เมื่อพูดถึงรถยนต์ มินิ แล้วคงจะต้องแยกออกจากเรื่องของเกียรติประวัติ ความสำเร็จของมินิ ในสังเวียนการแข่งรถ เพราะตลอดเวลา 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เซอร์ อเล็ก อิสซิโกนิส เริ่มต้นดีไซน์ มันขึ้นมาในอังกฤษในปี 1959 สำหรับบริษัท บริติช มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น มินิก็เกี่ยวพันกันมาของเรื่องที่เกี่ยวกับการประลองความเร็วมาโดยตลอด
แม้เริ่มต้นแล้ว เซอร์ อเล็ก อิสซิโกนิส ผู้สร้างจะได้มุ่งหวังที่จะทำให้เป็นรถแข่งเพราะว่าการบ้านที่ถูกเจ้านายคือ เลนนาร์ด ลอร์ด มอบให้นั้นคือการออกแบบรถยนต์เล็กที่บรรจุผู้ใหญ่ขนาดบริติชได้สี่คนเท่านั้นแต่เพราะความบังเอิญบางอย่างทำให้มินิ กลายเป็นตำนานอย่างยิ่งใหญ่
เริ่ม เรสซิ่งอย่างบังเอิญ
ปีแรกของทศวรรษ 60 หรือเมื่อ มินิแวนมีอายุได้หนึ่งขวบ นักซิ่งจอมซ่าจากอังกฤษ จอห์น คูเปอร์ เจ้าของมินิ ที่นำรถมินิไปปรับปรุงจูนและตั้งชื่อเสร็จสรรพว่า “มินิคูเปอร์” นั้นท้าความเร็วนอกรอบก่อนการแข่งกรังด์ปรีซ์ที่มอนซ่าอิตาลี กับ เรก พาร์เนลล์ ซึ่งขับรถแอสตันมาร์ติน จากจุดเริ่มต้นไปเมืองมอนซ่า สิ่งที่ไม่น่าก็เกิดขึ้นเมื่อรถยนต์มินินั้นสามรถกลายเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้

นักซิ่งชาวอังกฤษปิ๊งไอเดียว่า ชัสซีที่ดีเยี่ยมของมินิด้วยลักษณะการวางจุดศูนย์ต่ำของมินิ ที่มีความยึดเกาะถนน น่าจะมีไอเดียการเปลี่ยนแปลงเอารถมินิมาเป็นรถแข่งเสียเลยเพราะเพียงแค่เปลี่ยนเครื่องยนต์ ที่มีกำลังสูงขึ้นการปรับอัตราทดเกียร์ให้สปอร์ต านเบรกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ก็จะทำให้รถมีโครงสร้างที่ยอดเยี่ยม
ไอเดียไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยเหตุที่นักออกแบบรถคันนี้มองคนละเลนส์และไม่เห็นว่ารถคันนี้มีศักยภาพในการเป็นรถแข่งแต่ด้วยความเป็นคนหัวใสของ จอห์น คูเปอร์ ทำให้เขาประชิดตัวของ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท BMC จอร์จ แฮร์ริแมน ขอให้แต่งเครื่องมินิ เพื่อทำเป็นรถแข่ง โดยผลักดันให้ BMC ผลิตรถเวอร์ชั่นพิเศษ ออมาขาย 1,000 คันแต่นับเป็นการเปิดฉากการเป็นผู้สร้างตำนาน “แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์”
มอนติ คาร์โล แรลลี่
เวทีนี้ทำให้มินิ มีชื่อเสียงในฐานะของรถเล็กหัวใจเรสซิ่ง คือ เวทีมินิ มอนติคาร์โล แรลลี่ นั้นเอง
มอนติคาร์โล แรลลี่ถือเป็นแรลลี่แรกๆของยุโรปที่มีประวัติยาวนานประมาณ 48ปีก่อนการกำเนิดเป็นมินิ เป็นแรลลี่ที่เดินทางมาจากหลายเมืองในยุโรปก่อนที่จะพบกันที่ฝรั่งเศสและไปสิ้นสุดที่เมืองมอนติคาร์โลตอนใต้ของฝรั่งเศส(โมนาโก)

มอนติคาร์โล แรลลี่เป็นสังเวียนที่รถยนต์ที่มีสมรรถนะสปอร์ตในยุคนนั้น เข้ามาประลองความเร็วบนเส้นทางสุดหฤโหด ผู้เข้าร่วมแต่ละแบรนด์นั้นมาพร้อมกับ เครื่องยนต์ที่อันทรงพลังและการเตรียมทีมเป็นอย่างดีพร้อมประสบการณ์และเกียติประวัติทางการแข่งขันที่เหนือชั้น
เมื่อ มินิมีอายุได้สองขวบหรือปี 1961 ทีมบริษัท บริติช มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น หรือ BMC ได้นำเอารถยนต์มินิเข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่เกรงศักดิ์ศรีของรถยนต์ระดับสุดยอดในยุคนั้น ที่ขนาดใหญ่กว่าและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าโดยส่งลงสนามสามคันพร้อมนักแข่ง “สามทหารเสือ” ที่ประกอบไปด้วย แพ้ดดี้ ฮอปเคิร์ก ชาวไอริช ,กับสองสิงห์ชาวฟินแลนด์ เราโน่ อัลโตเน่นและ ทีโม มาคีเน ภายใต้การคุมทีมของ สจ๊วร์ต เทอร์เนอร์
ปีแรกมุ่งมั่นเพียงแค่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ในปีที่สอง รถยนต์เล็กๆจากเกาะอังกฤษก็ทำให้คนตกตะลึงเมื่อรถมินิคูเปอร์ของ นักขับจากฟินแลนด์ เราโน อัลโตเน่น ทะยานเข้าสู่โค้งสุดท้ายเกือบจะเข้าเส้นชัยและคลองบัลลังก์เจ้าความเร็ว แต่ฝันนั้นเป็นแค่ภาพล่วงตาเพราะว่าโค้งสุดท้าย “ฟรายอิ้ง ฟินส์”กลับแหกโค้งขอบเขาชนิดหงายท้องเอาหลังคาฟาดกับพื้น นักแข่งชาวฟินส์ปลอดภัยมีสติครบนี้ออกมาจากรถที่เกือบสร้างตำนานออกมาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่จะเห็นรถของตนติดไฟลุกก่อนที่จะมอดไหม้ในที่สุด (เพราะเหาะตกเขาจึงได้ฉายา “ฟรายอิ้ง ฟินส์”อยู่ในวันนี้)

มินิเข้าสู่การประลองเป็นฤดูกาลที่ 3 ในปี1963 ฟรายอิ้ง ฟินส์ งวดนี้พลาดไม่ได้อันดับหนึ่งแต่ก็ได้รับรางวัลบนโพเดี้ยมในฐานะที่สามได้สำเร็จ เป็นการประกาศศักดาว่ารถเล็กใช่ว่าจะไร้อารมณ์Race สามารถยืนบนโพเดี้ยมได้อย่างสง่างาม
1964 ถือเป็นไฮไลท์ ที่ตอกย้ำความเหนือชั้นของรถเล็กจากเกาะอังกฤษเพราะท่ามกลางคู่แข่งที่เขี้ยวเล็บแหลมคมไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด ฟัลคอนส์ ที่มากับเครื่องยนต์ วี 8 เมอร์เซเดสเบนซ์ 300เอสอี วอลโว่ 544โฟล์กสวาเก้น 1500 หรือซิตรองนั้น รถยนต์มินิคูเปอร์เอสที่มีขนาดเครื่องยนต์เพียง 1,071 ซีซี บวกกับซูเปอร์ชาร์จ 70 แรงม้า สามรถครองความเป็นหนึ่งในสังเวียนได้อย่างสง่าผ่าเผย ด้วยการขับขี่ของ แพ้ดดี้ ฮอปเคร์ก กับหมายเลขแข่งขัน 37 และทะเบียน 33EJB จนสร้างตำนาน “แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์”จากวันนั้น มินิคูเปอร์ เอส ก็เข้าแข่งขันอีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน จนถึงปี 1968 รวมถึงชัยชนะในปี 1967 อีกด้วย

จากMiniในอดีตสู่ MINIในวันนี้
แม้ว่าหน้าตาของรถMini ที่สร้างตำนานเกียงไกรในวันนั้น จนมาถึง MINI ที่มีรูปโฉมเปลี่ยนไปในวันนี้แต่หลังจาก 40 ปีที่ผ่านมาที่ทีม BMC สามารถสร้างเกียติประวัติชนะมอนติคาร์โล แรลลี่ วิญญาณรถเรสซิ่งของมินินั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป ชื่อของจอห์น คูเปอร์ การพัฒนาชัสซีช่วงล่างเป็นเอกลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้
เอกลักษณ์ของมินิที่ว่า เป็นรถที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ปราศจากไขมัน พร้อมกับบุคลิกสปอร์ตและทัศนคติเยี่ยงนักแข่งรถตลอดเวลายังคงดำรงอยู่แม้แต่ในมินิในปัจจุบัน ที่รักษาความปราดเปรียว อารมณ์การขับขี่แบบโกคาร์ช่วงล่างและชัสซีที่ปรับแต่งมาให้เป็นสปอร์ต
แม้เริ่มต้นแล้ว เซอร์ อเล็ก อิสซิโกนิส ผู้สร้างจะได้มุ่งหวังที่จะทำให้เป็นรถแข่งเพราะว่าการบ้านที่ถูกเจ้านายคือ เลนนาร์ด ลอร์ด มอบให้นั้นคือการออกแบบรถยนต์เล็กที่บรรจุผู้ใหญ่ขนาดบริติชได้สี่คนเท่านั้นแต่เพราะความบังเอิญบางอย่างทำให้มินิ กลายเป็นตำนานอย่างยิ่งใหญ่
เริ่ม เรสซิ่งอย่างบังเอิญ
ปีแรกของทศวรรษ 60 หรือเมื่อ มินิแวนมีอายุได้หนึ่งขวบ นักซิ่งจอมซ่าจากอังกฤษ จอห์น คูเปอร์ เจ้าของมินิ ที่นำรถมินิไปปรับปรุงจูนและตั้งชื่อเสร็จสรรพว่า “มินิคูเปอร์” นั้นท้าความเร็วนอกรอบก่อนการแข่งกรังด์ปรีซ์ที่มอนซ่าอิตาลี กับ เรก พาร์เนลล์ ซึ่งขับรถแอสตันมาร์ติน จากจุดเริ่มต้นไปเมืองมอนซ่า สิ่งที่ไม่น่าก็เกิดขึ้นเมื่อรถยนต์มินินั้นสามรถกลายเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้
นักซิ่งชาวอังกฤษปิ๊งไอเดียว่า ชัสซีที่ดีเยี่ยมของมินิด้วยลักษณะการวางจุดศูนย์ต่ำของมินิ ที่มีความยึดเกาะถนน น่าจะมีไอเดียการเปลี่ยนแปลงเอารถมินิมาเป็นรถแข่งเสียเลยเพราะเพียงแค่เปลี่ยนเครื่องยนต์ ที่มีกำลังสูงขึ้นการปรับอัตราทดเกียร์ให้สปอร์ต านเบรกใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ก็จะทำให้รถมีโครงสร้างที่ยอดเยี่ยม
ไอเดียไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยเหตุที่นักออกแบบรถคันนี้มองคนละเลนส์และไม่เห็นว่ารถคันนี้มีศักยภาพในการเป็นรถแข่งแต่ด้วยความเป็นคนหัวใสของ จอห์น คูเปอร์ ทำให้เขาประชิดตัวของ ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท BMC จอร์จ แฮร์ริแมน ขอให้แต่งเครื่องมินิ เพื่อทำเป็นรถแข่ง โดยผลักดันให้ BMC ผลิตรถเวอร์ชั่นพิเศษ ออมาขาย 1,000 คันแต่นับเป็นการเปิดฉากการเป็นผู้สร้างตำนาน “แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์”
มอนติ คาร์โล แรลลี่
เวทีนี้ทำให้มินิ มีชื่อเสียงในฐานะของรถเล็กหัวใจเรสซิ่ง คือ เวทีมินิ มอนติคาร์โล แรลลี่ นั้นเอง
มอนติคาร์โล แรลลี่ถือเป็นแรลลี่แรกๆของยุโรปที่มีประวัติยาวนานประมาณ 48ปีก่อนการกำเนิดเป็นมินิ เป็นแรลลี่ที่เดินทางมาจากหลายเมืองในยุโรปก่อนที่จะพบกันที่ฝรั่งเศสและไปสิ้นสุดที่เมืองมอนติคาร์โลตอนใต้ของฝรั่งเศส(โมนาโก)
มอนติคาร์โล แรลลี่เป็นสังเวียนที่รถยนต์ที่มีสมรรถนะสปอร์ตในยุคนนั้น เข้ามาประลองความเร็วบนเส้นทางสุดหฤโหด ผู้เข้าร่วมแต่ละแบรนด์นั้นมาพร้อมกับ เครื่องยนต์ที่อันทรงพลังและการเตรียมทีมเป็นอย่างดีพร้อมประสบการณ์และเกียติประวัติทางการแข่งขันที่เหนือชั้น
เมื่อ มินิมีอายุได้สองขวบหรือปี 1961 ทีมบริษัท บริติช มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น หรือ BMC ได้นำเอารถยนต์มินิเข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่เกรงศักดิ์ศรีของรถยนต์ระดับสุดยอดในยุคนั้น ที่ขนาดใหญ่กว่าและเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าโดยส่งลงสนามสามคันพร้อมนักแข่ง “สามทหารเสือ” ที่ประกอบไปด้วย แพ้ดดี้ ฮอปเคิร์ก ชาวไอริช ,กับสองสิงห์ชาวฟินแลนด์ เราโน่ อัลโตเน่นและ ทีโม มาคีเน ภายใต้การคุมทีมของ สจ๊วร์ต เทอร์เนอร์
ปีแรกมุ่งมั่นเพียงแค่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ในปีที่สอง รถยนต์เล็กๆจากเกาะอังกฤษก็ทำให้คนตกตะลึงเมื่อรถมินิคูเปอร์ของ นักขับจากฟินแลนด์ เราโน อัลโตเน่น ทะยานเข้าสู่โค้งสุดท้ายเกือบจะเข้าเส้นชัยและคลองบัลลังก์เจ้าความเร็ว แต่ฝันนั้นเป็นแค่ภาพล่วงตาเพราะว่าโค้งสุดท้าย “ฟรายอิ้ง ฟินส์”กลับแหกโค้งขอบเขาชนิดหงายท้องเอาหลังคาฟาดกับพื้น นักแข่งชาวฟินส์ปลอดภัยมีสติครบนี้ออกมาจากรถที่เกือบสร้างตำนานออกมาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนที่จะเห็นรถของตนติดไฟลุกก่อนที่จะมอดไหม้ในที่สุด (เพราะเหาะตกเขาจึงได้ฉายา “ฟรายอิ้ง ฟินส์”อยู่ในวันนี้)
มินิเข้าสู่การประลองเป็นฤดูกาลที่ 3 ในปี1963 ฟรายอิ้ง ฟินส์ งวดนี้พลาดไม่ได้อันดับหนึ่งแต่ก็ได้รับรางวัลบนโพเดี้ยมในฐานะที่สามได้สำเร็จ เป็นการประกาศศักดาว่ารถเล็กใช่ว่าจะไร้อารมณ์Race สามารถยืนบนโพเดี้ยมได้อย่างสง่างาม
1964 ถือเป็นไฮไลท์ ที่ตอกย้ำความเหนือชั้นของรถเล็กจากเกาะอังกฤษเพราะท่ามกลางคู่แข่งที่เขี้ยวเล็บแหลมคมไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด ฟัลคอนส์ ที่มากับเครื่องยนต์ วี 8 เมอร์เซเดสเบนซ์ 300เอสอี วอลโว่ 544โฟล์กสวาเก้น 1500 หรือซิตรองนั้น รถยนต์มินิคูเปอร์เอสที่มีขนาดเครื่องยนต์เพียง 1,071 ซีซี บวกกับซูเปอร์ชาร์จ 70 แรงม้า สามรถครองความเป็นหนึ่งในสังเวียนได้อย่างสง่าผ่าเผย ด้วยการขับขี่ของ แพ้ดดี้ ฮอปเคร์ก กับหมายเลขแข่งขัน 37 และทะเบียน 33EJB จนสร้างตำนาน “แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์”จากวันนั้น มินิคูเปอร์ เอส ก็เข้าแข่งขันอีก 3 ฤดูกาลติดต่อกัน จนถึงปี 1968 รวมถึงชัยชนะในปี 1967 อีกด้วย
จากMiniในอดีตสู่ MINIในวันนี้
แม้ว่าหน้าตาของรถMini ที่สร้างตำนานเกียงไกรในวันนั้น จนมาถึง MINI ที่มีรูปโฉมเปลี่ยนไปในวันนี้แต่หลังจาก 40 ปีที่ผ่านมาที่ทีม BMC สามารถสร้างเกียติประวัติชนะมอนติคาร์โล แรลลี่ วิญญาณรถเรสซิ่งของมินินั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป ชื่อของจอห์น คูเปอร์ การพัฒนาชัสซีช่วงล่างเป็นเอกลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้
เอกลักษณ์ของมินิที่ว่า เป็นรถที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม ปราศจากไขมัน พร้อมกับบุคลิกสปอร์ตและทัศนคติเยี่ยงนักแข่งรถตลอดเวลายังคงดำรงอยู่แม้แต่ในมินิในปัจจุบัน ที่รักษาความปราดเปรียว อารมณ์การขับขี่แบบโกคาร์ช่วงล่างและชัสซีที่ปรับแต่งมาให้เป็นสปอร์ต