ก่อนที่จะอำลาเมืองจีนเข้าสู่เมืองทาชเคนต์ศูนย์กลางของเอเชียกลาง จุดสิ้นสุดการทดสอบสมรรถนะของรถ “ไฮลักซ์ วีโก้ และฟอร์จูนเนอร์” ขอย้อนกลับไปยังเมืองหลวงของมณฑลซินเกียงคือ อูหลู่มู่ฉี กันสักนิด เพราะเมืองนี้พวกเราได้มีโอกาสไปชมพิพิธภัณฑ์ประจำเมืองซินเกียง แหล่งรวมโบราณวัตถุที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของเส้นทางแพรไหม อาทิ ผ้าแพร ผ้าไหม เสื้อหยก เครื่องปั้นดินเผา รวมถึงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่าง ๆ ในอดีตกาล และยังมีซากมัมมี่แห่งที่ราบทาริมหรือทะเลทรายตากลามากัน ซึ่งแปลว่าดินแดนซึ่งเข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับมา
สำหรับซากมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดขุดพบในปี ค.ศ. 1980 โดยนักโบราณคดีชาวจีนชื่อ มู่ซุนยิง มัมมี่ที่ขุดพบเป็นร่างของหญิงสาววัย40 ปีเศษ ผมสีน้ำตาลบรอนซ์ยาวสลวย ใบหน้ามีความลึกสันจมูกโด่ง ร่างห่อหุ้มด้วยเสื้อขนแกะ ที่เท้าสวมรองเท้าหนังสัตว์ ศรีษะสวมหมวกที่ทำด้วยขนห่าน และมีขนของนกกระสานวลเสียบอยู่ ซึ่งขนนกที่ว่านี้เป็นเครื่องหมายของความรักที่ชายคนรักมอบให้แก่นาง มู่ซุนยิงตั้งชื่อเธอว่า สาวงามแห่งโหลวหลาน (Loulan Beauty) และจากการตรวจสอบด้วยคาร์บอน 14 พบว่านางมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,800 ปี เสียดายเราไม่มีรูปมาให้ดูเพราะเจ้าหน้าที่ห้ามถ่ายรูป
อีกสถานทีหนึ่งที่ขบวนคาราวานของเราได้แวะไปถ่ายรูปคือทะลสาป ไซราม ซึ่งสวยมาก ๆ ทางด้านซ้ายมือของทะเลสาบมีภูเขาที่มีฐานน้ำแข็งเกาะอยู่ตามไหล่เขาและมีกระโจมของพวกมองโกล 2 -3 หลัง เลยทำให้เพื่อน ๆ พี่ๆ น้อง ๆถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานทั้งที่อากาศตอนนั้นประมาณ 4 องศาเซลเซียล พูดง่ายๆ ถ่ายไปก็บ่นไปว่า “หนาวจัง”
ส่วนฟอร์จูนเนอร์ของเรายังสุขภาพแข็งแรงดี ไม่เป็นหวัด หรือบ่นว่าเมื่อยล้า แม้ว่าในแต่ละวันจะวิ่งกัน 600-700 กม. ก็ตาม แถมมาเจอกับสภาพอากาศที่หนาวอย่างที่กล่าวข้างต้น แต่ก็ไม่มีอาการให้เห็น
เช้าของวันที่ 12 ต.ค.ขบวนคาราวานตื่นแต่เช้าเตรียมตัวเข้าสู่ชายแดนจีนที่เมืองยี่หนิง เพื่อเข้าสู่ประเทศคาซัคสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะได้มาเยือนต่างตื่นเต้นดีใจกันใหญ่ แต่ความตื่นเต้นหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะที่ด่านจีนได้สร้างความยุ่งยาก วุ่นวาย ให้แก่พวกเราเป็นอย่างมาก ทั้ง 40 กว่าชีวิตติดอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของจีน 7 ชั่วโมง จำได้ว่าขบวนของเราถึงชายแดนประมาณ 11.30 น. แต่เราหลุดจากด่านจีนตอน 18.40 น. โดยเฉพาะนักข่าว 20 กว่าคนที่อาสาขับรถผ่านด่านต้องนั่งแกร่วอยู่ในรถ ไปไหนก็ไม่ได้ ส่วนพวกที่เหลือต้องลากกระเป๋าของตัวเองเดินผ่านตรวจคนเข้าเมืองมารออยู่ในอาคาร แต่ก็ไม่แตกต่างกันสักเท่าไรเพราะพวกเราก็ออกไปไหนไม่ได้เช่นกัน ที่สำคัญไม่มีห้องน้ำครับ (คือมีแต่มันล็อกครับไม่ให้เข้า ) ดูมัน..ดูมัน...........
หลังจากหลุดออกจากด่านจีนทุกคันทำเวลาอย่างด่วนจี๋วิ่งดิ่งไปด่านคาซัคสถานทันทีเพราะไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ของคาซัคสถานจะเป็นอย่างด่านจีนหรือเปล่า ...ดีกว่านิดหน่อยตรงที่ว่าทั้งรถ ทั้งคน ผ่านด่านมาพร้อม ๆ กัน แต่ทุกคนต้องรอให้ทางเจ้าหน้าที่ทำเอกสารเพื่อนำรถผ่านก่อนเพราะประเทศนี้ยังไม่เคยมีขบวนคาราวานที่มีรถ 20 กว่าคันผ่านเข้าประเทศ การดำเนินงานก็เลยค่อนข้างช้าแต่ก็ยังดีกว่าด่านจีน ที่สำคัญเวลาของเมืองนี้ต้องลบออกจากเวลาเมืองจีน 2 ชั่วโมง เท่ากับว่าเราเข้าด่านคาซัคสถานตอนนั้น เวลา 16.40 น. และออกจากด่านคาซัสสถานตอน 19.09 น. สรุปพวกเราติดอยู่ในด่านจีนและคาซัคสถานประมาณ 10 กว่าชั่วโมง
แต่เรื่องตื่นเต้นไม่จบลงเท่านี้ เพราะหลังจากนั้นขบวนคาราวานต้องสวมวิญญาณม้าสวรรค์เทียนหม่า ทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเนื่องจากหนทางข้างหน้ายังเหลืออีก 300 กว่าโลถึงเมืองอัลมาตีอดีตเมืองหลวงของคาซัค แต่ประมาณเที่ยงคืนกว่ารถนำขบวนของ กิตติ นิลถนอม ชนลาเข้าอย่างจัง หม้อน้ำแตก ต้องหยุดซ่อม สุดท้ายพวกเราก็มาถึงเมืองอัลมาตีตอนตี 2 แต่ถ้าคิดจากเวลาจริงที่พวกเราออกเดินทางจากเมืองยี่หนิ่งเราถึงโรงแรมตอนตี 4 …นึกเอาเองนะครับแต่ละคนจะมีสภาพเป็นอย่างไร
แต่พอรุ่งเช้าพวกเราออกมาหน้าโรงแรมต่างตกใจกันใหญ่นึกว่ากำลังอยู่ในยุโรปเพราะบ้านเมือง อากาศ ต้นไม้ข้างทาง หรือในสวนสาธารณะสีเหลือง ดูสดใส เหมือนกับทวีปยุโรปเลย ที่สำคัญหน้าตาของคนที่นี่ก็เหมือนฝรั่งอีกต่างหาก แทบไม่อยากเชื่อว่าประเทศนี้จะอยู่ในเขตเอเชียกลางแถมยังอยู่ติดกับประเทศจีนที่ดูแล้วมันคนละเรื่องเลย
สำหรับประเทศคาซัคสถานมีพื้นที่กว้างใหญ่มากคือ 2.7 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก ใหญ่กว่าประเทศไทย 4 เท่า ไม่มีทางออกทะเล มีประชากรน้อยมาก 17 ล้านคน เป็นชาวคาซัค 53.4 % ชาวรัสเซีย 30% และคนของชาวคาซัคนับถือศาสนาอิสลาม 47 % นับถือคริสต์ 46 % (นิกายออร์โทดอกซ์ 44 % นิกายโปรเตสแตนต์ 2 % ) คาซัคถานแยกตัวเป็นเอกราชจากสหภาพโซเวียตและตั้งเมืองอัลมาตี้เป็นเมืองหลวงหลังจากนั้นในปี 1997 ย้ายเมืองหลวงมาเป็นอัสตานา ผลผลิตที่นี่คือน้ำมัน, แร่ธาตุและการเกษตร โดยเฉพาะน้ำมันประเทศนี้ผลิตมากเป็นอันดับ 5 ของโลก
มาอย่างยากลำบากก็ต้องขอเที่ยวชมกันหน่อยสำหรับเมืองอัลมาตี โดยสถานที่แรกที่ไปเที่ยวคืออนุสาวรีย์โกลเด้นแมน นักรบที่เป็นวีรบุรุษของเมืองนี้ อ.ชาญวิทย์บอกว่าเจงกิสข่านเคยมาตีดินแดนแถบนี้เมื่อ800 ปีมาแล้วและอาณาจักรของเจงกิสข่านก็แบ่งให้ลูกหลานปกครอง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอาณาจักรส่วนหนึ่งที่ลูก-หลานเจงกิสข่านปกครองอยูในอดีต ส่วนเจงกิสข่านได้เมืองจีนและกลายเป็นราชวงศ์มองโกลหรือราชวงศ์หยวนนั่นเอง แห่งที่สองไปเที่ยวเป็นโบสถ์ทรงหัวหอมแบบรัสเซียมีอายุประมาณ 100 ปี..ขอบอกว่าสวยมาก ๆ
หลังจากชื่นชมเมืองอัลมาตีกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขบวนคาราวานก็เริ่มออกเดินทางไปชิมเคนต์ แน่นอนเที่ยวไปเสียครึ่งวันก็ต้องรีบเร่งกันหน่อยสำหรับอีกครึ่งวันเพราะระยะทางข้างหน้าอีก 700 กม.ครับ และวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ขบวนเราถึงโรงแรมตอนตี 2
เช้าวันที่ 14 ต.ค. คาราวานออกเดินทางต่อเพื่อข้ามแดนเข้าสู่ประเทศอุซเบกิสถาน...เหมือนเดิมครับ พวกที่ไม่ได้ขับรถก็เดินเข้าด่านของคาซัคฯเพียงแต่ครั้งนี้ไม่ต้องลากกระเป๋า สุดท้ายพวกที่ไม่ได้ขับรถก็ทยอยออกมารอหน้าด่านของประเทศอุซเบกิสถาน สงสารแต่ก็แต่พวกหน่วยกล้าตาย 20กว่าคน ที่ต้องติดอยู่ในด่าน 2 ประเทศตั้งแต่เช้าจดเย็นเลยครับ แถมเจ้าหน้าที่ของด่านสั่งรื้อกระเป๋าทุกคน ทุกคัน ..คุณนึกดูว่าพวกเรามีมากว่า 40 ชีวิตแล้วถ้าตรวจเปิดทุกใบอะไรจะเกิดขึ้น..โอ...มายก็อด
สุดท้ายกว่าเพื่อน-พี่-น้อง -ทั้งหมดจะหลุดมาถึงโรงแรมก็ปาเข้าไปเกือบทุ่มหนึ่ง แถมหิวโซกันเพราะตอนกลางวันไม่ได้กินอะไรเลยมีแต่แผ่นโรตีแขกขายอยู่ข้างทางที่เจ้าหน้าที่เราซื้อส่งเข้าไปให้ บางคนก็กินได้ บางคนก็ไม่ได้กิน ...งานนี้เราขอตบมือดัง ๆ ให้แก่นักรบทั้ง 20 กว่าคน ที่ยอมลำบากขับรถผ่านด่านที่แสนจะโหด มัน ฮา (ฮาตอนหลัง) แทนพวกเรา
เช้าก่อนบินกลับเมืองไทยพวกเราได้ไปเที่ยวชมเมืองทาชเตนต์ เมืองหลวงของอุซเบกิสถาน เมืองนี้เคยประสบกับแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 1966 และได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตในการฟื้นฟูเมือง หลังจากนั้นไปเที่ยวจัตุรัสประชาชนหรือจัตุรัสเอเมอร์ ซึ่งก็ไม่มีอะไรตื่นตาตื่นใจสักเท่าไร สำหรับประเทศนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตก่อนจะได้รับอิสรภาพหลังจากการล่มสลายของโซเวียตเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1991
แน่นอนที่เมืองทาชเคนต์ถือเป็นจุดสิ้นสุดสำหรับขบวนคาราวานไฮลักซ์ วีโก้ รวมระยะทาง 5,000 กม. 14 วัน จากเมืองซีอัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นการเดินทางที่ทรหดทั้งคน ทั้งรถ โดยเฉพาะรถ ยังต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เท่ากับว่ารถทั้ง 22 คัน วิ่งไป-กลับ 18,000 กม. คิดเอาเองละกันว่าเราควรจะยกนิ้วให้แก่รถ “โตโยต้า” หรือไม่
ถึงบรรทัดนี้อยากจะขอสรุปให้ฟังว่า ทำไมผู้เขียนจึงเรียกเส้นทางแพรไหม โดยไม่มีคำว่าสายนำหน้า เนื่องจากอ.วิโรจน์บอกว่า ถ้าเราเรียกเส้นทางสายไหมจะเกิดภาพที่ผิด หลายคนจะนึกว่าเรานำสายไหมออกไป แต่ในความเป็นจริงเราเอาผ้าแพรและผ้าไหมที่ทอเสร็จเป็นพับ ๆ แล้วลำเลียงออกไปสู่ตะวันออกกลางด้วยเส้นทางนี้ จึงต้องเรียกว่าเส้นทางแพรไหม ซึ่งตรงกับภาษาจีนว่า “ซือโฉวจือลู่” ไม่มีคำว่าสายนะครับ
อยากจะบอกเพิ่มว่าในอดีตกาลเส้นทางแพรไหมเป็นเส้นที่ลำเลียงสินค้า วัฒนธรรม ศาสนา แต่เส้นทางแพรไหมในปัจจุบันไม่ลำเลียงแพร ไม่ลำเลียงศาสนา แต่จะเป็นการลำเลียงน้ำมันและแก๊ส แร่ธาตุต่าง ๆ ครับ เพราะทุกวันนี้จีนต้องการน้ำมันและแก๊สมาก เลยใช้เส้นทางนี้ในการลำเลียงน้ำมันจากประเทศเพื่อนบ้านแถบนี้เข้าสู่จีน
ดังนั้นเส้นทางแพรไหมในปัจจุบันมิใช่เส้นทางแพรไหมแล้วนะครับ แต่กลายเป็นเส้นทางน้ำมัน ..ถึงอย่างไรเส้นทางนี้ก็ยังอยู่ ยังมีความสำคัญเพียงแต่สินค้าเปลี่ยนไป ล่าสุด 6 ประเทศแถบนี้คือ คาซัคสถาน,อุซเบกิสถาน,เติร์กเมนิสถาน,อัฟกานิสถาน,เคอร์กิซสถาน และปากีสถานได้มีการประชุมกันเพื่อฟื้นฟูเส้นทางแพรไหมเส้นนี้ขึ้นมาอย่างจริงจังภายใต้ชื่อ “SILK ROLD RENAISSANCE ”
สำหรับเส้นทางแพรไหมไม่ได้จบลงที่ประเทศอุซเบกิสถานยังต้องเดินทางต่อไปอีกอย่างน้อย 2,000 กม. ผ่านเปอร์เซีย อิหร่าน ไปสิ้นสุดทางเอเชียที่เมือง อิสตันบูล และเข้าสู่ยุโรปจบที่กรุงโรมโน้น... พวกเราเดินทางมาแค่ 5,000 กม.เท่านั้น ยังเหลืออีก 2,000 กม. ซึ่งก็ไม่ไกลหรอก...หากเรามีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่อย่างพระถังซำจั๋ง ที่ใช้เวลาเดินทางบนเส้นทางนี้ถึง 17 ปี ไม่มีหวั่น ไม่มีท้อ ..พระถังเคยพูดว่า หมื่นลี้อยู่ที่ปลายจมูก หมายความว่า ตราบใดถ้ามีลมหายใจอยู่ที่ปลายจมูกหมื่นลี้ก็ไม่ยี่หระ เพราะฉะนั้นการเดินทาง 14 วัน 5,000 กม. ไม่ได้ขี้ปะติ๋วของพระถังหรอกนะครับ
บอกเล่าความประทับใจ
อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
ตอนที่เรียนหนังสืออยู่ปักกิ่งมาต้น ๆ เส้นทางแพรไหม แต่รอบนี้มาต่อยอดของเส้นทาง อ.วิโรจน์ไม่ได้มาแบบนักการทหาร ไม่ได้มาแสวงหาพลังงาน มาโดยวัฒนธรรม ด้วยนักการศาสนา.. พุทธมาถึงไหน ..มุสลิมมาถึงไหน.. เชื้อสายมองโกลมาถึงไหน และเมื่อตอนที่เข้ามาอัลมาตี้ก็ตกใจมาก เชื้อสายมองโกลมาถึงนี่ ถึงคาซัคสถาน ชาวคาซัคสถานพูดเองว่ามองโกลมาในฐานะศัตรูแต่ปัจจุบันกลายเป็นบรรพบุรุษไปแล้ว โอโห...คำถามที่ค้างคาในใจอาจารย์มาสิบ ๆ ปีถูกตีแตกในทันที ตกลงแล้วเจงกิสข่านยกทัพมาทางทิศตะวันออก ยกมาแล้วหายไปไหน.. ซึมไปในทะเลทรายหรือเปล่า...เปล่าเลย มาออกลูก ออกหลาน ในคาซัคสถาน- อุซเบกิสถาน นี่เอง นี่คือความประทับใจ


