ข่าวในประเทศ - “ดร.อนุสรณ์” นายใหญ่ค่ายน้ำมันคนไทย “บางจาก” ประกาศพร้อมขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ต้นปีหน้า โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีปริมาณรถที่ใช้น้ำมันได้มากเพียงพอ เผยหากรัฐบาลประกาศกำหนดค่ามาตรฐาน หรือสเปกชัดเจน พร้อมเปิดให้บริการทันทีในเขตกรุงเทพฯ เบื้องต้น 5-6 แห่ง เผยน้ำมัน E20 ค่าออกเทนสูงมากเกิน 100 อาจต้องใช้สูตรผสมน้ำมันเบนซิน เช่นเดียวกับแก๊สโซฮอล์ 91 ซึ่งจะทำให้ได้ค่าออกเทนระดับ 97-98 ใกล้เคียงกับแก๊สโซฮอล์ 95 ในปัจจุบัน ยอมรับอัตราสิ้นเปลืองสูงขึ้น แต่หากเทียบกับราคาที่ต่ำกว่า E10 เงินที่จ่ายออกไปหักลบกับอัตราสิ้นเปลืองที่เพิ่มขึ้น ยังถือว่าคุ้มกว่า!! ขณะที่น้ำมันไบโอดีเซล B5 ยืนยันยังจะทำตลาดต่อไป แม้ในวันที่ 1 เม.ย.2551 รัฐบาลจะบังคับให้น้ำมันดีเซลที่ขายในประเทศไทยทั้งหมด จะต้องมีส่วนผสมเอสเตอร์ที่ได้จากน้ำมันพืช 2% หรือ B2 โดยขายในราคาน้ำมันดีเซลทั่วไป แต่น้ำมันไบโอดีเซล B5 ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน จะมีราคาต่ำกว่าประมาณ 70 สตางค์ และรับประกันซ่อมฟรีหากรถเสียจากการเติมน้ำมันไบโอดีเซล ย้ำพร้อมมุ่งผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำพลังงานทดแทนของเอเชียในอนาคต

การมีมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลขิงแก่ ส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมเอทานอลบริสุทธ์ 20% ด้วยการให้อัตราภาษีสรรพสามมิตพิเศษ กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ในอัตราที่ลดลง 5% จากภาษีปกติ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2551 หรือเร็วขึ้นจากกำหนดเดิม 1 ปี ทำให้ความเคลื่อนไหวในส่วนของผู้ผลิตรถยนต์กลับมาคึกคักอีกครั้ง เช่น “ฮอนด้า แอคคอร์ด” โฉมใหม่ที่จะเปิดปลายปีนี้ก็สามารถใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายฝ่ายกังวลจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้ง เพราะถึงจะมีมิติคณะรัฐมนตรีออกมา แต่ตราบใดยังไม่ออกเป็นกฎกระทรวง ทุกอย่างก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจเลื่อนออกไปอีกเหมือนเช่นครั้งที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ “ฟอร์ด” ตกม้าตายมาแล้ว เพียงเพราะเหตุผลไม่มีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ขายในท้องตลาด ซึ่งที่สุดก็กลับมาสู่คำถามว่า จะต้องมีรถ หรือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ก่อน ไม่ต่างจากปัญหา……ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?
แต่ดูเหมือนเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในการขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 และน้ำมันไบโอดีเซล B5 ประกาศพร้อมที่จะขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ทันที
“บางจากพร้อมที่จะเปิดขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ในต้นปีหน้า ตามนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ยังรัฐบาลต้องประกาศค่ามาตรฐาน หรือสเปกของน้ำมัน E20 รวมถึงความชัดเจนของการจัดเก็บภาษีน้ำมันต่างๆ เพื่อที่จะกำหนดทิศทางการผลิตได้ถูก ซึ่งปัจจุบันบางจากก็ได้มีการขออนุญาตผลิต เพื่อส่งน้ำมันให้กับบริษัทรถยนต์หลายยี่ห้อ อาทิ ฟอร์ด และโตโยต้า เป็นต้น เพื่อนำไปทดลองใช้อยู่ตลอดเวลา”
นั่นคือคำกล่าวของ “ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ผู้จัดการมอเตอริ่ง” และกล่าวต่อชัดเจนว่า…… “เบื้องต้นบางจากจะเปิดให้บริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ในเขตกรุงเทพฯ ก่อน หากรัฐบาลประกาศค่ามาตรฐานออกมา คาดว่าจะเปิดได้ในต้นปีหน้าประมาณ 5-6 สถานีบริการ ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอสามารถรองรับปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้”

“สำหรับปัญหาที่บริษัทน้ำมันไม่สนใจ ที่จะขายแก๊สโซฮอล์ E20 เพราะมีความยุ่งยากในการปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มหัวจ่าย รวมถึงถังเก็บน้ำมัน ทำให้ต้นทุนของสถานีบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณรถที่ใช้น้ำมันได้มีเพียงเล็กน้อย จึงไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวบางจากต้องมีค่าการตลาดเป็นพิเศษให้ เพื่อจูงใจสถานีบริการเปิดให้บริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และผู้แทนจำหน่ายสามารถอยู่ได้”
ส่วนคุณสมบัติของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน หรือแก๊สโซฮอล์ E10 ที่จำหน่ายในปัจจุบันหรือไม่?
“หากผสมเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน 95 ในสัดส่วนอาทานอล 20% จะทำให้ค่าออกเทนสูงมาก หรือเกิน 100 แต่น้ำมันเบนซินปัจจุบันสูงสุดค่าออกเทนอยู่ที่ 95 ฉะนั้นคาดว่าจะใช้น้ำมันเบนซินที่ผสมเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณออกเทนอยู่ในระดับ 97-98 อยู่ในเกณฑ์เป็นไปได้มากที่สุด และใกล้เคียงกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันและอาจจะดีกว่าด้วย” ดร.อนุสรณ์กล่าวและว่า
“จุดต่างอีกอย่างอยู่ที่อัตราสิ้นเปลืองของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จะสูงกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไป แต่หากเทียบกับราคาที่ถูกกว่า แม้แต่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ซึ่งเทียบแล้วต่ำกว่าประมาณ 40-50 สตางค์ต่อลิตร โดยที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน หรือลดเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน หากรวมทั้งหมดแล้วน่าจะต่ำลงไปอีก ฉะนั้นอัตราสิ้นเปลืองของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ที่เพิ่มขึ้น เทียบกับเงินที่จ่ายออกไป จึงมีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเติมน้ำมันประเภทอื่นๆ”

ส่วนนโยบายการรุกทำตลาดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) ขอบบางจาก ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า บางจากมีแผนจะเพิ่มการทำตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ครอบคลุมทุกสถานีบริการ และต้องการผลักดันให้มีการใช้มากๆ เพื่อลดปัญหาเอทานอลล้นตลาดในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะขายในสถานีบริการของบางจากแล้ว ยังพร้อมที่จะรับผลิตให้กับน้ำมันยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งปัจจุบันก็ผลิตให้กับปตท.อยู่แล้ว หรือหากไม่ต้องการจ้างผลิต อาจจะเป็นในรูปแลลแลกเปลี่ยนการผลิตกันก็ได้ โดยขณะนี้มีการเจรจากับบริษัทน้ำมันหลายราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
“สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคไม่รู้ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไป รัฐบาลจะบังคับให้น้ำมันดีเซลที่ขายในประเทศไทยทั้งหมด จะต้องมีส่วนผสมของสารเอสเตอร์ที่ทำมาจากน้ำมันพืชต่างๆ 2% แต่จะไม่เรียกเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B2 เหมือนกับน้ำมันไบโอดีเซล B5 ที่มีส่วนผสมอยู่ 5% และไม่มีการลดราคาให้แต่อย่างใด ขณะที่น้ำมันไบโอดีเซล B5 ปัจจุบันราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติประมาณ 70 สตางค์ ซึ่งในส่วนของบางจากแม้รัฐบาลจะบังคับให้ขายน้ำมันดีเซลส่วนผสมใหม่ แต่ยืนยันที่จะขายน้ำมันไบโอดีเซล B5 ต่อไป พร้อมกับรับประกันซ่อมฟรี ให้กับรถยนต์ที่เกิดปัญหาจากการเติมน้ำมันดังกล่าวด้วย”
ส่วนสาเหตุที่บางจากมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันไบโอดีเซล ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า เป็นช่วยชาติประหยัดเงินตราจากการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ในการนำพืชผลทางการเกษตรมาแปรรูป ทำให้ราคาสินค้าพืชพผลทางเกษตรไม่ตก และนอกจากนี้บางจากยังนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล โดยปัจจุบันได้เปิดจุดรับซื้อน้ำมันพืชใช้ ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก และสถานีบริการน้ำมันบางจากกว่า 20 แห่ง ในราคากิโลกรัมละ 14 บาทด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทน บางจากได้มีการส่งเสริมรณรงค์เรื่องของพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เผยแพร่ความรู้พลังงานทดแทนสู่เยาวชน ด้วยการจัดประกวดบอร์ดนิทรรศการความรู้ “ไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ วิถีพอเพียงของคนไทย” และประกวดสุดยอดเยาวชนพลังงานทดแทน “พี่ไบโอ-น้องแก๊สซี่” ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ และดำเนินตามแนวพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน ด้วยการเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลงานสร้างความรู้ความเข้าใจพลังงานทดแทน ชิงทุนการศึกษากว่า 2 ล้านบาท
โดยโครงการดังกล่าวได้เปิดรับสมัคร และส่งผลงานตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม -31 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 387 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทนในหมู่เยาวชนโรงเรียนที่เข้าร่วมแข่งขันกว่า 6 แสนคน และคณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานระดับภูมิภาคจำนวน 5 ภาคๆ ละ 5 โรงเรียน เพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ และเข้าร่วมกิจกรรม “บางจาก Youth Club” เพื่อเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทน เทคนิควิธีการจัดทำบอร์ดนิทรรศการ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมากแม้แต่นักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก รวมถึงวิธีการเป็นพิธีกรนำเสนอบนเวทีสาธารณะอย่างมืออาชีพ จากดาราและผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
“ในรอบตัดสินชิงชนะเลิศระดับประเทศ ในวันอาทิตย์ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 25 โรงเรียนที่เข้ารอบต่างแสดงผลงานอย่างน่าทึ่ง ต่างมีความคิดสร้างสรรค์แทบไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นผลงานเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ขณะที่พิธีกรพี่ไบโอ-น้องแก๊สซี่ต่างก็มีเทคนิค ในการนำเสนอเรื่องของพลังงานทดแทนได้อย่างน่าสนใจ ฉะนั้นโครงการลักษณะนี้บางจากยืนยันที่จะจัดต่อไปทุกๆ ปี เพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างออกไปเท่านั้น”
ดร.อนุสรณ์กล่าวปิดท้าย และยืนวันว่า…… “บางจากพร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำพลังงานทดแทนในเอเชีย”
การมีมติคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลขิงแก่ ส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันเบนซินที่มีส่วนผสมเอทานอลบริสุทธ์ 20% ด้วยการให้อัตราภาษีสรรพสามมิตพิเศษ กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ ในอัตราที่ลดลง 5% จากภาษีปกติ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2551 หรือเร็วขึ้นจากกำหนดเดิม 1 ปี ทำให้ความเคลื่อนไหวในส่วนของผู้ผลิตรถยนต์กลับมาคึกคักอีกครั้ง เช่น “ฮอนด้า แอคคอร์ด” โฉมใหม่ที่จะเปิดปลายปีนี้ก็สามารถใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายฝ่ายกังวลจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกครั้ง เพราะถึงจะมีมิติคณะรัฐมนตรีออกมา แต่ตราบใดยังไม่ออกเป็นกฎกระทรวง ทุกอย่างก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และอาจเลื่อนออกไปอีกเหมือนเช่นครั้งที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ “ฟอร์ด” ตกม้าตายมาแล้ว เพียงเพราะเหตุผลไม่มีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ขายในท้องตลาด ซึ่งที่สุดก็กลับมาสู่คำถามว่า จะต้องมีรถ หรือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ก่อน ไม่ต่างจากปัญหา……ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน?
แต่ดูเหมือนเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เมื่อบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในการขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 และน้ำมันไบโอดีเซล B5 ประกาศพร้อมที่จะขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ทันที
“บางจากพร้อมที่จะเปิดขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ในต้นปีหน้า ตามนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ยังรัฐบาลต้องประกาศค่ามาตรฐาน หรือสเปกของน้ำมัน E20 รวมถึงความชัดเจนของการจัดเก็บภาษีน้ำมันต่างๆ เพื่อที่จะกำหนดทิศทางการผลิตได้ถูก ซึ่งปัจจุบันบางจากก็ได้มีการขออนุญาตผลิต เพื่อส่งน้ำมันให้กับบริษัทรถยนต์หลายยี่ห้อ อาทิ ฟอร์ด และโตโยต้า เป็นต้น เพื่อนำไปทดลองใช้อยู่ตลอดเวลา”
นั่นคือคำกล่าวของ “ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ผู้จัดการมอเตอริ่ง” และกล่าวต่อชัดเจนว่า…… “เบื้องต้นบางจากจะเปิดให้บริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ในเขตกรุงเทพฯ ก่อน หากรัฐบาลประกาศค่ามาตรฐานออกมา คาดว่าจะเปิดได้ในต้นปีหน้าประมาณ 5-6 สถานีบริการ ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอสามารถรองรับปริมาณรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้”
“สำหรับปัญหาที่บริษัทน้ำมันไม่สนใจ ที่จะขายแก๊สโซฮอล์ E20 เพราะมีความยุ่งยากในการปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มหัวจ่าย รวมถึงถังเก็บน้ำมัน ทำให้ต้นทุนของสถานีบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณรถที่ใช้น้ำมันได้มีเพียงเล็กน้อย จึงไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวบางจากต้องมีค่าการตลาดเป็นพิเศษให้ เพื่อจูงใจสถานีบริการเปิดให้บริการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และผู้แทนจำหน่ายสามารถอยู่ได้”
ส่วนคุณสมบัติของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน หรือแก๊สโซฮอล์ E10 ที่จำหน่ายในปัจจุบันหรือไม่?
“หากผสมเอทานอลกับน้ำมันเบนซิน 95 ในสัดส่วนอาทานอล 20% จะทำให้ค่าออกเทนสูงมาก หรือเกิน 100 แต่น้ำมันเบนซินปัจจุบันสูงสุดค่าออกเทนอยู่ที่ 95 ฉะนั้นคาดว่าจะใช้น้ำมันเบนซินที่ผสมเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณออกเทนอยู่ในระดับ 97-98 อยู่ในเกณฑ์เป็นไปได้มากที่สุด และใกล้เคียงกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันและอาจจะดีกว่าด้วย” ดร.อนุสรณ์กล่าวและว่า
“จุดต่างอีกอย่างอยู่ที่อัตราสิ้นเปลืองของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จะสูงกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไป แต่หากเทียบกับราคาที่ถูกกว่า แม้แต่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ซึ่งเทียบแล้วต่ำกว่าประมาณ 40-50 สตางค์ต่อลิตร โดยที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน หรือลดเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน หากรวมทั้งหมดแล้วน่าจะต่ำลงไปอีก ฉะนั้นอัตราสิ้นเปลืองของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ที่เพิ่มขึ้น เทียบกับเงินที่จ่ายออกไป จึงมีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเติมน้ำมันประเภทอื่นๆ”
ส่วนนโยบายการรุกทำตลาดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10) ขอบบางจาก ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า บางจากมีแผนจะเพิ่มการทำตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ให้ครอบคลุมทุกสถานีบริการ และต้องการผลักดันให้มีการใช้มากๆ เพื่อลดปัญหาเอทานอลล้นตลาดในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะขายในสถานีบริการของบางจากแล้ว ยังพร้อมที่จะรับผลิตให้กับน้ำมันยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งปัจจุบันก็ผลิตให้กับปตท.อยู่แล้ว หรือหากไม่ต้องการจ้างผลิต อาจจะเป็นในรูปแลลแลกเปลี่ยนการผลิตกันก็ได้ โดยขณะนี้มีการเจรจากับบริษัทน้ำมันหลายราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
“สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคไม่รู้ นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไป รัฐบาลจะบังคับให้น้ำมันดีเซลที่ขายในประเทศไทยทั้งหมด จะต้องมีส่วนผสมของสารเอสเตอร์ที่ทำมาจากน้ำมันพืชต่างๆ 2% แต่จะไม่เรียกเป็นน้ำมันไบโอดีเซล B2 เหมือนกับน้ำมันไบโอดีเซล B5 ที่มีส่วนผสมอยู่ 5% และไม่มีการลดราคาให้แต่อย่างใด ขณะที่น้ำมันไบโอดีเซล B5 ปัจจุบันราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติประมาณ 70 สตางค์ ซึ่งในส่วนของบางจากแม้รัฐบาลจะบังคับให้ขายน้ำมันดีเซลส่วนผสมใหม่ แต่ยืนยันที่จะขายน้ำมันไบโอดีเซล B5 ต่อไป พร้อมกับรับประกันซ่อมฟรี ให้กับรถยนต์ที่เกิดปัญหาจากการเติมน้ำมันดังกล่าวด้วย”
ส่วนสาเหตุที่บางจากมุ่งมั่นส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันไบโอดีเซล ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า เป็นช่วยชาติประหยัดเงินตราจากการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทย ในการนำพืชผลทางการเกษตรมาแปรรูป ทำให้ราคาสินค้าพืชพผลทางเกษตรไม่ตก และนอกจากนี้บางจากยังนำน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว มาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล โดยปัจจุบันได้เปิดจุดรับซื้อน้ำมันพืชใช้ ที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก และสถานีบริการน้ำมันบางจากกว่า 20 แห่ง ในราคากิโลกรัมละ 14 บาทด้วย
อย่างไรก็ตาม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทน บางจากได้มีการส่งเสริมรณรงค์เรื่องของพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เผยแพร่ความรู้พลังงานทดแทนสู่เยาวชน ด้วยการจัดประกวดบอร์ดนิทรรศการความรู้ “ไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ วิถีพอเพียงของคนไทย” และประกวดสุดยอดเยาวชนพลังงานทดแทน “พี่ไบโอ-น้องแก๊สซี่” ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ และดำเนินตามแนวพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน ด้วยการเปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นทั่วประเทศ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลงานสร้างความรู้ความเข้าใจพลังงานทดแทน ชิงทุนการศึกษากว่า 2 ล้านบาท
โดยโครงการดังกล่าวได้เปิดรับสมัคร และส่งผลงานตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม -31 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 387 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทนในหมู่เยาวชนโรงเรียนที่เข้าร่วมแข่งขันกว่า 6 แสนคน และคณะกรรมการได้คัดเลือกผลงานระดับภูมิภาคจำนวน 5 ภาคๆ ละ 5 โรงเรียน เพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ และเข้าร่วมกิจกรรม “บางจาก Youth Club” เพื่อเรียนรู้เรื่องพลังงานทดแทน เทคนิควิธีการจัดทำบอร์ดนิทรรศการ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมากแม้แต่นักศึกษาระดับปริญญาโทและเอก รวมถึงวิธีการเป็นพิธีกรนำเสนอบนเวทีสาธารณะอย่างมืออาชีพ จากดาราและผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
“ในรอบตัดสินชิงชนะเลิศระดับประเทศ ในวันอาทิตย์ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 25 โรงเรียนที่เข้ารอบต่างแสดงผลงานอย่างน่าทึ่ง ต่างมีความคิดสร้างสรรค์แทบไม่น่าเชื่อว่า จะเป็นผลงานเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ขณะที่พิธีกรพี่ไบโอ-น้องแก๊สซี่ต่างก็มีเทคนิค ในการนำเสนอเรื่องของพลังงานทดแทนได้อย่างน่าสนใจ ฉะนั้นโครงการลักษณะนี้บางจากยืนยันที่จะจัดต่อไปทุกๆ ปี เพียงแต่รูปแบบอาจจะแตกต่างออกไปเท่านั้น”
ดร.อนุสรณ์กล่าวปิดท้าย และยืนวันว่า…… “บางจากพร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำพลังงานทดแทนในเอเชีย”


