xs
xsm
sm
md
lg

3 มื้อ 3 ประเทศ กับ "มาสด้า 3"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ขับรถเที่ยวไทย-ลาว-เวียดนาม อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก! แต่การเดินทางด้วยรถยนต์นั่ง หรือเก๋งขับเคลื่อน 2 ล้อธรรมดาๆ นี่ซิ!! นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสักเท่าไหร่ เนื่องจากคาราวานรถยนต์ส่วนใหญ่ ล้วนเป็นปิกอัพ หรือไม่ก็รถขับเคลื่อน 4 ล้อกันทั้งนั้น แต่คราวนี้ "คาราวานออโต้แจม เปิดประตูสู่อินโดจีน ครั้งที่ 9"  เส้นทางกรุงเทพฯ- มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-เว้-ดานัง-ฮอยอัน ค่ายมาสด้าได้สร้างความฮือฮา ด้วยการส่งสปอร์ตซีดานสุดฮิต มาสด้า3 เปิดโลกท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ เพื่อยืนยันว่าเส้นทางนี้ ..ใครๆ ก็ไปได้!!

ขบวนคาราวานของรายการบางกอก ออโต้แจม ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี(ขณะนั้น) ได้พากันไปปักหลักที่จังหวัดมุกดาหาร เพื่อข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ซึ่งเพิ่งเปิดใช้บริการเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ไปยังแขวงสะหวันนะเขตของลาว ก่อนจะมุ่งต่อไปยังเวียดนาม ซึ่งรถยนต์มาสด้า 3 ที่เข้าร่วมเดินทางครั้งนี้มีทั้งหมด 2 คัน โดยมีผู้โดยสาร 5 คน ภายใต้การนำของ อุทัย เรืองศักดิ์ พีอาร์คนเก่งของมาสด้า เซลส์ฯ ประเทศไทย

เช้าของวันปลายเดือนกุมภาพันธ์อากาศกำลังดี แต่ด้วยอีกกว่า 2 ชั่วโมงก่อนล้อจะหมุน ผู้เขียนจึงแอบไปหาอะไรรองท้อง ก่อนจะขับรถตระเวนเที่ยวลาวและเวียดนาม โดยมีจุดหมายสำคัญอยู่ที่สองเมืองมรดกโลก คือ เมืองเว้และฮอยอันของเวียดนาม ฉะนั้นอาหารเช้ามื้อนี้จึงเป็นมื้อสุดท้ายในฝั่งไทย ก่อนจะกลับมาในอีก 5 วันถัดไป

และไม่ยากที่ผู้เขียนจะหาร้านนั่งสบายๆ อาหารอร่อย และที่สำคัญอิ่มใจอีกต่างหาก เพราะยังจำได้ดีกับร้านน้องจู เมื่อคราวมาร่วมบันทึกหน้าประวัติศาสตร์เปิดสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยเป็นร้านขายไข่กระทะอาหารขึ้นชื่อของคนเชื้อสายเวียดนามในไทย แถมยังมีครบทั้งโจ๊ก กาแฟ และขนมปังญวน ซึ่งที่ตั้งร้านอยู่ใกล้ๆ กับโรงแรมพลอยพาเลซกลางเมืองมุกดาหาร และคณะคาราวานออโต้แจมฯ ก็พักอยู่ที่นี่ด้วย


ครั้งแรกที่ได้แวะชิมฝีมือร้านน้องจู ไม่ใช่เพราะร้านมีการตกแต่งโดดเด่นอะไรหรอก ตัวร้านเป็นเพียงแค่เพิงข้ามถนนธรรมดา แต่ที่ตัดสินใจแวะร้านน้องจู เพียงเพราะเห็นมีคนท้องถิ่นแวะเวียนมานั่งเยอะทีเดียว ซึ่งเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของคนต่างถิ่นที่ว่า ที่ไหน? คนเยอะ เชื่อไว้ก่อนร้านนั้นอาหารอร่อย?!!

แต่ทันทีที่เราหย่อนก้นนั่ง เจอสาวรุ่นใบหน้างาม แบบสาวเชื้อสายเวียดนามแท้ๆ ทำให้อากาศยามเช้าวันนั้น ที่สดชื่นอยู่แล้ว ดูมันช่างสดใสขึ้นไป และไม่ใช่เพียงแค่อนงค์นางเดียวเท่านั้น แต่มีถึง 4 นาง นั่นก็คือตัวจูเอง และน้องๆ ร่วมท้องวัยไล่เลี่ยกันอีก 3 คน อาหารเช้ามื้อแรกในวันนั้น และมื้อสุดท้ายในฝั่งไทยทริปล่าสุด จึงอิ่มทั้งท้องและหัวใจผู้เขียนทุกครั้ง

ประมาณ 8.00 น. เมื่อคณะคาราวานพร้อมจึงเริ่มล้อหมุน ออกจากโรงแรมพลอยพาเลซ ไปยังสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร แต่ก่อนจะข้ามฝั่งโขงมีเรื่องที่อยากจะฝาก ผู้ที่ยังไม่เคยท่องเที่ยวตามเส้นทางนี้ คือควรที่จะเติมน้ำมันเต็มถังจากฝั่งไทยเสียก่อน เพราะระยะทาง 250 กิโลเมตร ในประเทศลาวก่อนจะข้ามด่านลาวบาวของเวียดนาม ปั๊มน้ำมันไม่ค่อยจะมี หรือมีแต่ก็ราคาแพงกว่าฝั่งไทย เหตุนี้จึงควรเติมให้เต็ม และไปเติมอีกทีฝั่งเวียดนาม ซึ่งราคาน้ำมันดีเซลจะถูกกว่าลาวและไทยเสียอีก

หลังจากทำเอกสารข้ามน้ำโขงและผ่านแดนเรียบร้อย ขบวนคาราวานไม่ได้แวะเข้าสะหวันนะเขต เมืองเศรษฐกิจอีกแห่งของลาว โดยมุ่งไปบนถนนหมายเลข 9 ซึ่งเพิ่งได้รับการบูรณะใหม่ จึงเป็นถนนดินดำที่มีสภาพดีทีเดียว แม้จะเป็นถนนเลนสวนก็ตาม แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีรถรามากนัก ทำให้การเดินทางค่อนข้างคล่องตัว และถือ เป็นการฝึกขับรถยนต์เลนขวาให้คุ้นเคย ก่อนที่จะผจญศึกหนักในเวียดนาม ที่ได้ชื่อเรื่องกองทัพรถจักรยานยนต์ และจักรยานเต็มท้องถนนไปหมด

ทั้งนี้ในขากลับบนถนนหมายเลข 9 นี้ คณะเดินทางได้เปิดให้วิ่งรถแบบฟรีสไตล์ ไม่ได้เป็นขบวนคาราวานเหมือนขามา ทำให้ได้มีโอกาสดึงสมรรถนะความเป็นสปอร์ตซีดานของมาสด้า3 ออกมาได้สุดๆ อีกครั้ง และก็ยังได้ความรู้สึกเช่นเดิมทุกครั้ง เพราะเพียงแค่กดคันเร่งลงไป ขุมพลัง 141 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 181 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ของเครื่องยนต์ 2,ooo ซีซี ก็ถูกรีดเค้นออกมาได้อย่างใจต้องการ ในทุกรอบของเครื่องยนต์ ช่วงล่างยิ่งสร้างความมั่นใจต่อการขับขี่ในทุกๆ สถานการณ์ แม้จะเป็นรถที่ทำตลาดมานานยาวนานแล้ว แต่หากเทียบกับคอมแพ็กต์คาร์ในปัจจุบัน เรียกว่าเป็นรถที่ขับสนุกไม่แพ้ยี่ห้อไหนเลย!!

เรามาแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันที่เมืองพิน ที่อยู่ระหว่างทางห่างจากด่านลาวบาวของเวียดนามประมาณ 60 กม. ซึ่งอาหารมื้อเที่ยงแต่อยู่อีกคนละประเทศกับมื้อเช้านี้ เช่นเดียวกับอาหารหลักๆ ตามร้านอาหารลาวทั่วไป วนเวียนอยู่ที่แกงจืดสาหร่าย ไข่เจียวทอดปลานิลราดพริก หรือทอดกระเทียม เป็นต้น ซึ่งอาหารของคนลาวหลายคนอาจจะนึกว่า รสจะจัดจ้านเหมือนอาหารของคนไทยอีสาน แต่จริงๆ แล้วอาหารลาวจะจืดกว่ามาก

เพียงแค่บ่ายโมงกว่าๆ ขบวนคาราวานก็มาถึงด่านลาวบาว เสียเวลาทำเอกสารผ่านแดนเล็กน้อย ล้อก็หมุนเข้าสู่ประเทศเวียดนาม เพื่อมุ่งไปยังเมืองเว้จุดหมายพักแรมคืนแรกในเวียดนาม โดยจะผ่านเมืองดงฮาที่อยู่ห่างจากลาวบาวประมาณ 80 กม. ซึ่งการเดินทางช่วงนี้เป็นลัดเลาะตัดข้ามเทือกเขาเตรืองเซิน ทางจึงคดโค้งไปบนเขา และตีคู่ไปกับแม่น้ำกวางตรี แถมฝนยังตกเป็นระยะๆ อีก แต่มาสด้าก็ห่อตะบึงไปไม่หวั่น ช่วงล่างที่เซ็ตมาอย่างดี และความเป็นเก๋งสปอร์ตซีดาน บวกกับยางขอบ 17 นิ้ว จึงเกาะถนนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเข้าโค้งหักศอก หรือโค้งตัวเอสก็ตาม

เมื่อผ่านเมืองดงฮาขบวนคาราวาน ตัดเข้าสู่ถนนหมายเลข 1 โดยเรามุ่งลงทางใต้เพื่อไปยังเมืองเว้ แต่เนื่องจากเป็นถนนสายหลักของเวียดนาม (เชื่อมจากเหนือสุดชายแดนจีนทะลุยาวสู่ภาคใต้สุด ผ่านเมืองสำคัญฮานอย-เว้-ดานัง-ฮอยอัน-โฮจิมินห์ และเรียบไปตามทะเลจีนใต้ รวมระยะทางยาวกว่า 2,000 กม.) การจราจรหนาแน่นมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และจักรยานวิ่งขวักไขว่ไปหมด ฉะนั้นจึงต้องมีสมาธิในการขับรถตลอดเวลา ที่สำคัญต้องกดแตรให้สัญญาณด้วย อย่าไปคิดว่าจะเป็นการเสียมารยาท เพราะที่นั้นเขาถือเป็นเรื่องธรรมดา

คณะคาราวานเดินทางมาถึงเมืองเว้กว่า 4 โมงเย็น ผู้เขียนจึงมีเวลางีบเอาแรงหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน โดยมีนัดอีกทีตอน 6 โมงเย็น เพื่อรับประทานอาหารเย็นของวัน หลังจากที่สองมื้อแรกรับประทานอาหารมาแล้วถึง 2 ประเทศ และมื้อที่สามที่เป็นมื้อเย็น จะเป็นการรับประทานอาหารประเทศที่ 3 ภายในเวลาเพียงแค่วันเดียว

จริงๆ แล้วการรับประทานอาหารเย็นในเว้ ที่จัดรับนักท่องเที่ยว จะมีด้วยกันใหญ่ๆ 2 รูปแบบ คือ รับประทานในร้านอาหารทั่วๆ ไป และอีกแบบเป็นการจำลองการรับประทานของกษัตริย์เวียดนาม ด้วยการให้เลือกตัวแทนนักท่องเที่ยวในกลุ่ม สมมุติเป็นกษัตริย์และพระราชินี ทั้งการแต่งตัวในชุดเต็มยศ และตำแหน่งที่นั่ง ส่วนคนอื่นๆ จะแต่งเป็นพระบรมสานุวงศ์ หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ โดยมีนักดนตรีมาร้องและเล่นดนตรีพื้นเมืองขับกล่อม ซึ่งทางเวียดนามเขาถือเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรม ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่หวงห้ามจะกระทำไม่ได้ อันนี้ก็แล้วแต่มุมมองของประเทศนั้นๆ

เนื่องจากเว้อดีตเป็นเมืองหลวงของเวียดนาม ก่อนจะถูกต่างชาติสลับสับเปลี่ยนเข้ายึดครอง เหตุนี้นอกจากรูปแบบประเพณีวัฒนธรรมแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง สุสานจักพรรดิ์ และสายน้ำ จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งหากมาเมืองเว้แล้วสถานที่สำคัญที่ไม่ควรพลาด ย่อมเป็นพระราชวังเว้ หรือนครจักรพรรดิ โดยถูกสร้างคล้ายกับพระราชวังต้องห้ามของจีนแต่มีขนาดย่อมกว่า และไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดอีกรายการ คือการนั่งเรือมังกรล่องลำน้ำหอม หรือที่ชาวเวียดนามเรียก "ซงเฮือง"  เพื่อชมวิถีชีวิตริมน้ำของชาวเมืองเก่า รวมถึงไปชมเจดีย์วัดเทียนหมุที่ตั้งอยู่ริมน้ำหอม

หลังจากเที่ยวไฮไลต์สำคัญของเว้แล้ว ขบวนล้อจึงหมุนสู่จุดหมายปลายทางต่อไปที่เมืองโบราณ "ฮอยอัน" อดีตเมืองท่าสำคัญของเวียดนาม ตั้งอยู่ริมปากแม่น้ำทูโปนก่อนจะไหลสู่ทะเลจีนใต้ แต่ภายหลังแม่น้ำตื้นเขินพ่อค้าชาวต่างชาติจึงหันไปใช้เมืองดานัง ที่อยู่ระหว่างทางเว้และฮอยอันเป็นเมืองท่าแทน และปัจจุบันดานังกลายเป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนาม ที่เชื่อมต่อกับลาว-ไทย-พม่า ตามเส้นทางที่คณะคาราวานเดินทางเข้ามา

ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไป แม้แต่เวียดนามเองก็ไม่อาจต้านกระแสได้ แต่เมืองฮอยอันกลับยังรักษารูปแบบวัฒนธรรมไว้ได้ เช่นเดียวกับเมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่ผสมผสานระหว่างจีนกับเวียดนามอย่างลงตัว แถมสะดุดตากับตัวตกสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลในยุคอาณานิคม ทำให้ฮอยอันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม จากองค์การยูเนสโกเช่นเดียวกับเมืองเว้อีกแห่งในเวียดนาม

การที่จะเข้าถึงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวฮอยอัน จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควร ฉะนั้นคณะคาราวานจึงพักอยู่ที่ฮอยอัน 2 คืน และเช้าวันที่สามจึงเดินทางกลับเส้นทางเดิม โดยจะแวะชมอุโมงค์หวินม็อก และสะพานเฮียนเหลือง เขตปลอดทหารตรงเส้นขนานที่ 17 ที่เป็นอนุสรณ์แห่งสงครามเวียดนามเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา โดยสถานที่ทั้งสองอยู่ติดกับเมืองดงฮา ที่พักคืนสุดท้ายของเราในเวียดนาม ก่อนข้ามด่านลาวบาวผ่านประเทศลาว แล้วกลับสู่ประเทศไทยแผ่นดินเกิดอีกครั้ง

ทริปนี้แม้จะรวมระยะทางกว่า 2,000 กม. แต่กลับไม่ค่อยเหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่ สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากนั่นคือ "มาสด้า3"  ด้วยสมรรถนะที่ตอบสนองได้อย่างใจต้องการ บวกกับความนุ่มนวลแบบเก๋ง ไม่ต้องทนนั่งหัวโยกไปมาอย่างปิกอัพ ทำให้การเดินทางทริปนี้ผ่านไปได้แบบสบายๆ