xs
xsm
sm
md
lg

BMW 520d มาช้ายังดีกว่าไม่มา

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หลังจากที่ปล่อยให้คู่แข่งบุกเบิกรถหรูเครื่องยนต์ดีเซลมาเป็นเวลานาน ค่ายใบพัดฟ้าขาวแห่งเมืองเบียร์ ถือฤกษ์สวนกระแสยอดขายรถหรูหด เปิดตัว BMW 520d รถยนต์รุ่นแรกของค่ายที่มีหัวใจเป็นดีเซล ด้วยการจัดทดสอบบนเส้นทางการใช้งานจริงทุกรูปแบบ ควบคู่กับการโชว์สมรรถนะอย่างที่ไม่เคยมีค่ายรถหรูค่ายไหนกล้าทำมาก่อน พร้อมแล้วพบกับบททดสอบได้ ณ บัดนี้

-520d คืออะไร

520d คือรถยนต์ที่บรรจุเครื่องยนต์ ดีเซล รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิ้ลยูในเมืองไทย โดยใช้เครื่องยนต์รหัส M47D20TU 4 สูบ เทอร์โบ(แปรผัน) ดีเซล ปริมาตรความจุ 2.0 ลิตร (1,995 ซีซี) ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 340 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อมลูกเล่น สเตปทรอนิค(Steptronic)
ความพิเศษของเครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้คือการเซ็ตเครื่องยนต์ให้มีความสมดุลทั้งความแรงและความประหยัดน้ำมัน โดยแรงบิดจะพุ่งขึ้นสูงสุดตั้งแต่รอบต่ำเพียง 2,000 รอบต่อนาที และคงอยู่จนกระทั่งผ่าน 3,000 รอบต่อนาทีแรงบิดจะเริ่มลดลง และกำลังแรงม้าจะเริ่มสำแดงพิษสงพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดและคงอยู่จนถึง 4,000 รอบต่อนาที ซึ่งยังผลให้ 520d สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ทุกรูปแบบ ไม่แตกต่างจากเครื่องเบนซิน (ลืมความเชื่อเก่า ๆ เรื่องเครื่องดีเซลต้นอืด เร่งไม่ขึ้น และควันดำไปได้เลย)
นอกจากเครื่องยนต์ใหม่ และการเป็นรุ่นเริ่มต้น (หมายถึงรถราคาถูกที่สุดในรุ่น) แต่บีเอ็มฯ ใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ 520d อย่างครบถ้วนกระบวนความทั้ง ระบบไอ-ไดร์ฟ บลูทูธ ไฟหน้าแบบไบ-ซีนอน ไฟตัดหมอกหน้า-หลัง เซ็นเซอร์ตรวจจัดปริมาณน้ำฝนและความสว่างขณะขับขี่อัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เบาะนั่งหนังแท้ปรับไฟฟ้าพร้อมเม็มโมรี่ ปุ่มสตาร์ท/ดับเครื่องยนต์ On Board คอมพิวเตอร์ และระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) เรียกว่าไม่แพ้ใครในเซ็กเมนท์เดียวกัน

-สมรรถนะ สู้เบนซินได้จริงหรือ?

เส้นทางที่เราได้ทดสอบในครั้งนี้เริ่มต้นที่ปั๊ม ปตท. ริมถ.วิภาวดี มุ่งหน้าฉะเชิงเทรา โดยใช้ทางด่วนลงพระราม 9 เข้ามอเตอร์เวย์ ออกฉะเชิงเทรา ซึ่งเส้นทางช่วงนี้ เราสามารถใช้ความเร็วของรถได้เกือบเต็มที่ ประมาณ 160-180 กม./ชม. ขอบอกตรงๆ ว่า 520d สร้างความประทับใจให้เราได้เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่แบบสบายๆ ที่ความเร็ว 80 หรือที่ความเร็ว 120 กม./ชม. เพราะทั้ง 3 ย่านความเร็วเราแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง รถยังคงวิ่งได้นิ่งมากๆ การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลไม่มีอาการกระตุกให้รู้สึกแม้แต่น้อย
หลังจากที่ออกมอเตอร์เวย์เข้าสู่ถนน ทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นถนนลาดยางอย่างดี สลับกับหลุมดักกินล้อรถ และการก่อสร้างปรับปรุงถนนใหม่ (เพราะเป็นเส้นทางที่มีรถบรรทุกทั้งสิบล้อและรถพ่วงใช้เป็นประจำ) ทำให้เราได้รู้ถึงสมรรถนะที่อยู่ในระดับสุดยอดของระบบรองรับแรงสะเทือน เพราะมีหลายครั้งที่เราไม่สามารถหลบหลุมได้ทัน แต่เจ้า 520d ไม่ทำให้เรารู้สึกกระเทือนหรือมีเสียงปุ๊ก ปั๊ก ให้ได้ยินสักเท่าใด ความเร็วเฉลี่ยที่ใช้ในช่วงนี้ประมาณ 100-140 กม./ชม.

นอกจากนั้นการขับผ่านช่วงคอสะพานที่สูงชัน เจ้า 520d ทำได้ดีเยี่ยมเช่นกัน ไม่มีการกระโดดหรือเด้งซ้ำให้เวียนศรีษะ ถ้ามีคะแนนเต็ม 10 สำหรับระบบช่วงล่าง เราให้ 10 เต็ม ด้วยนิยาม “เหนียว นุ่ม หนึบ” ไม่เพียงเท่านั้นการเดินทางครั้งนี้ทางทีมงานได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับการแข่ง ยิมคาน่า (Gymkhana) โดยใช้รถ บีเอ็มดับเบิ้ลยู 520d คันที่เราขับมาจำนวน 2 คัน ให้สื่อมวลชนขับแข่งกัน

แม้จะดูไม่น่าเชื่อว่ารถใหญ่แบบนี้จะเอามาขับยิมคาน่าแข่งกันได้ แต่มันเป็นไปแล้วครับท่าน ซึ่งสมรรถนะที่เราเห็น เราสัมผัสนั้นเป็นของจริงล้วนๆ โดยไม่คิดว่ารถหรูระดับนี้จะทำได้ไม่น้อยหน้ารถแข่งที่เซ็ตมาโดยเฉพาะ และสิ่งที่ประทับใจอีกอย่างคือ เมื่อครูฝึกของทางบีเอ็ม เห็นเหล่าสื่อมวลชนขับยิมคาน่าโชว์บู๊กันอย่างเมามันส์ ก็เกิดอาการของร้อน อยากโชว์บ้าง จึงจัดสนามใหม่โชว์ “ดริฟท์ วงกลม”(อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรให้ไปดู The Fast and the Furious 3 : Tokyo Drift )

ซึ่งที่จริงทางครูฝึกต้องการใช้ 330i เพราะไม่มั่นใจว่า 520d จะทำได้หรือไม่ (กลัวเสียหน้าถ้าทำไม่ได้) แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลาจึงต้องใช้ 520d 2 คันที่เราเบิร์นยางด้วยยิมคาน่าแล้วเป็นรถโชว์ดริฟท์ ผล 520d สามารถ ดริฟท์ วงกลม ได้อย่างงดงาม ชนิดที่ทำเอาสื่อมวลชนหลายท่านออกอาการซู๊ดปากอยากลองบ้าง (แต่เสียใจ ไม่มีเวลาเพราะต้องเดินทางต่อแล้ว) แสดงถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์และช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม

แม้โดยรวม 520d จะสร้างความประทับใจให้เราได้อย่างมาก แต่มีในส่วนที่ขัดใจนิดหน่อยตรง การคิกดาวน์ในโหมด D ที่ใช้เวลาอึดใจหนึ่งเครื่องยนต์ถึงจะตอบสนอง ขณะที่ปัญหานี้แก้ได้โดยการปรับมาขับในโหมด DS ที่กดคันเร่งปุ๊บแรงมาปั๊บ ทั้งนี้ถ้ามองอีกด้านหนึ่งคือ บีเอ็มต้องการให้การขับในโหมด D ให้ความนุ่มนวลและราบเรียบในการเดินทางแก่ผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะเหมาะกับผู้บริหารที่มีคนขับรถให้

หลังจากที่ลองเป็นผู้ขับขี่แล้ว คราวนี้เราลองมาเป็นผู้โดยสารดูบ้าง ว่าจะนั่งสบายเหมือนอย่างที่บีเอ็มตั้งใจไว้หรือไม่ โดยการนั่งเป็นผู้โดยสารที่ด้านหลัง มีทีมงานของผู้จัดทำเส้นทางเป็นผู้ขับขี่ ความรู้สึกที่ได้คือ สบายๆ ชิล ชิล แม้จะขับด้วยความเร็วสูงสุดถึง 220 กม./ชม.(บนทางด่วนสายบูรพาวิถี) รถยังคงความนิ่งเป็นที่ประทับใจจริงๆ สำหรับช่องว่างระหว่างเบาะหน้ากับขามีเหลือพอสมควร ทว่าเบาะนั่งจะจมนิดหน่อยแต่กระชับดี
นอกจากความรู้สึกโดยรวมของการขับขี่ที่ไม่แตกต่างจากเครื่องเบนซิน 520d ยังมีเรื่องของอัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ยที่บีเอ็มฯ เคลมไว้ 14.5 กม./ลิตร ขณะที่เราขับแบบที่กล่าวมาทั้งหมดได้ตัวเลขที่ 11.6 กม./ลิตร ตามการแสดงผลของคอมพิวเตอร์ในรถ (ระยะทางทั้งหมดของการทดสอบเกือบ 400 กม.) ซึ่งถือว่าประหยัดกว่าเครื่องเบนซิน และเหมาะกับภาวะน้ำมันแพงเช่นนี้จริงๆ

-อุปกรณ์ใช้งานยากรึไม่?

สิ่งแรกที่เราทำหลังจากขึ้นรถคือ การเชื่อมต่อระบบบลูทูธทดลองการใช้โทรศัพท์ โดยผ่านปุ่ม ไอ-ไดร์ฟ (i-Drive) ซึ่งการเซ็ตอัพ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนรุ่น ซีรี่ส์ 7 แม้จะเป็นการเจอกันครั้งแรกของเรากับปุ่มอัจฉริยะ แต่ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เราก็สามารถคุยโทรศัพท์ผ่านไมค์และลำโพงใน 520d ได้อย่างชัดแจ๋ว ที่สำคัญถ้าโทรศัพท์ของท่านเป็น โนเกีย หรือ โซนี่อีริคสัน ท่านเซ็ตอัพเพียงครั้งแรกครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นระบบจะเชื่อมต่อเองโดยอัตโนมัติ เมื่อหมายเลขดังกล่าวเข้ามาในรถอีกครั้ง
ส่วนยี่ห้ออื่นอาทิ ซัมซุง จะต้องทำการเชื่อมต่อใหม่ทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร (สงสัยเป็นเพราะมันเป็นรถยุโรปเลยรู้จักแต่โทรศัพท์ยุโรปเหมือนกัน) และอย่าลืมว่าระบบบลูทูธในรถเสียงสนทนาจะดังผ่านลำโพง ดังนั้นควรระลึกถึงผู้โดยสารที่อยู่ในรถด้วยว่า เขาก็ได้ยินเช่นเดียวกับที่ท่านได้ยิน (เราเตือนไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง)

ส่วนปุ่ม ไอ-ไดร์ฟ หัวใจสำคัญของการใช้งาน ถูกออกแบบใหม่ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ด้วยการเพิ่มปุ่ม MENU สำหรับการย้อนกลับสู่หน้าแรก เหมือนการใช้งานของระบบวินโดวส์ คือไม่ว่าท่านจะเข้าสู่ขั้นตอนที่ลึกขนาดไหน แล้วเกิดการงง เพียงกดปุ่ม MENU ท่านก็สามารถเริ่มต้นใช้งานที่หน้าแรกใหม่ได้ทันที ขจัดความสับสนและซับซ้อนไปได้มาก

-คุ้มค่าแค่ไหน

เทียบกับคู่แข่งเซ็กเมนท์เดียวกันอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี220 ซีดีไอ หรือวอลโว่ เอส80 ดี5 ด้านอุปกรณ์โดยรวมถือว่าไม่แพ้เบนซ์และออกจะเหนือกว่าวอลโว่พอสมควร แต่มีจุดที่น่าตีมือบีเอ็มฯ ตรงปลายท่อไอเสียควรจะเป็นสแตนเลสแทนที่เป็นปลายท่อธรรมดาๆ ดูไม่สมราคา ส่วนเรื่องสมรรถนะทั้งการขับขี่และอัตราการบริโภคน้ำมันขอฟันธงว่า คุ้มค่าสมราคา

สำหรับราคาค่าตัวของเจ้า 520d บีเอ็มฯ ตั้งไว้ที่ 3.5 ล้านบาทพร้อม โปรแกรม BSI คุ้มครองค่าซ่อมค่าอะไหล่ 5 ปี หรือพูดง่ายๆ ว่า ราคานี้รวม “ประกันซ่อมห้าง ฟรีทุกอย่าง 5 ปี” คุ้มค่าหรือไม่ถามใจตัวเองดู