ชื่อของ G-Class สำหรับแฟนๆ ของ Mercedes-Benz ทั่วโลกถือว่าเป็นอะไรที่สุดคลาสสิค เพราะนี่คือ ออฟโรดรุ่นแรกที่ถูกส่งมาขายอยู่ในตลาดอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในยุคที่ตลาดประเภทนี้ยังไม่เฟื่องฟูเหมือนกับปัจจุบัน และด้วยหน้าตาที่สุดคลาสสิคและการเป็นรุ่นแรกของเครือทำให้การทำตลาดของ G-Class ยังมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมี SUV รุ่นใหม่ๆ เปิดตัวออกมาขายเคียงคู่กันก็ตาม โดยหลังจากผ่านไปร่วม 40 ปี ถึงเวลาแล้วที่ G-Class จะได้เปลี่ยนโฉมสักที

ก่อนไปเรื่องนั้น มาดูกันก่อนว่า ออฟโรดรุ่นนี้มีจุดกำเนิดอย่างไร ซึ่งในแง่ของการถูกสร้างมานั้นไม่ต่างจากพวกออฟโรดที่มีความเก่าแก่หลายรุ่นคือ เกิดมาเพื่อการใช้งานในราชการทหาร ก่อนที่จะถูกพัฒนาต่อเนื่องเพื่อขายในตลาด ซึ่งในกรณีของ G-Class นั้นเริ่มผลิต Civiian Version เมื่อปี 1979 และทำตลาดเรื่อยมาโดยมีการผลิตทั้งโรงงานของ Megna Styr และของ Benz เอง โดยนอกจากชื่อ G-Class แล้ว พวกเขายังใช้ชื่อ Puch G ทำตลาดในบางประเทศ

G-Class รุ่นแรกมีรหัสตัวถัง W460/461/463 และทำตลาดอย่างต่อเนื่องนับจากปี 1979 เป็นต้นมา โดยจะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนรายละเอียดบางจุดเพื่อให้มีความสดใหม่ขึ้นและทันกับยุคสมัย โดยที่ไม่มีการยุติการผลิตแม้ว่าในเวลาต่อมาทาง Benz เองจะมีทางเลือกของออฟโรดมากมาย เช่น M-Class G-Class หรือ GLK-Class ก็ตาม
สำหรับรุ่นใหม่มากับรหัสตัวถังใหม่ W464 พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่หลายคนอาจจะเกาหัว เพราะดูยังไงหน้าตาก็คล้ายเดิม ซึ่งนั่นเป็นเพราะทีมออกแบบตั้งใจที่จะคงความคลาสสิคของหน้าตาและรูปทรงเอาไว้ แต่ทว่าถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานทางวิศวกรรมใหม่หมด และประตูทั้ง 4 บานก็ออกแบบใหม่ โดยที่ตัวรถมีขนาดตัวถังเพิ่มขึ้นด้วยความยาวเพิ่มขึ้น 53 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 121 มิลลิเมตร

ส่วนในห้องโดยสารมีการออกแบบใหม่หมดทั้งแผงหน้าปัดที่จะมีหน้าจอดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วเพื่อทำหน้าที่เป็นระบบสั่งการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถยนต์ พร้อมความกว้างขวางที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม โดยเบาะนั่งหลังมีพื้นที่ช่วงขาเพิ่มขึ้นถึง 5.9 นิ้ว และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็ขยายขึ้น
ในช่วงแรกของการทำตลาดมีเครื่องยนต์แบบเดียวจากรุ่นปกติ เบนซินวี8 4,000 ซีซี ทวินเทอร์โบ ที่มีกำลัง 416 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 61.9 กก.-ม. และคาดว่าน่าจะมีเวอร์ชัน AMG ตามออกมาในภายหลัง เพียงแต่ยังไม่บอกว่าจะมาแบบเต็มยศทั้งเครื่องยนต์และชุดแต่ง หรือว่าจะแต่งหน้าแต่งหน้าอย่างเดียว

ส่วนระบบการขับเคลื่อนนั้นเป็นแบบ 4 ล้อที่คุณสามารถเลือกการกระจายแรงบิดให้กับล้อคู่หน้าและหลังอย่างสมดุลเพื่อความสามารถในการบุกตะลุยบนเส้นทางออฟโรด ซึ่ง G-Class สามารถลุยได้ทุกเส้นทางตามแบบฉบับตัวลุย โดยเฉพาะเมื่อคุณดูจากสเปกของตัวรถที่มีมุมไต่-Approach Angle 31 องศา และมุมจาก-Departure Angle 30 องศา มุมคร่อม 26 องศา และสามารถลุยน้ำได้ในระดับสูงสุด 70 เซ็นติเมตรเลยทีเดียว
เปิดตัวในดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2018 นี้ และจะเริ่มวางขายในปลายปีเดียวกัน ส่วนราคาก็อยู่ที่ 130,532 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 4 ล้านกว่าบาท









ก่อนไปเรื่องนั้น มาดูกันก่อนว่า ออฟโรดรุ่นนี้มีจุดกำเนิดอย่างไร ซึ่งในแง่ของการถูกสร้างมานั้นไม่ต่างจากพวกออฟโรดที่มีความเก่าแก่หลายรุ่นคือ เกิดมาเพื่อการใช้งานในราชการทหาร ก่อนที่จะถูกพัฒนาต่อเนื่องเพื่อขายในตลาด ซึ่งในกรณีของ G-Class นั้นเริ่มผลิต Civiian Version เมื่อปี 1979 และทำตลาดเรื่อยมาโดยมีการผลิตทั้งโรงงานของ Megna Styr และของ Benz เอง โดยนอกจากชื่อ G-Class แล้ว พวกเขายังใช้ชื่อ Puch G ทำตลาดในบางประเทศ
G-Class รุ่นแรกมีรหัสตัวถัง W460/461/463 และทำตลาดอย่างต่อเนื่องนับจากปี 1979 เป็นต้นมา โดยจะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนรายละเอียดบางจุดเพื่อให้มีความสดใหม่ขึ้นและทันกับยุคสมัย โดยที่ไม่มีการยุติการผลิตแม้ว่าในเวลาต่อมาทาง Benz เองจะมีทางเลือกของออฟโรดมากมาย เช่น M-Class G-Class หรือ GLK-Class ก็ตาม
สำหรับรุ่นใหม่มากับรหัสตัวถังใหม่ W464 พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่หลายคนอาจจะเกาหัว เพราะดูยังไงหน้าตาก็คล้ายเดิม ซึ่งนั่นเป็นเพราะทีมออกแบบตั้งใจที่จะคงความคลาสสิคของหน้าตาและรูปทรงเอาไว้ แต่ทว่าถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานทางวิศวกรรมใหม่หมด และประตูทั้ง 4 บานก็ออกแบบใหม่ โดยที่ตัวรถมีขนาดตัวถังเพิ่มขึ้นด้วยความยาวเพิ่มขึ้น 53 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 121 มิลลิเมตร
ส่วนในห้องโดยสารมีการออกแบบใหม่หมดทั้งแผงหน้าปัดที่จะมีหน้าจอดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้วเพื่อทำหน้าที่เป็นระบบสั่งการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถยนต์ พร้อมความกว้างขวางที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม โดยเบาะนั่งหลังมีพื้นที่ช่วงขาเพิ่มขึ้นถึง 5.9 นิ้ว และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็ขยายขึ้น
ในช่วงแรกของการทำตลาดมีเครื่องยนต์แบบเดียวจากรุ่นปกติ เบนซินวี8 4,000 ซีซี ทวินเทอร์โบ ที่มีกำลัง 416 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 61.9 กก.-ม. และคาดว่าน่าจะมีเวอร์ชัน AMG ตามออกมาในภายหลัง เพียงแต่ยังไม่บอกว่าจะมาแบบเต็มยศทั้งเครื่องยนต์และชุดแต่ง หรือว่าจะแต่งหน้าแต่งหน้าอย่างเดียว
ส่วนระบบการขับเคลื่อนนั้นเป็นแบบ 4 ล้อที่คุณสามารถเลือกการกระจายแรงบิดให้กับล้อคู่หน้าและหลังอย่างสมดุลเพื่อความสามารถในการบุกตะลุยบนเส้นทางออฟโรด ซึ่ง G-Class สามารถลุยได้ทุกเส้นทางตามแบบฉบับตัวลุย โดยเฉพาะเมื่อคุณดูจากสเปกของตัวรถที่มีมุมไต่-Approach Angle 31 องศา และมุมจาก-Departure Angle 30 องศา มุมคร่อม 26 องศา และสามารถลุยน้ำได้ในระดับสูงสุด 70 เซ็นติเมตรเลยทีเดียว
เปิดตัวในดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ 2018 นี้ และจะเริ่มวางขายในปลายปีเดียวกัน ส่วนราคาก็อยู่ที่ 130,532 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 4 ล้านกว่าบาท


