น่าน-จังหวัดน่านประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 12 อำเภอ ราคาหญ้าแห้งฟางสูงขึ้น เกษตรกรที่เลี้ยงวัวต้องใช้วิธีต้อนวัวย้ายไปเรื่อยๆ เพื่อหาแหล่งหญ้าเขียวในเขตพื้นที่ชลประทานกินเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนชาวบ้านกว่า 3 หมื่นกว่าครัวเรือน ยังเดือดร้อนจากปัญหาขาดน้ำอุปโภค บริโภค
นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เปิดเผยว่า จากการที่จังหวัดน่านได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ง 12 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ไปแล้วนั้น จังหวัดได้เริ่มเตรียมแผนรองรับสถานการณ์และแจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินรองรับสถานการณ์และแจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ดังนี้ มาตรการด้านพืช ได้แจ้งเตือนให้เกษตรกรเฝ้าระวังภัยพิบัติจากโรคและแมลงระบาดในฤดูแล้ง โดยให้เกษตรกรตรวจติดตามแปลงเกษตรอย่างใกล้ชิด หากมีสิ่งผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอทันที และให้เกษตรกรปลูกพืชฤดูแล้งไปลงทะเบียน เพื่อยืนยันในการขอรับการช่วยเหลือ เมื่อผลผลิตได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหาย
มาตรการด้านสัตว์ แจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในช่วงภัยแล้ง เช่น เฝ้าระวังดูแลสัตว์สุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด จัดให้มีอาหาร วัคซีน เวชภัณฑ์รักษาสัตว์ ที่กันแดด และน้ำสะอาดอย่างเพียงพอสำหรับสัตว์เลี้ยง หลีกเลี่ยงการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ หรือ หากมีการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่ควรมีการสร้างภูมิคุ้มกันโรคล่วงหน้า
มาตรการด้านประมง แจ้งเตือนให้เกษตรกรเฝ้าระวังและห้ามจับปลาในแหล่งอนุรักษ์ (ช่วงนี้แม่น้ำน่านและแม่น้ำสาขามีน้ำน้อย) ปลาที่อยู่อาศัยในแหล่งอนุรักษ์ ซึ่งเป็นปลาต้นทุนจะถูกจับได้ง่าย จึงขอให้มีการเฝ้าระวัง และขอความร่วมมือประชาชนอย่าเข้าไปจับปลาในแหล่งอนุรักษ์ เพราะเป็นปลาต้นทุนของแม่น้ำน่าน ไม่เช่นนั้นต่อไปจะไม่มีปลารับประทานเป็นอาหาร
มาตรการแหล่งน้ำเนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในแหล่งตามธรรมชาติ และอ่างเก็บกักน้ำมีปริมาณน้ำลดลง จึงขอเตือนให้เกษตรกรใช้น้ำอย่างประหยัด โดยมีการวางแผนปลูกพืชที่ต้องการน้ำน้อย ให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการปลูกพืชฤดูแล้ง เพื่อจะสามารถลดปริมาณการใช้น้ำในฤดูแล้ง
หลังสถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างจนจังหวัดต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ง แล้ว 12 อำเภอ ได้แก่ พื้นที่ อำเภอปัว, เชียงกลาง, บ้านหลวง, สองแคว, แม่จริม, นาหมื่น, บ่อเกลือ, ทุ่งช้าง, เฉลิมพระเกียรติ, ภูเพียง เมืองน่าน และอำเภอเวียงสา ครอบคลุมทั้งหมด 74 ตำบล 522 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 176,958 คน ใน 51,655 ครัวเรือน พืชผลทางการเกษตร 36,093 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งหมดประมาณ 18 ล้านบาท ส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดน้ำกิน น้ำใช้ และขาดน้ำเพื่อทำการเกษตร ด้านจังหวัดได้ประชุมรอบสองซักซ้อมทำความเข้าใจเรื่องการปฏิบัติการช่วยเหลือ เพื่อเน้นเรื่องการช่วยเหลือให้ทั่วถึงเป็นธรรม และเน้นเรื่องการป้องกันไฟป่าด้วย
ทางด้านสภาพแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำน่านแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเริ่มแห้งขอดจนมองเห็นดอนทรายโผล่ บางที่แห้งจนสามารถเดินข้ามไปมาได้ นอกจากนี้บ่อน้ำสาธารณะและบ่อน้ำที่ชาวบ้านขุดเอาไว้เริ่มแห้งขอด แทบจะตักให้สัตว์เลี้ยงดื่มกินแก้กระหายไม่ได้ บางแห่งตักมาแล้วต้องใช้เวลารอน้ำขึ้นมาใหม่ใช้เวลานานหลายชั่วโมง
ส่วนเกษตรที่เลี้ยงวัวควาย หลังราคาหญ้าฟางแห้งสูงขึ้น เกษตรกรที่เลี้ยงวัวต้องใช้วิธีต้อนวัวย้ายไปเรื่อยๆ เพื่อหาแหล่งหญ้าเขียวในเขตพื้นที่ชลประธานกิน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย บางครั้งต้องเดินไกลก็ยอม
ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงที่มีหญ้าฟางแห้งเก็บสะสมไว้ ก็ใช้วิธีต้อนไปกินหญ้าเขียวที่พอมีในเขตพื้นที่ใกล้น้ำ เช่นกัน เพื่อเก็บสะสมไว้ให้กินยามแล้งจัดที่มีข่าวว่าปีนี้จะแล้งนานกว่าทุกปี แต่ก็ต้องระมัดระวังวัวควายจะไปกัดกินพืชผักที่ปลูกไว้ โดยจะใช้วิธีเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา



