การเข้ามาทำตลาด “ออดี้” ด้วยตัวแทนรายใหม่ ในนามของ “ไมซ์สเตอร์ เทคนิค” หรือ “ออดี้ ไทยแลนด์” กลายเป็นประเด็นชวนงุนงงและสงสัยให้กับผู้บริโภคและบรรดาสาวกของค่าย 4 ห่วงว่า แล้วตัวแทนเก่าอย่าง “ยนตรกิจ” หรือ “ออดี้ เซนเตอร์ แบงคอก” ยังคงเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่หรือไม่อย่างไร

คำตอบในเบื้องต้นของคำถามนี้ ที่เราได้ถามจากผู้บริหารฝั่งตัวแทนรายใหม่คือ “เป็นตัวแทนควบคู่กันไป ต่างคนต่างขาย” และสุดท้ายสิ้นปีนี้ สิทธิ์ในการขายและการดูแลรถยนต์ ออดี้ ทั้งหมดในประเทศไทย จะมาอยู่กับทาง “ออดี้ ไทยแลนด์” เป็นผู้ดูแล แน่นอนว่า คงมีคำถามคาใจอีกมากมายเมื่อมีโอกาสเราจะนำเสนอในให้รับทราบ แต่เวลานี้ถึงคิวของการทดลองขับ ซึ่ง MGR มอเตอริ่ง มีโอกาสขับ ออดี้ “เอ4" มาดูกันว่ามีดีตรงไหนบ้าง

ประกอบนอก ออพชันครบ
เอ 4 เปิดตัวตลาดโลกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เริ่มทำตลาดในเมืองไทยมาสักระยะ ภายใต้ตัวแทนรายเดิม แน่นอนว่าด้วยความที่เป็นรถนำเข้าแบบสำเร็จทั้งคัน (CBU) ย่อมต้องโดน “ภาษี” ที่หนักหนาสาหัสกว่ารถยนต์ที่ประกอบในประเทศ แต่ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังของทางบริษัทแม่ “ออดี้ เอจี” เพื่อแจ้งเกิดให้กับตัวแทนรายใหม่ ทำให้ ออดี้ ไทยแลนด์ สามารถทำราคา เอ4 เพื่อมาแข่งขันในตลาดรถยนต์หรูของเมืองไทยได้ แม้ว่าหากเทียบกับชนิดปอนด์ต่อปอนด์แล้ว ออพชันของเอ4 จะไม่มากมายเท่าคู่แข่ง แต่ก็ถือว่าไม่น้อยหน้า และราคาพอแข่งขันได้ ไม่ห่างจนเกินไปนัก

สำหรับเอ 4 นั้นทำตลาดในเมืองไทยด้วย 2 รุ่นย่อย คือ 40TFSI และ 45TFSI ซึ่งมีความแตกต่างตรงเรื่องของพละกำลังและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นหลัก โดยทั้งคู่บรรจุเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร แบบฉีดตรง เทอร์โบและวาล์วแปรผัน
ส่วนทางเลือก รุ่น 40TFSI มีพละกำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า และอีกทางเลือกในรุ่น 45 TFSI พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (Quattro) ทั้งคู่ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด S Tronic

ขณะที่ดีไซน์ภายนอก เอ4 ทุกรุ่นจะเป็นรุ่นที่ได้รับการตกแต่ง S line ช่วยเสริมความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว ไฟหน้าและท้ายเป็นแบบ LED พร้อมระบบ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าโดยปรับมุมมองอัตโนมัติเมื่อเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง
ด้านอุปกรณ์ภายใน เบาะหนังทรงสปอร์ตปรับไฟฟ้า พวงมาลัย 3 ก้านแบบท้ายตัด พร้อมระบบมัลติฟังก์ชัน เครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang&Olufsen (เฉพาะในรุ่น 45 TFSI) จอสีแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ระบบ MMI Radio plus รองรับการเชื่อมต่อุปกรณ์ความบันเทิงได้อย่างครบครัน

คล่องแคล่ว ลงตัว
คันแรกที่ได้ลองพบรหัสระบุ A4 40TFSI ใช่แล้วครับ เราได้รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าในการเดินทางก่อน เข้าไปนั่งในห้องโดยสาร รู้สึกถึงการออกแบบที่โอบกระชับเอาใจผู้ขับขี่มากกว่าคนนั่ง การตกแต่งต่างๆ เน้นให้ความรู้สึกที่สปอร์ตเป็นหลัก แต่ก็ยังแถมกลิ่นไอความหรูไว้อย่างลงตัว
การใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจได้ง่าย แต่อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยหรือเพิ่งใช้งานเป็นครั้งแรก อาจจะหาปุ่มไม่เจอหรือไม่แน่ใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หน้าจอแสดงผลอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คันเกียร์ขนาดใหญ่ตรงกลางคอนโซลให้ความรู้สึกหรูหรา และมั่นใจเวลาปรับเปลี่ยนเกียร์

เมื่อทุกอย่างพร้อม ได้เวลาเดินทาง ออกมาก็เจอกับรถติดในเมืองกรุงฯ ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ดูความคล่องตัวกับภาวะการจราจรหนาแน่น แน่นอนว่า เอ4 ทำได้ดีไม่น้อยใครในระดับเดียวกัน ทัศวิสัยมองชัดดี พวงมาลัยเบาควบคุมง่าย การตอบสนองของคันเร่งน้ำหนักพอดีๆ ไม่หนักเกินไป แต่จะหนักกว่ารถญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย
ผ่านพ้นช่วงวิกฤตจราจรมาได้เราก็เข้าสู่เส้นทางการใช้ความเร็ว 140 กม./ชม. คือความเร็วสูงสุดที่เราทดลองขับได้ การเก็บเสียงทำได้ดี ไม่มีเสียงลมหรือเสียงเครื่องยนต์เข้ามารบกวนในห้องโดยสาร การทรงตัวของรถเกาะถนนประทับใจ การเร่งแซงทันใจหายห่วง แต่หากปรับโหมดเป็นสายสปอร์ตแล้วจะได้อารมณ์สนุกไปอีกแบบ

หลังจากนั้นเป็นคิวของการลองขับ เอ4 45TFSI ความรู้สึกแรกหลังกดคันเร่งแบบคิกคาวน์ อารมณ์สปอร์ตมาเต็ม หลังติดเบาะแบบทันทีทันใด ให้ความสนุกในระดับที่ไม่เสียดายเงินหากคุณชอบรถสปอร์ต ความเร็วสูงสุดที่เราลองได้คือ 180 กม./ชม. บนถนนที่โล่งและปลอดภัย อัตราเร่งคือสิ่งที่ประทำใจเราที่สุด และด้วยระบบควอตโตทำให้เราอุ่นใจมากขึ้นในยากเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยระบุ 14 กม./ลิตรเลยทีเดียว

เหมาะกับใคร
คนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และกำลังมองหาซีดานขนาดคอมแพคที่มีความแตกต่างกับตัวเลือกรถคุณภาพจากเมืองเบียร์ เอ4 คือคำตอบ ซึ่งการขับขี่ทั่วไปโดยรวมทั้ง 2 รุ่นย่อยไม่แตกต่างกัน หากอยากได้ความแรง อารมณ์สปอร์ตแบบเต็มๆ 45TFSI เป็นตัวเลือกที่ใช่ ด้วยราคา 3,149,000 บาท แต่ถ้างบประมาณไม่ถึง ก็ลองมาดู 40TFSI กับราคา 2,699,000 บาท ด้วยความเป็น CBU ผลิตจากเยอรมันทั้งคัน แบบนี้มั่นใจได้ในคุณภาพ ส่วนการบริการหลังการขายอุ่นใจได้ด้วยการรับประกัน 5 ปีเต็ม หรือ 150,000 กม. ตัดสินใจได้ไม่ต้องคิดมาก
















คำตอบในเบื้องต้นของคำถามนี้ ที่เราได้ถามจากผู้บริหารฝั่งตัวแทนรายใหม่คือ “เป็นตัวแทนควบคู่กันไป ต่างคนต่างขาย” และสุดท้ายสิ้นปีนี้ สิทธิ์ในการขายและการดูแลรถยนต์ ออดี้ ทั้งหมดในประเทศไทย จะมาอยู่กับทาง “ออดี้ ไทยแลนด์” เป็นผู้ดูแล แน่นอนว่า คงมีคำถามคาใจอีกมากมายเมื่อมีโอกาสเราจะนำเสนอในให้รับทราบ แต่เวลานี้ถึงคิวของการทดลองขับ ซึ่ง MGR มอเตอริ่ง มีโอกาสขับ ออดี้ “เอ4" มาดูกันว่ามีดีตรงไหนบ้าง
ประกอบนอก ออพชันครบ
เอ 4 เปิดตัวตลาดโลกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เริ่มทำตลาดในเมืองไทยมาสักระยะ ภายใต้ตัวแทนรายเดิม แน่นอนว่าด้วยความที่เป็นรถนำเข้าแบบสำเร็จทั้งคัน (CBU) ย่อมต้องโดน “ภาษี” ที่หนักหนาสาหัสกว่ารถยนต์ที่ประกอบในประเทศ แต่ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังของทางบริษัทแม่ “ออดี้ เอจี” เพื่อแจ้งเกิดให้กับตัวแทนรายใหม่ ทำให้ ออดี้ ไทยแลนด์ สามารถทำราคา เอ4 เพื่อมาแข่งขันในตลาดรถยนต์หรูของเมืองไทยได้ แม้ว่าหากเทียบกับชนิดปอนด์ต่อปอนด์แล้ว ออพชันของเอ4 จะไม่มากมายเท่าคู่แข่ง แต่ก็ถือว่าไม่น้อยหน้า และราคาพอแข่งขันได้ ไม่ห่างจนเกินไปนัก
สำหรับเอ 4 นั้นทำตลาดในเมืองไทยด้วย 2 รุ่นย่อย คือ 40TFSI และ 45TFSI ซึ่งมีความแตกต่างตรงเรื่องของพละกำลังและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นหลัก โดยทั้งคู่บรรจุเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร แบบฉีดตรง เทอร์โบและวาล์วแปรผัน
ส่วนทางเลือก รุ่น 40TFSI มีพละกำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า และอีกทางเลือกในรุ่น 45 TFSI พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา (Quattro) ทั้งคู่ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด S Tronic
ขณะที่ดีไซน์ภายนอก เอ4 ทุกรุ่นจะเป็นรุ่นที่ได้รับการตกแต่ง S line ช่วยเสริมความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว ไฟหน้าและท้ายเป็นแบบ LED พร้อมระบบ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าโดยปรับมุมมองอัตโนมัติเมื่อเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง
ด้านอุปกรณ์ภายใน เบาะหนังทรงสปอร์ตปรับไฟฟ้า พวงมาลัย 3 ก้านแบบท้ายตัด พร้อมระบบมัลติฟังก์ชัน เครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang&Olufsen (เฉพาะในรุ่น 45 TFSI) จอสีแสดงผลขนาด 7 นิ้ว ระบบ MMI Radio plus รองรับการเชื่อมต่อุปกรณ์ความบันเทิงได้อย่างครบครัน
คล่องแคล่ว ลงตัว
คันแรกที่ได้ลองพบรหัสระบุ A4 40TFSI ใช่แล้วครับ เราได้รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าในการเดินทางก่อน เข้าไปนั่งในห้องโดยสาร รู้สึกถึงการออกแบบที่โอบกระชับเอาใจผู้ขับขี่มากกว่าคนนั่ง การตกแต่งต่างๆ เน้นให้ความรู้สึกที่สปอร์ตเป็นหลัก แต่ก็ยังแถมกลิ่นไอความหรูไว้อย่างลงตัว
การใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจได้ง่าย แต่อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรสำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยหรือเพิ่งใช้งานเป็นครั้งแรก อาจจะหาปุ่มไม่เจอหรือไม่แน่ใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ หน้าจอแสดงผลอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คันเกียร์ขนาดใหญ่ตรงกลางคอนโซลให้ความรู้สึกหรูหรา และมั่นใจเวลาปรับเปลี่ยนเกียร์
เมื่อทุกอย่างพร้อม ได้เวลาเดินทาง ออกมาก็เจอกับรถติดในเมืองกรุงฯ ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ดูความคล่องตัวกับภาวะการจราจรหนาแน่น แน่นอนว่า เอ4 ทำได้ดีไม่น้อยใครในระดับเดียวกัน ทัศวิสัยมองชัดดี พวงมาลัยเบาควบคุมง่าย การตอบสนองของคันเร่งน้ำหนักพอดีๆ ไม่หนักเกินไป แต่จะหนักกว่ารถญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย
ผ่านพ้นช่วงวิกฤตจราจรมาได้เราก็เข้าสู่เส้นทางการใช้ความเร็ว 140 กม./ชม. คือความเร็วสูงสุดที่เราทดลองขับได้ การเก็บเสียงทำได้ดี ไม่มีเสียงลมหรือเสียงเครื่องยนต์เข้ามารบกวนในห้องโดยสาร การทรงตัวของรถเกาะถนนประทับใจ การเร่งแซงทันใจหายห่วง แต่หากปรับโหมดเป็นสายสปอร์ตแล้วจะได้อารมณ์สนุกไปอีกแบบ
หลังจากนั้นเป็นคิวของการลองขับ เอ4 45TFSI ความรู้สึกแรกหลังกดคันเร่งแบบคิกคาวน์ อารมณ์สปอร์ตมาเต็ม หลังติดเบาะแบบทันทีทันใด ให้ความสนุกในระดับที่ไม่เสียดายเงินหากคุณชอบรถสปอร์ต ความเร็วสูงสุดที่เราลองได้คือ 180 กม./ชม. บนถนนที่โล่งและปลอดภัย อัตราเร่งคือสิ่งที่ประทำใจเราที่สุด และด้วยระบบควอตโตทำให้เราอุ่นใจมากขึ้นในยากเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยระบุ 14 กม./ลิตรเลยทีเดียว
เหมาะกับใคร
คนที่ชื่นชอบเทคโนโลยี และกำลังมองหาซีดานขนาดคอมแพคที่มีความแตกต่างกับตัวเลือกรถคุณภาพจากเมืองเบียร์ เอ4 คือคำตอบ ซึ่งการขับขี่ทั่วไปโดยรวมทั้ง 2 รุ่นย่อยไม่แตกต่างกัน หากอยากได้ความแรง อารมณ์สปอร์ตแบบเต็มๆ 45TFSI เป็นตัวเลือกที่ใช่ ด้วยราคา 3,149,000 บาท แต่ถ้างบประมาณไม่ถึง ก็ลองมาดู 40TFSI กับราคา 2,699,000 บาท ด้วยความเป็น CBU ผลิตจากเยอรมันทั้งคัน แบบนี้มั่นใจได้ในคุณภาพ ส่วนการบริการหลังการขายอุ่นใจได้ด้วยการรับประกัน 5 ปีเต็ม หรือ 150,000 กม. ตัดสินใจได้ไม่ต้องคิดมาก


