xs
xsm
sm
md
lg

รูปของอีสานดึงเองนะครับ...“พ่อไม่ตายคงไม่ได้เงิน”เสียงชาวนาไทย-ที่ต้องสังเวยพิษจำนำข้าวศพแล้วศพเล่า

เผยแพร่:

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “จำนำข้าวหมื่นห้าเอามั้ยค๊า....” นโยบาย “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เวลาหาเสียงเพียง 49 วัน ก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย

ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า “จำนำข้าวหมื่นห้า” ทำให้ชาวนาต้องสังเวยด้วยชีวิตศพแล้ว ศพเล่า เพราะขนข้าวเข้าร่วมโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลปู-ยิ่งลักษณ์ ในฤดูการผลิตปี 56/57 ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.56 กลับไม่ได้รับเงิน ต้องนอนกอดใบประทวนกันทั่วประเทศนับล้านครอบครัว

เพราะภาระหนี้สินทั้งใน-นอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ ธ.ก.ส./สหกรณ์ฯ/กองทุนเงินล้าน(ที่เริ่มมาตั้งแต่ยุคทักษิณ)/บัตรเครดิตเกษตรกร(เริ่มในยุคยิ่งลักษณ์)/หนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่ารถไถนา รถเกี่ยวข้าว/ค่างวดรถ/หนี้นอกระบบ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกจิปาถะ ฯลฯ กลับเบ่งบาน พอกพูนเป็นงูกินหาง

สุดท้ายหลายคน หลายครอบครัว ที่พึ่งหวัง “เงินจำนำข้าว” มาปลดเปลื้องหนี้สิน หาทางออกไม่ได้ ตัดสินใจฆ่าตัวตายยุติปัญหา

แต่หนี้สิน-ดอกเบี้ย ยังบาน

นางบุปผา ไกยสวน ลูกสาวคนโตของนายทองมา ไกยสวน อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านโนนสั้น ต.โนนรัง อ.เมืองร้อยเอ็ด ที่ผูกคอตายเมื่อ 26 ม.ค.57 เพราะปมปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีแม้แต่จะใช้จ่ายซื้อประทังชีวิตในแต่ละวัน หลังรัฐบาลเบี้ยวจ่ายเงินค่าจำนำข้าว ใบประทวนที่ได้ไม่ต่างจากเศษกระดาษ

นางบุปผา เล่าว่า ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ที่เสียพ่อที่เป็นเสาหลักไปแบบกะทันหัน ก่อนที่พ่อจะผูกคอตาย เคยบ่นเรื่องจำนำข้าวแล้วยังไม่ได้เงิน กลัวจะเสียดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส.เพิ่ม นอนคิดมากอยู่คนเดียว แม้จะได้เงินจำนำข้าวเข้ามาบ้าง ก็ไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ที่พอจะไปจ่ายหนี้ ธ.ก.ส.ได้ ไหนจะต้องหาเงินมาเป็นทุนทำนารอบใหม่อีก เมื่อคิดไม่ตกทำให้พ่อตัดสินใจผูกคอตาย

นางบุปผา บอกว่า ที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่มีสมาชิกรวมพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วทั้งหมด 8 คน คือพ่อ-แม่ ตนและสามี น้องชาย และหลานๆ การตายของพ่อ ทำให้ครอบครัวรู้สึกกังวลมาก รายได้หลักของครอบครัวจะมาจากการขายข้าวปีละครั้ง หากฝนฟ้าอำนวยได้ผลผลิตข้าวดี จะขายข้าวได้ประมาณ 1 แสนบาท เมื่อหักชำระหนี้ ธ.ก.ส.และค่าใช้จ่ายอื่นๆแล้ว จะเหลือเงินใช้จ่ายตลอดทั้งปีราว 60,000 บาท

“เมื่อพ่อเสียไปแล้ว พวกเราก็คงลำบากกันมากขึ้น เสียดายพ่อไม่น่าคิดสั้น จริงๆแล้วไม่ได้มีแต่ครอบครัวเราที่ไม่ได้เงินจำนำข้าว มีตั้งเยอะแยะที่รอรัฐบาลจ่ายตังค์เพราะเอาข้าวของเราไปหมดแล้ว”นางบุปผา กล่าว

นายสุทัศน์ เถรวัฒน์ สามีนางบุปผา ให้ข้อมูลน่าสนใจว่า รายได้จากการขายข้าวของคนอีสานนั้น ไม่พอเลี้ยงครอบครัวแน่ หากไม่หารายได้อื่นเสริมคงเอาตัวไม่รอด ตนและพ่อตา จึงลงทุนซื้อรถตู้มือสอง มารับจ้างวิ่งรับส่งนักเรียนในหมู่บ้านไปเรียนหนังสือในตัวเมืองร้อยเอ็ด เมื่อหักค่าน้ำมันแล้ว จะมีรายได้เหลือประมาณเดือนละ 5,000 บาท อีกส่วนเป็นเงินจากการขายวัว และเงินเดือนลูกสาวคนเล็กของนายทองมา ที่ไปทำงานกรุงเทพฯ ส่งมาให้ จึงพอจุนเจือครอบครัวเลี้ยงตัวเองได้

อย่างไรก็ตามภายหลังการเสียชีวิตของนายทองมา ปรากฏว่า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด ได้เร่งรัดจ่ายเงินจำนำข้าวที่คงค้างให้กับครอบครัวนายทองมา ทั้งหมดจำนวน 100,317 บาท ทำให้ครอบครัวมีเงินไปชำระหนี้ธ.ก.ส.จำนวน 31,701 บาท จึงทำให้ครอบครัวนายทองมา ไกยสวน ผ่านพ้นมรสุมพิษจำนำข้าวปีนี้ไปได้

ซึ่งนางบุปผา ลูกสาวคนโตถึงกับพลั้งปากยอมรับว่า “หากพ่อไม่ตาย เงินค่าจำนำข้าวก็คงยังไม่ได้”

อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้คนในหมู่บ้านโนสั้น 150 ครัวเรือน ทำนากว่า 90% ได้เงินจำนำข้าวแค่ 7-8 ครัวเรือนเท่านั้น !!

นายโกวิทย์ ปลายขอก อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ที่ 3 บ้านโนนสั้น ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับครอบครัวนายทองมา บอกว่า ครอบครัวของตน และพ่อตา ยังไม่ได้เงินค่าจำนำข้าว จำนวน 90,000 บาท ที่อคส.ออกใบประทวนให้ 2 ใบ ขณะนี้ฝากไว้ที่ ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด และได้ไปติดตามเงินจำนำข้าวมาต่อเนื่อง แต่จนถึงวันนี้ ก็ไม่มีวี่แววจะได้เงิน สอบถามธ.ก.ส. ก็ให้เหตุผลเดียวมาตลอดว่า “รัฐยังไม่โอนเงินมาให้”

“กรณีครอบครัวนายทองมา ถือเป็นเหตุพิเศษ ที่ ธ.ก.ส.และหน่วยงานรัฐในร้อยเอ็ด เร่งรัดจ่ายเงินจำนำข้าวให้ครบหมดแล้ว หลังจากที่นายทองมา ผูกคอตาย แต่อย่าลืมว่า มีครัวเรือนอื่นอีกมาก ที่รอเงินจำนำข้าว ครอบครัวตนนำข้าวเข้าโครงการจำนำตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 56 แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้เงินค่าข้าวแม้แต่บาทเดียว”นายโกวิทย์กล่าว

ขณะที่เจ้าหนี้มาทวงเงินค่าปุ๋ย ปัจจัยการผลิตกันไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนธ.ก.ส.แจ้งข่าวมาแล้วว่าหากล่วงเลยถึงมีนาคม 57 นี้ ยังไม่ชำระหนี้จะคิดดอกเบี้ยปรับเพิ่ม นอกจากนี้ตนยังมีหลานที่กำลังเรียนหนังสือ อย่างน้อยต้องมีเงินติดตัวไปโรงเรียนวันละ 20 บาท และต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอมปีการศึกษาหน้า ค่ากิน ค่าอยู่ในครอบครัว ทุกอย่างใช้เงินทั้งนั้น

“แต่ตอนนี้แม้แต่เงินซื้อกับข้าวยังแทบจะไม่มีกันเลย”

นายโกวิทย์ กล่าวต่อว่า เดิมทีนั้นตนวางแผนจะนำเงินขายข้าวไปซ่อมแซม ต่อเติมบ้านพักอาศัย แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีเงินเข้ามา จึงลงแรงกับพ่อตาช่วยกันซ่อมแซมบ้านหลังนี้ให้พอกันแดดกันฝนไปพลางๆก่อน ส่วนจะต่อเติมมุงหลังคาชานเรือนเพิ่มนั้น ต้องรอเงินจำนำข้าวจากรัฐบาล ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้คืน

“วิงวอนต่อรัฐบาลชุดใดก็ได้ ที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง ให้เห็นใจชาวนาบ้านนอกที่มีชีวิตอยู่ได้เพราะการทำนาขายข้าว ขายแล้วไม่ได้เงิน มันคือความทุกข์ที่ใครไม่ใช่ชาวนา ไม่มีวันเข้าใจ”

นางบุญมี ยมมา อายุ 52 ปี ชาวนาในพื้นที่บางระกำโมเดล อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 15 บ้านมนเทียนทอง ต.หนองกุลา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ภรรยานายประจวบ ยมมา ที่เสียชีวิตกะทันหันคาแปลงนาเมื่อปลายเดือนมกราคม 57 ที่ผ่านมา และ พงส.สภ.นิคมสร้างตนเอง ระบุสาเหตุการเสียชีวิตเพราะโรคร้าย มีโรคประจำตัวคือ กรดไหลย้อน บอกว่า ชาวบ้านลือว่าผีแม่หม้ายมาเอาตัวไป แต่ตนเชื่อว่า คงเป็นเพราะเขาเครียด เงินจำนำข้าวไม่ออก ทำให้โรคประจำตัวกำเริบ

นางบุญมี บอกกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าเศร้าโศก ว่า ยังงงอยู่เหมือนกัน ไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อไป เพราะเสาหลักของบ้านก็มาตายลง หนี้สินก็รุมเร้า ซึ่งที่ผ่านมาทำนาเช่า 2 แปลง รวม 30 ไร่ เวลาที่เหลือก็ลงทุนซื้อรถไถมากว่าล้านบาท ออกรับจ้างปั่นนา-ปรับพื้นที่ ต้องจ่ายค่างวด 68,600 บาทต่อครึ่งปี รายเดือนอีก 3 พันบาท

“ตั้งใจว่าได้ค่าข้าวรอบนี้ จะเอาไปจ่ายค่างวดรถไถ แต่ก็ยังไม่ได้สักที รอมาหลายเดือนแล้ว ไฟแนนซ์ก็ทวง เพราะผลัดมาหลายอาทิตย์แล้ว ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อีกงวดเดียวก็จะโดนยึดแล้ว”

นางบุญมา บอกอีกว่า ครอบครัวยังมีหนี้ก้อนใหญ่ ๆ ที่กู้มาลงทุนทำนา และใช้ในครอบครัวอีกทั้งหนี้สหกรณ์การเกษตร นับแสนบาท-หนี้บัตรเครดิตเกษตรกร ที่กู้มาซื้อปุ๋ย ยาฆ่าแมลง น้ำมัน กว่า 4 หมื่นบาท –หนี้ ธ.ก.ส.อีก 2 หมื่น – กลุ่มออมทรัพย์อีก 3 หมื่นกว่า -เงินนอกระบบที่ไปยืมเขามาดอกร้อยละ 3 บ้าง ร้อยละ 5 บ้างอีก 4 หมื่นกว่าบาท นอกจากนี้ยังมีหนี้ที่ไปหยิบยืม เชื่อของมาจัดงานศพ 3 วันอีกนับแสนบาท

“ตอนนี้ใคร ๆ ก็มาทวงหนี้ยิบย่อยสารพัด เหมือนซ้ำหมูป่วย ลูกชายที่ไปทำงานที่ระยอง ก็ต้องลาออกมาเพราะกลัวตนเครียดตายไปอีกคน และทำนาแทนพ่อของเขาด้วย”

นางบุญมา บอกว่า ข้าวที่เอาจำนำไม่ได้มากมาย แค่ 5 หมื่นกว่าบาท รัฐก็ไม่จ่าย ใบประทวนก็คาอยู่ที่ ธ.ก.ส. ไม่มีเงินโอนเข้ามา เห็นว่าอยู่ลำดับที่ 200 กว่า ยังบอกไม่ได้เหมือนกันว่า จะได้เมื่อไหร่

“ปีนี้คงต้องก้มหน้าทำนาต่ออีกปี เพราะจ่ายค่าเช่าไปแล้ว ถ้าหนี้ไม่หลุด ก็ต้องขายรถไถทิ้ง”

ขณะที่นางทัศนีย์ ภูนาท อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 ชาวนาบ้านคลองสีนวลเหนือ หมู่ 7 ต.ธัมรงค์ อ.เมืองกำแพงเพชร เช่าที่ทำนา 30 ไร่ เสียค่าเช่า เป็นข้าว 10 ถัง หรือประมาณ 1,000 บาท ต่อไร่ต่อรอบ เมื่อรอบที่ผ่านมานำข้าวเปลือกไปขายเข้าโครงการ เป็นเงิน 286,446 บาท แต่ยังไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

นางทัศนีย์ ต้องสูญเสียแม่(นางปรางค์ ปรีจันทร์)วัย 81 ปี ที่แม้จะป่วยเป็นอัมพฤกษ์มาได้ 2 ปีเศษ แต่ยังเดินไปไหนมาไหนได้ เกิดช็อคคาหน้าจอทีวี คิดว่า แม่คงดูละครช่อง 7 สีจบ แล้วเริ่มรายการข่าว แม่ก็ร้องให้ปิดทีวี แต่ตนกำลังพาพ่อ(นายสนั่น ภู่นาท) วัย 76 ปีที่เป็นอัมพฤกษ์มาได้ 5 เดือน ทำกายภาพบำบัดใต้ถุนบ้านอยู่ จึงเรียกพี่สาวไปดูแม่ จากนั้นก็ไปทำกับข้าวให้พ่อกับแม่กิน แต่ก็มาพบว่า แม่นอนนิ่งตาค้างอยู่หน้าโทรทัศน์ไปแล้ว

“วันนี้ก็แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านมาดู ไม่ได้พาแม่ไปโรงพยาบาล เพราะไม่มีเงิน กลัวว่าไปหาหมอแล้วจะเสียเงินอีก งานศพแม่ก็ต้องอาศัยเงินใส่ซอง กับหยิบยืมเพื่อนบ้าน แล้วก็เอาจักรยานยนต์ไปจำนำ สุดท้ายต้องปล่อยขาย เอาเงินมาใช้หนี้”

นางทัศนีย์ บอกว่า อยากให้เงินจำนำข้าวออกเร็ว ๆ เพราะยังมีหนี้สินต้องจ่ายอีกมาก ทั้งหนี้ ธ.ก.ส.23,000 บาท ดอก 7%ต่อปี หนี้ต่อยอดอีก 2 หมื่น ดอกร้อยละ 8 , หนี้กองทุนหมู่บ้าน ที่กู้มาตลอด 6-7 ปีที่มีโครงการ เป็นเงิน 35,000 บาท ปีนี้กองทุนเลื่อนกำหนดชำระให้ เพราะเห็นว่าเงินจำนำข้าวไม่ออก , หนี้สหกรณ์คลองแม่หล่าย เป็นค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลงอีก 4 หมื่นบาท เซ็นมากว่า 3 ปีแล้ว 5 เดือนจ่ายค่าปรับ 1,500 บาท เพราะไม่มีเงินต้นไปจ่าย

“คงต้องทำนาต่อ เพราะจบแค่ ป.4 อายุก็มากแล้ว ไม่รู้ไปทำอะไร”

ขณะที่นายเฉลิม สระทองอ้วน อายุ 45 ปี ก็ต้องสูญเสียนางบุญมา สระทองอ้วน อายุ 42 ปี ที่เครียดจากปัญหาหนี้สินและไม่ได้รับเงินจำนำข้าว จนตัดสินใจผูกคอฆ่าตัวตายที่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 6 บ้านบึงหล่ม ต.คลองน้ำไหล อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร

ส่วนที่พิจิตร นอกจากชาวนาจะเสียชีวิต หลังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เบี้ยวจ่ายเงินจำนำข้าวหลายครั้ง คือ นายเฉลิม จันทร์แดง อายุ 59 ปี ชาวนาหมู่ 2 บ้านหนองถ้ำ ต.ป่ามะคาบ อ.เมืองพิจิตร ช็อกเสียชีวิตในห้างนา กลางทุ่ง ชาวนาส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในชะตากรรมหนี้สินพอกพูนทั่วหน้า

บางรายประกาศขายควายคู่ทุกข์คู่ยากกันยกคอก ขณะที่อีกหลายราย ก็ต้องนำรถไถไปจอดไว้ที่ตัวแทนจำหน่ายชั่วคราว เพราะไม่มีเงินส่งค่างวด ซึ่งอาจจะต้องรอจนกว่าจะได้เงินจำนำข้าวที่รัฐบาลค้างอยู่ก่อน จึงจะไปเอาคืนมากันอีกครั้ง

ด้านนางเกสร เพ็ชรรัตน์ ชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทรา พี่สาวของนายพิเชษฐ์ เพ็ชรรัตน์ หนุ่มชาวนาที่ต้องกินยาฆ่าแมลงฆ่าตัวตาย จบชีวิตสังเวยโครงการจำนำข้าวรัฐบาลปู-ยิ่งลักษณ์ อีกราย ได้เล่าถึงสาเหตุการตัดสินใจฆ่าตัวตายของน้องชายคนสุดท้องใน 4 พี่น้อง ว่า เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว มีที่นาทำกิน จำนวน 15 ไร่ และยังได้เช่าที่นาคนอื่นทำอีกรวม 40 กว่าไร่ จนเขามีเงินเก็บส่วนตัวฝากธนาคารไว้อยู่หลายบัญชี

ต่อมาญาติพี่น้องได้มาขอหยิบยืมเงินเพื่อนำไปลงทุนทำนา เพราะเห็นว่ามีโครงการรับจำนำข้าวได้เงินดี แต่เมื่อรัฐบาลเบี้ยวจ่ายเงินค่าจำนำข้าว ญาติพี่น้องก็ไม่มีเงินมาคืนให้ อาจเป็นเหตุทำให้เขาเกิดเป็นทุกข์ เครียดติดตามมา

“จำนำข้าวตั้งแต่รอบ 55/56 ก็ยังไม่ได้เลย เงินที่จะลงทุนรอบใหม่ก็เหลือน้อยเต็มทน ญาติที่ยืมเงินไปก็ไม่มีเงินมาคืน ทำให้ทุกคนในบ้านเครียดหมด ยิ่งมีข่าวเงินจำนำข้าว 56/57 ไม่ออก แต่เราต้องเสียดอกตั้งแต่เริ่มทำนาตั้งแต่ 9 เดือนก่อน ทั้งยังมีปัญหาอากาศแปรปรวน ข้าวลีบอีก ยิ่งกังวลไปใหญ่”

เพราะทุ่มเงินไปหมดตัวแล้ว เนื่องจากการลงทุนทำนาในรอบนี้มีต้นทุนสูงถึงไร่ละ 6 พันบาท และยังมีค่าเช่านาอีกไร่ละ 1 พันบาท จึงเป็นเหตุให้ น้องชายต้อวงคิดสั้นและฆ่าตัวตายในที่สุด

นางบุญเทียม มังคละศิริ ชาวนาจังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าว่า ทำนา 70 ไร่ ได้ข้าวเกือบ 50 เกวียน จำนำไปเป็นเงินกว่า 5 แสนบาท ตอนนี้ได้เงินมาแล้ว 3 แสนกว่าบาท เหลืออีก 240,000 บาท ซึ่งเราก็อยากได้เงินของเราคืน เพราะรัฐบาลเอาข้าวเราไปแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับเครียด เพราะได้มาบางส่วน ที่เหลือก็ได้แต่ทำใจ

แต่ก็ยังมีชาวนาส่วนใหญ่ในแถบนี้ ที่ยังไม่ได้เงินจำนำข้าว และที่จะเป็นปัญหาต่อก็คือ ข้าวรอบใหม่ ที่กำลังออกรวง ใกล้จะเก็บเกี่ยว ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะนำไปขายที่ไหน เพราะเงินเก่าก็ยังได้มาไม่ครบ

ซึ่งหากมีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนาก็จะได้เงินเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหน่อย แต่ถ้าหากไม่มีชาวนาก็คงต้องยอมรับสภาพ ที่จะต้องขายข้าวให้แก่พ่อค้าในราคาถูกๆ เกวียนละประมาณ 6-7 พันบาท ขณะที่ต้นทุนการทำนาในปัจจุบันนี้ ก็อยู่ที่ไร่ละ 6-7 พันบาทเช่นเดียวกัน

“ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กันอย่างไร และทำนาแล้วจะได้อะไร”