วนของการทดลองขับเพื่อให้เห็นถึงสมรรถนะของตัวรถ ช่วงแรกผู้เขียนทดลองเป็นผู้โดยสารก่อน ความรู้สึกคือนั่งสบายดี รถเล็กแต่ไม่อึดอัด มีบ้างที่รู้สึกว่าเบาะแข็งไปสักหน่อย

ไฟหน้าแบบ LED และโปรเจคเตอร์
เมื่อถึงคิวเป็นคนขับ กดคันเร่งออกตัวแบบคิกดาวน์ ขอใช้คำอุทานว่า ว้าว...!!! นี่หรือ ซีวีที เพราะการตอบสนอง ค่อนข้างทันใจ ไม่มีอาการรอรอบ เสียงเครื่องมา ความเร็วค่อยๆ ตามมา ไม่ช้า เรียกว่า พอดี แม้จังหวะเร่งแซง ก็ยังอุ่นใจได้ทุกย่านความเร็ว เหนือสิ่งอื่นใด สื่อมวลชนทุกคนที่ได้ลองบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตอบสนองทันใจกว่ารุ่นเดิม”

สำหรับสิ่งที่ประทับใจเราที่สุดของการได้ลองขับเจ้าสวิฟท์นั่นก็คือ การเกาะถนน สวิฟท์ เข้าโค้งดีเยี่ยม แน่นอนว่าเป็นผลมาจากระบบ ESP ด้วยส่วนหนึ่ง แต่แม้เราจะลองปิด ระบบแล้ว แต่รถก็ยังเกาะโค้งได้ดี ไม่ว่าจะเข้าแรงแบบเรซซิ่งไลน์ มีเสียงยางเอี๊ยดอ๊าดบ้างพอเป็นกระสัย พวงมาลัยเบามือ แม่นยำควบคุมง่าย รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.8 เมตร สามารถเลี้ยวกลับรถบนถนน 2 เลนได้อย่างสบาย
ไฟเลี้ยวบนกระจกมองข้าง

ความเร็วที่เราขับส่วนมากอยู่ระหว่าง 100-120 กม./ชม. ความเร็วสูงสุดที่เราลองขับได้ตามสภาพการจราจรที่เอื้ออำนวยคือ 140 กม./ชม. รถทรงตัวดี ทัศนวิสัยชัดเจนทุกมมุมมอง การเก็บเสียงทำได้สมกับขนาดของรถและราคาค่าตัว น้ำหนักเบรก เบาเท้าสมกับที่เป็นรถเล็ก โดยคันที่เราขับเป็นรุ่นท้อปสุดที่มากับดิสก์เบรก 4 ล้อ ซึ่งซูซูกิ สวิฟท์ เป็นอีโคคาร์รุ่นแรกและรุ่นเดียวในเวลานี้ที่ให้ดิสก์เบรกหลังด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยคือ อัตราการบริโภคน้ำมัน แบบใช้งานจริง ตลอดเส้นทางกว่า 80 กม. มีทั้งขึ้นเขาลงเขา ติดไฟแดง เร่งแซงแบบทำความเร็ว ตัวเลขบนหน้าจอระบุสุดท้ายหลังจอดที่ 18.5 กม./ลิตร ประทับใจทั้งการขับขี่และตัวเลขความประหยัด โดยสามารถเติม E20 ได้ด้วย
มือจับประตูหลังฝังอยู่ด้านบน
เบาะพับได้ เพิ่มพื้นที่เก็บของ


เหมาะกับใคร

รถคันแรกของบ้าน หรือซื้อให้ลูกหลานไว้ขับไปจ่ายตลาดแบบเท่ๆ หากคุณคิดว่าภายนอกสวยถูกใจ ภายในวัสดุมีคุณภาพ เรื่องการขับขี่บอกตามตรงดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมในทุกหัวข้อ แม้ดูตามสเปคจะเหมือนด้อยกว่า แต่เมื่อได้ลองจริงมันโดนใจกว่าตัวเลขที่ระบุไว้อย่างไม่น่าเชื่อ ถึงขนาดที่เรากล้าพูดว่า “นี่คือรถที่ขับแล้วรู้สึกดีที่สุดในคลาส” หลังลงจากรถผู้เขียนเดินไปถามผู้บริหารว่า “จองวันนี้ รอนานแค่ไหน” คำตอบคือ “1 เดือนครับ เปิดตัวมา 4 วันจองมาแล้ว พันกว่าคัน” ดังนั้นอย่าตัดสินใจช้าเดียวจะหาว่าหล่อไม่เตือน



















กำลังโหลดความคิดเห็น