xs
xsm
sm
md
lg

โดนเส้นจนยอดปัง-ฝรั่งฮือฮา!! ธุรกิจการบินแฮนด์เมด พวงกุญแจ “ยุง From Thailand”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปลี่ยนความไร้สาระ ให้กลายเป็น “รายได้ที่คนอื่นมองไม่เห็น” ทำเอาผู้คนฮือฮาไปกับคอลเลกชั่น “พวงกุญแจซากยุง” แมสในความแปลกจนขายดิบขายดี โกยยอดหลักหมื่นต่อเดือน ไอเดียที่ดูเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครๆ จะคิดได้ ถ้าไม่มีพื้นฐานครีเอทีฟ

ไร้สาระแบบงงๆ จนแมส

“พอไปลงใน TikTok มันดันแมส คนใน TikTok ก็มาตามเยอะขึ้นค่ะ”

“ลี แซ่ศิลป์” เจ้าของธุรกิจไอเดียสุดแหวก “พวงกุญแจซากยุง” วัย27 ปี ที่เปลี่ยนความไร้สาระ ให้กลายเป็นโอกาสสร้างรายได้แบบงงๆ

“เหมือนลงไปตอนดึกๆ ค่ะ แล้วประมาณตี 2 ยังไม่นอน แล้วก็คิดไว้ในใจ ตื่นเช้ามาแสนวิว ตื่นมาปุ๊บก็แสนค่ะ คอมเมนต์ก็เยอะ แล้วมันกลายเป็นว่าเหมือนมันได้ engage จากคนที่มาคอมเมนต์ คนบอก ทำไมฉันคิดไม่ได้ คือครีเอทีฟสุดๆ ไปเลยในคอมเมนต์

กลายเป็นว่าเขายิ่งมาคอมเมนต์ คลิปมันก็ยิ่งวิ่งค่ะ ใช่ มันก็แมสไปเรื่อยๆ ตอนนี้น่าจะ 4.5 ล้านวิว คนไลก์ประมาณ 4 แสน”

และนี่คือจุดเริ่มต้น ของการตบยุงจนได้ดี นักธุรกิจวัยรุ่น เธอเล่าถึงที่มาที่ไป ของความแมสในครั้งนี้ว่า เริ่มจากที่บ้านยุงเยอะ และเป็นคนชอบห้อยพวงกุญแจอยู่แล้ว ก็จับยุง มาทำกุญแจห้อยเองซะเลย 

 


“จุดเริ่มต้นก็คือ ขายพวงกุญแจอยู่แล้ว แล้วเป็นคนชอบเสพงานศิลปะแปลกๆ บวกกับว่าอยากลองทำกุญแจจากซากยุง เอามาใช้เองก่อน

เริ่มต้นจากการเก็บสะสมซากยุงในห้องครัว อยู่ดีๆ ยุงเยอะผิดปกติ ก็เลยตบสะสมไว้ให้แม่ดูเป็นหลักฐาน ว่าซากยุงมันเยอะจริงๆ นะ

พอแม่เห็น ก็เหมือนช่วยกันดูว่า ตรงไหนที่ทำให้เกิดยุงเยอะ สรุปก็คือท่อรั่ว ก็ซ่อมท่อเรียบร้อย ก็ติดนิสัยการเก็บซากยุงมาตั้งแต่ตอนนั้น ก็เลยเอามาทำเป็นพวงกุญแจ แล้วพอใช้เอง เอาไปโชว์ที่บูธ คนที่บูธก็ถาม มีทำขายหรือเปล่า เขาสนใจ ก็เลยโอเคทำขาย”




เธอเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า เริ่มจากทำใช้เองเล่นๆ ไม่ได้คิดว่าจะนำไปวางขาย เพราะคิดว่า น่าจะไม่มีคนซื้อ แต่ที่ไหนได้ พอห้อยพวงกุญแจซากยุงไปออกบูธด้วย กลับมีคนสนใจ ถามซื้อ

“คือไม่ได้คิดจะขายนะคะตอนแรก เพราะไม่คิดว่าจะมีคนซื้ออยู่แล้ว (หัวเราะ) ก็เลยลองทำใช้เองดู ตอนแรกยังไม่ใช่เวอร์ชั่นเรืองแสงค่ะ เป็นเวอร์ชั่นปกติ แล้วก็เอาไปโชว์ที่หน้าบูธ ให้คนขำเล่นๆ แล้วก็ใช้เอง

แต่พอคนถามหาอยากซื้อ เราก็เลยเริ่มเห็นถึงความต้องการ ก็เลยถึงมาทำขาย แล้วก็มาคิด concept ทำให้มันเรืองแสง ให้มันดูพิเศษมากขึ้น”

โมเดลแรกที่ทำ คือเอาแค่แผ่นกระดาษธรรมดา ลองแล้วใส่กรอบไว้เฉยๆ และเขียนวันตายของยุงไว้ด้วย คือวันที่ 18 ธ.ค. ปีที่แล้ว

“พวงกุญแจโมเดลแรกที่ทำใช้เอง ไม่ได้คิดจะขายค่ะ ก็คือรองกระดาษปกติ ส่วนข้างหลังก็จะจะมีติดโลโก้ใส ชื่อร้าน แล้วก็จะมีเขียนวันที่ตบด้วย”
[พวงกุญแจชิ้นแรก ที่ลองทำห้อยเอง]


และยิ่งโดนใจชาวโซเชียลฯ ไปกันใหญ่อีกคือ ถุงที่ใส่พวงกุญแจยุง ก็เขียนไว้เก๋ๆ แบบล้อเลียนว่า “อย่าคันให้มันมาก”

โดยราคาขายอยู่ที่ชิ้นละ 149 บาท บวกค่าส่งอีก 30 บาท สินค้าทุกชิ้นเป็นพรีออเดอร์ ใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน ในการจัดส่ง

ขั้นตอนการทำก็ไม่ง่าย เพราะกว่าจะจับยุง จัดการยุง เสร็จแล้วก็ต้องนำมาทับ ต้องรอให้แห้งสนิทจริงๆ กว่าจะค้นพบเทคนิคกาวที่นำมาใส่กรอบ หรือเทคนิคทำให้เรืองแสง ซึ่งกว่าจะได้แต่ละชิ้น กินเวลาอยู่หลายวัน

สำหรับชื่อแบรนด์ ที่บางคนอาจจะคุ้นหูอยู่บ้าง มีชื่อเก๋ๆ ว่า “stainlee.official” แปลได้ว่า “ลีเปื้อน”

“stainlee.official ความหมาย stain แปลว่าเปื้อนlee ก็คือชื่อใช่ไหมคะ ลีเปื้อน official ก็อย่างเป็นทางการ”


ต่างชาติติดใจ “ยุง from Thailand”

ใครจะเชื่อว่า “ยุง” ที่คนไทยอยากตบให้ตายคามือ กลับถูกจับมาสตัฟฟ์ลงในพวงกุญแจอะคริลิกใส กลายเป็นของที่ระลึกสุดแปลก ถูกใจชาวต่างชาติสุดๆ หลายคนชอบซื้อกลับไปฝากเพื่อน ว่านี่คือ “ยุง from Thailand”

“ลูกค้าคนแรกเป็นคนไทยค่ะ แล้วก็มีชาวต่างชาติแวะเวียนมาซื้อบ้าง เพราะว่าที่ไปออกบูธ มันเป็นตลาดนัดจตุจักร ก็จะมีชาวต่างชาติแวะเวียนมาดู มาเจอปุ๊บ เขาก็น่าจะโดนเส้นมั้งคะ แปลกจังเลย ยุง from Thailand เขาก็เลยซื้อกลับไปฝากเพื่อนๆ ค่ะ
เหมือนเขาก็ยืนดู แล้วก็ขำๆ ฉันจะเอา5 อันไปฝากเพื่อน เดี๋ยวฉันจะเอา 10 อัน เธอทำทันไหม

ส่วนมากเขาจะยืนขำ แล้วก็จะชมว่า ไอเดียดีมาก คุณคิดนอกกรอบ แล้วก็แปลกมากเลย ไม่เคยเห็นคนทำ วันนี้หม่นๆ มาทั้งวัน เพิ่งขำครั้งแรก ก็ดีใจด้วยค่ะ”

แม้จะมีเสียเรียกร้อง ให้ลองทำมาขาย แต่พอนำไปขายครั้งแรก บางคนก็ยังไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องซื้อพวงกุญแจยุง แต่ส่วนใหญ่ที่ซื้อ เพราะไอเดีย และมองว่ามันตลกดี




บางคนเห็น นึกว่ายุงปลอม จนต้องอธิบายกันซ้ำๆ ว่านี่คือยุงจริงๆ เพราะหลายคนเข้าใจว่า เป็นการนำภาพยุงในอินเทอร์เน็ต มาติดแปะ

“ถ้าอ่านรายละเอียดจริงๆ ก็จะรู้ได้ว่ามันคือยุงจริงๆ ถ้าที่หน้าบูธ เหมือนเราต้องคอยบอก คอยย้ำว่านี่คือยุ่งจริงๆ นะ real mosquito แล้วเขาถึงจะห๊ะ ถ้าเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาจะไม่คิดว่ายุงจริงๆ”

หลายคนบอก ชีวิตนี้ ไม่เคยอยากจะได้ซากยุงมาก่อนเลย แต่พอเห็นแนวคิดของนักธุรกิจวัยรุ่นคนนี้แล้ว ก็อยากมีเก็บไว้สักอัน

“ในคอมเมนต์ ทำทำไม ไม่ได้อยากได้ แต่พอเห็นปุ๊บ ก็อยากซื้อเลย ไม่เคยอยากจะได้ซากยุงมาก่อนในชีวิต แต่พอเขาเห็น concept เห็นไอเดีย เขาก็อยากจะมีสักอันนึง”

นอกจากนี้ เธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นด้วย บางคนพอเห็นไอเดียดีๆ แบบนี้ ว่าทำเงินได้ ก็มีแนวคิด อยากทำพวงกุญแจสัตว์ชนิดอื่นมาขายด้วยซะเลย

“ส่วนมากเขาบอกว่า เดี๋ยวจะทำแมลงวันมาแข่ง จะทำมด หนอน ตะขาบ กิ้งกือ จิ้งจก คนไทยครีเอทีฟมากเลย”

[เอาใจลูกค้า ไอเดียยุงจุ่ม]
ไอเดียเริ่ด!! จาก “ใบเสร็จส้มตำ”

เริ่มจากเป็นคนชอบห้อยพวงกุญแจอยู่แล้ว เลยเกิดไอเดียว่า อยากจะ DIY พวงกุญแจใช้เอง จึงลองสั่งพวงกุญแจเปล่ามา 20 อัน บวกกับความเบื่องานแนว Abstract เดิมที่ทำอยู่

จนไปเจอใบเสร็จ ที่สั่งส้มตำมากินพอดี เอาพวงกุญแจใสมาทาบ ตรงชื่อร้าน “ลาบยโส” แล้วรู้สึกว่าโดนเส้น

ทีนี้มองหาคำเด็ดๆ ไปทั่วบ้าน จนไปเจอปึกหนังสือพิมพ์ใช้แล้ว ที่แม่ขนมาเผื่อใช้ห่อของ ก็รู้สึกขำกับหลายประโยค โดนใจจนพัฒนาเป็นพวงกุญแจต่อ

 
“ก็อยากทำพวงกุญแจใช้เองเนี่ยแหละค่ะ แล้วก็เบื่องาน Abstract ก็เลยลองหาอะไรที่เป็น text ทีนี้ไปเจอใบเสร็จ เพิ่งสั่งส้มตำมากิน ก็เลยเอาพวงกุญแจใส่ เอามาทาบๆ กับใบเสร็จ ก็ได้ครอปคำว่า ลาบยโส ก็รู้สึกว่าพวงกุญแจลาบยโส ยังไม่เคยมีคนห้อย ฉันจะห้อย

ทีนี้ลองดูใบเสร็จอื่นๆ ชานมไข่มุก หรืออะไรที่สั่งมา มันไม่น่าสนใจแล้ว ก็เลยไปเจอกองหนังสือพิมพ์ ที่แม่ขนมาให้เยอะมาก เอาไว้ห่อของ

ก็เลยไปเปิดดู แล้วก็ตกใจกับประโยคในหนังสือพิมพ์หลายอันมาก มีอยู่อันนึง แค่คิดก็เสียวแล้วโยม คือหนูเปิดโลกสุดๆ ว่าทำไมคำในหนังสือพิมพ์ มีแต่อะไร ตลกๆ ก็เลยตัดไว้เต็มโต๊ะเลยค่ะ แล้วก็มาแต่งประโยค

พอมันได้เยอะมาก ก็เลยรู้สึกว่า มันไม่ตรงกับเรา ก็เลยลองโพสต์ขายดู เผื่อคนอื่นจะชอบ จะเอาไปใช้ ล็อตแรกลงไป ก็คือแมสเลย มันอาจจะใหม่มั้งคะ

ล็อตแรกขายไปแค่อย่างละชิ้น เพราะว่าตอนนั้นยังไม่มีไอเดียว่า จะเอาไปซีร็อกซ์ แต่เหมือนพอมันแมส คนก็ถาม ชิ้นนี้มีอีกไหม ถึงได้เกิดล็อต 2 แล้วถึงจะเอาล็อต 2 ไปซีร็อกซ์ ซึ่งก็ต้องหาโรงพิมพ์ หาคุณภาพกระดาษ เครื่องพิมพ์แบบไหน คือจะทำให้มันเหมือนกับออริจินัลมากที่สุด”

กว่าจะได้แต่ละประโยค นี่ก็คือใช้เวลานิดนึง คือจริงๆ ฉบับนึง มันก็มีหลายหมวด หลายหน้าใช่ไหมคะ กีฬา บันเทิง อย่างมีคำนึงที่ เราจะได้เห็นกีกัน คำว่ากี ก็เอามาจากช่วงซีเกมส์ค่ะ ช่วงกีฬา

ก็จะมีแนวทะลึ่ง แต่ว่าจะไม่ได้ทะลึ่งมากมายค่ะ ก็คือแบบน่ารักๆ แก๊ง LGBT จะชอบ ไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนโทนนี้นะคะ แต่ว่าเหมือนเจอคำพอดี ก็เลยลองเอามาแมตช์”



จากที่ทำพวงกุญแจแนว News Tag ต่อยอดมาสู่พวงกุญแจซากยุง เพราะเริ่มเบื่องานเดิมๆ ที่ทำพอเห็นยุงเยอะๆ ก็เริ่มเกิดเป็นไอเดียใหม่ๆ

“ด้วยความที่ทำพวงกุญแจอยู่แล้ว มันก็จะมีพวงกุญแจหลายๆ แบบค่ะ อย่าง News Tag ที่เป็นพระเอกของร้าน เป็นพวงกุญแจจากหนังสือพิมพ์ใช้แล้ว

ต่อมาก็จะเป็นเหมือนเล่นกับวลีที่ว่า มั่นจัง ห้อยหลวงปู่มั่นหรือเปล่า แต่ว่าไม่ได้เอาหลวงปู่มั่นมาทำจริงๆ แค่เป็นคำพ้องเสียง ก็เอาคำว่ามั่นมาเล่น

แล้วต่อไปก็จะเป็นพวงกุญแจจากงานปั้น คือมันก็จะมาจากความชอบ ว่าเราชอบการตัดแปะ หรือชอบงานปั้น

แล้วถ้าต่อไป จะเป็นพวงกุญแจอะไรล่ะ ก็มานั่งคิดว่า มันควรจะเป็นอะไรที่แปลกๆ ตลกๆ บ้าง บวกกับมีซากยุงอยู่พอดี ก็เลยลองเอาซากยุงกับพวงกุญแจมาวาง แล้วก็มานั่งคิดว่า มันจะเป็นในรูปแบบไหนได้บ้าง”




ชี้หนทางรวย เริ่มจากอะไรง่ายๆ

จากยุงตัวเล็กๆ สู่รายได้ที่จับต้องได้ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสนุก แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความครีเอทีฟ ความกล้าลอง ก็ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจที่คาดไม่ถึงได้

เรียกได้ว่า ผลตอบรับดีเกินคาด ทั้งในออนไลน์ หรือยิ่งเวลาไปออกบูธ ก็ขายดี จนเธอต้องซื้อเครื่องดักจับยุงมาใช้ เพราะตบเองไม่ไหว พร้อมกับประกาศรับซื้อซากยุงด้วย แต่พอเรื่องราวเธอโด่งดังออกไป ก็มีแต่คนอยากส่งยุงมาให้ถึงที่บ้าน

“ขายดีขึ้นค่ะ นั่งตบยุงไปวันๆ จนได้ดี (หัวเราะ)”

 
 โซเชียลฯ แซว นี่สินะ ตัวอย่างของคำว่า เงินอยู่ในอากาศ คนชื่นชมตัวอย่างไร้สาระจนได้เงิน พร้อมยกฉายา ธุรกิจการบินให้

“ตอนแรกไม่ได้มีชื่อไม่มีอะไร ก็ทำปกติ แต่คนใน TikTok เขาครีเอทีฟกันมาก เขาก็จะมาคิดว่า ธุรกิจการบิน แล้วก็เงินอยู่ในอากาศ ก็จะมีวลีของเขา พอเราอ่านแล้วก็ตลกดี

ค้าซากสัตว์ ฆาตกรชีวิต มีคนทักข้อความมาบอกให้ไปทำบุญให้ยุงด้วยนะ เรารู้มันเป็นเรื่องที่เป็นอาชีพ แต่เราเป็นห่วงกลัวหนูจะบาป ขอบคุณค่ะ

จริงๆ เป็นคนเขียนไปในคลิปนั้นเองว่า ใครอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่จริงๆ มันก็อาจจะมีคนที่เห็นคุณค่าของตรงนี้ แล้วก็เอาไปทำเป็นอาชีพได้

จริงๆ อยากจะฝากนิดนึง เด็กสมัยนี้ที่เขากดดันตัวเอง อาจจะด้วยโซเชียลฯ ด้วยอะไรที่เขาเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
อาจจะลองเริ่มจากอะไรง่ายๆ เลย สิ่งที่เรามองว่าไร้สาระนี่แหละ ลองคิดเป็นอาชีพ อาจจะรุ่งก็ได้ อย่าไปคิดมากกับชีวิต”

[เทคนิคช่วยเรืองแสง]


ก่อนที่พวงกุญแจยุงจะแมส พวงกุญแจ News Tag ที่ทำมาก่อน ก็ขายมาดีมาเรื่อยๆ แต่พอยุงแมส ก็ยิ่งเสริมธุรกิจให้ปังขึ้นไปอีก

“จริงๆ ตัวขายดีที่สุด จะเป็นตัวหนังสือพิมพ์ News Tag แต่ว่ายุงตามมาทีหลัง แต่พอไปใน TikTok ตอนนี้ยุงก็คือตีคู่มากับ News Tag เรียบร้อย

พวงกุญแจ News Tag เป็นพวงกุญแจจากหนังสือพิมพ์ใช้แล้ว ที่ทำมาก่อนพวงกุญแจยุง อันนี้คือจะแมสมาก่อนในไอจี ก็คือตัดหนังสือพิมพ์เป็นคำๆ แล้วก็เอามาแต่งประโยคใหม่ แล้วก็ใส่กรอบพวงกุญแจ แล้วก็ไปซีร็อกซ์ขาย

อันนี้จะขายดีมากๆ มาก่อน แต่พอยุงไปแมสใน TikTok ปุ๊บ ตอนนี้ยุงตีตื้นคู่นี้มาแล้ว”

[ซากยุง เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการผลิต]


“รายได้ก็คือเทียบเท่างานประจำ มากกว่าด้วยนิดหน่อย แต่ว่าก็จะไม่ได้อย่างนี้ทุกเดือนนะคะ หมายถึงว่าก็ต้องขยันออกบูธด้วย

ประมาณหลักหมื่นต่อเดือนค่ะ ก็จะไม่เกิน 200 ชิ้น เท่าที่ทำไหว

สมมติว่าเราอยากขายให้ได้เท่านี้บาท เราก็ต้องมานั่งคำนวณว่า ต้องออกบูธ แล้วขายได้ประมาณกี่ชิ้น ขายออนไลน์ได้ประมาณกี่ชิ้น แล้วก็จะมีขายที่ร้านมัลติสโตร์ อันนั้นก็จะโดนหัก 35% ก็ต้องคิด3 ช่องทางนี้ รวมๆ ให้มันได้

มัลติสโตร์ ก็คือเป็นร้านขายของฝากที่ทรงวาด เขาติดต่อมาให้หนูไปฝากขาย ลงทุนสำหรับ 3 ช่องทางนี้ กำไรเท่าไหร่ มันก็จะเป็นระบบหลังบ้าน”


มองเห็นหนทางรวย ตั้งแต่พวงกุญแจ News Tag เพราะตอนนั้นคนก็ซื้อถล่มทลาย ยิ่งพอไวรัลของพวงกุญแจยุง ยิ่งเสริมให้ลูกค้าเข้ามาเพิ่มอีก

“จริงๆ คิดว่ามันน่าจะมีโอกาสรวยได้ตั้งแต่ News Tag แล้วค่ะ ยุงอันนี้อยากเอามาเสริมให้มันขำๆ เฉยๆ แต่กลายเป็นว่ามันแอบแซงนิดๆ เพราะว่า News Tag บางทีคำคมมันก็ช้ำแล้ว

คนซื้อไปถล่มทลายปุ๊บ มันก็เริ่มซาๆ แล้ว ก็กะว่าเดี๋ยวจะเอา News Tag กลับไปลงใน TikTok เพราะเรากรุยทางเรื่องยุงไปแล้ว
ตอนนี้คนก็จะรู้จักเราในชื่อ ลีพวงกุญแจยุงใช่ไหมคะ ก็จะเสิร์ฟ News Tag ต่อ แล้วก็จะกลับมาขายNews Tag ดีต่อ แล้วก็รวยแน่

พวงกุญแจ News Tag ก็มีลูกค้าประจำชอบมาเหมาไปทีละ10 อัน ซึ่งกลุ่มลูกค้า ก็มีทุกเพศทุกวัย ทั่วไทยเลยก็ว่าได้

“บางคนเขาไม่ได้มาเลือกเลย ว่าเขาจะเอาคำไหน เขาบอกเอาคำไหนก็ได้ 10 อัน เหมือนเขาอยากอุดหนุนเฉยๆ

หลากหลายมากเลยค่ะ ด้วยความที่คำคมมันจะมีหลากหลายใช่ไหมคะ มีทั้งกลุ่มที่เป็นสาวโสด กลุ่มที่เป็น LGBTQ กลุ่มที่เป็นชายแท้ หรือกลุ่มที่เรียบร้อยๆ หน่อย มีหมดเลย ทุกกลุ่ม มีตำรวจ พระ ทหาร ทั่วไทยค่ะ”


ทำคอนเทนต์ชวนแชร์ เดี๋ยวขายได้เอง

บุกโซเชียลฯ ด้วยการอยากเปิดตลาดใหม่ๆ ซึ่งปกติก็ขายได้เรื่อยๆ อยู่แล้ว แต่พอไปเปิดตลาดในTikTok ก็กลายเป็นว่า เหมือนได้ยิงแอดโฆษณา โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท

“ถ้าลงที่ร้าน มันก็จะขายได้เรื่อยๆ เป็นปกติอยู่แล้ว แต่เราอยากจะทำให้น้องยุง รู้จักมากขึ้นในแพลตฟอร์มอื่นๆ ก็เลยลองไปโพสต์ใน TikTok ดู

ก็จะมียอดติดตามอยู่ประมาณนึง ไม่เยอะมาก เหมือนเป็นการยิงแอดโฆษณา โดยไม่เสียค่าแอดฯ ก็คือย้ายแพลตฟอร์มปุ๊บ ดังไม่ดังก็ไม่เป็นไร แต่อยากเล่ากระบวนการ

แค่อยากจะให้เขาเห็นว่าเราทำสิ่งนี้อยู่ ถ้าอยากจะซื้อ ก็ซื้อได้ที่ตรงนี้นะ เหมือนเป็นการยิงแอดฯ โดยไม่ต้องเสียตังค์ ก็กลายเป็นว่าพอมันแมส มันก็จะได้ลูกค้ามาซื้อ”


ฐานลูกค้าตอนนี้หลักๆ จะอยู่ในไอจี เพราะเจ้าของธุรกิจมองว่า กลุ่มลูกค้าในไอจี จะมีความสนใจในแฟชั่นแนวนี้ มากกว่าช่องทางอื่น

“แค่รู้สึกว่า vibe ในไอจี มันเกาะกลุ่มลูกค้า ที่สนใจแฟชั่น หรือความติสต์อะไรอย่างนี้ ได้มากกว่าค่ะ แล้วก็มันจะตั้งราคาได้สูงกว่าปกติ ถ้าขายในTikTok มันจะเน้นแบบเร็วๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้ติสท์มากมาย ในไอจีมันจะมีความศิลปะ มีความvibe อะไรบางอย่าง

จริงๆ ในไอจี วิธีการลงรูป หรือวิธีการคิดแคปชั่น ผ่านการดีไซน์หมดเลยนะคะ ว่าทำยังไงให้แชร์ขึ้นไป แล้วเขาเอาไปขึ้นไฮไลท์

เพราะเด็กสมัยนี้ บางทีเขาจะชอบแชร์เพื่อเป็นคำคม เล่าพาร์ทนี้ของชีวิตเขา สมมติว่าเขาโสดอยู่ เขาแชร์คำนี้ขึ้นไปว่า เขาโสด เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า เขาโสดนะ อยากให้คนมาจีบ คือมันไปสื่อสารในด้านนั้น”



ไม่เน้นขาย แต่เน้นคอนเทนต์ ให้คนเห็นว่า มีสิ่งนี้อยู่ พอไวรัลแล้ว เชื่อว่ายอดขาย ก็จะตามมาเป็นลำดับต่อไป

“ไม่อยากซื้อ แต่คือเราเน้นให้คือคนแชร์ แล้วยิ่งคนแชร์ มันก็จะยิ่งเป็นไวรัลไงคะ สมมติว่าแคปชั่นบรรทัดแรก เราก็จะทำให้มันสั้นที่สุด เพื่อที่แชร์ขึ้นไป มันจะได้ไม่มีอะไรมารบกวน เหมือนเราคิดแบบทุกสเต็ป

ซึ่งมันก็ได้ผลนะคะ หมายถึงว่าแต่ละโพสต์ มันก็จะไวรัลได้ง่าย โดยที่ยอดขายมันก็จะค่อยๆ ตามมาตามลำดับ

ส่วนมากจะเน้นที่ฟีลลิ่งมากกว่า ไม่อยากให้คนที่มาเจอ เขาอุ๊ย..อันนี้ขายของ อยากให้เขามองว่ามันเป็นการแชร์คำคม แชร์ความรู้สึกมากกว่า แล้วความอยากได้มันจะมา

เขาแค่รู้สึกว่า คำคมนี้มันตรงกับเขา อย่าง สปอร์ตสุจริต พร้อมพิชิตใจคุณสมมติว่าคนแชร์ไป 20,000 คน คนซื้อก็อาจจะ 200 คน เราก็ได้ยอดแล้ว เพราะบางทีคนที่เขาแชร์ไป ก็จะมีคนเห็นต่อๆ คนพวกนั้นก็จะอาจจะมาเป็นลูกค้าเราก็ได้ เพราะฉะนั้นเราเน้นไวรัลค่ะ ยอดขายมันจะตามมา”


เทียบตลาดแต่ละแพลตฟอร์มก็ไม่เหมือนกัน ต้องศึกษาว่ากลุ่มลูกค้าเสพงานประมาณไหน สำหรับลูกค้าร้านนี้ แม้จะบอกว่ามีหลากหลายกลุ่ม ทั่วไทยเลย แต่ส่วนมากก็จะเป็นกลุ่มวัยรุ่นซะมากกว่า ที่ตัดสินใจซื้อพวงกุญแจแบบนี้ ดังนั้นการขายในไอจี คือวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้

คือถ้าวิธีการนี้ ถ้าลงในไอจี จะไวรัล แต่ถ้าวิธีการนี้ ไปลงในเฟซบุ๊ก ก็จะกริบ เพราะว่าในเฟซบุ๊กมีแต่คนสูงอายุ ขอโทษค่ะ มีแต่คนสูงอายุ แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ ที่เขาอาจจะเน้นโพสต์สเตตัส เน้นแชร์คอนเทนต์ข่าว แต่ไม่ได้มาแชร์เกี่ยวกับอะไรแบบนี้

ถ้าเราจะย้ายไปใน TikTok มันก็อาจจะแชร์ยาก เพราะในTikTok มันไม่ได้มีแชร์เป็นรูป มันแชร์เป็นโพสต์ ในไอจีเวิร์กสุด สำหรับวิธีการนี้”

ปัจจุบันช่องทางการขาย จะมี 3 ช่องทางหลักใช่ไหมคะ ก็คือไอจี แแล้วก็ออกบูธ แล้วก็ฝากขายที่มัลติสโตร์แถวทรงวาด เป้าหมายคืออยากทำให้ทั้ง 3 ช่องทางหลักนี้ให้แน่นขึ้น เพื่อที่จะได้ครอบคลุม กับความต้องการของลูกค้าที่มันมากขึ้น อนาคตอาจมีขยายไปขายในแพลตฟอร์มอื่นด้วย


“เรามีร้านแค่ในไอจี ถ้าไปแพลตฟอร์มอื่นๆ มันก็จะมีเรื่องระบบอื่นๆ เข้ามา ทำให้เราอาจจะไม่ไหว หรือว่าขาดทุน

อยู่ในเซฟโซนก่อน ถ้า 3 ช่องทางนี้มันมั่นคงแล้ว ก็อาจมีไปใน TikTok ปักตะกร้าไหม หรือจะเริ่มขายใน LINE Official ไหม ก็อาจจะขยายแพลตฟอร์ม

แต่ว่าหลักๆ อยากทำให้ 3 ช่องทาง ที่ขายอยู่ปัจจุบัน มันแน่นก่อน แล้วก็ทำให้มันเยอะขึ้นได้มากกว่านี้ พออันนี้มันลงตัวแล้ว เราถึงจะค่อยขยายไปแอปฯ อื่น

ปกติก็คือจะทำไปได้ไม่เกินแบบ 100 ชิ้นต่อครั้ง เพราะว่าทำคนเดียวใช่ไหมคะ ก็คืออยากจะฝากขายสัก 10 ร้าน สมมติว่าร้านนี้100 ชิ้น ร้านนี้ 500 ชิ้น เราก็จะได้เงินเข้ามาจากพวกนี้ โดยที่เราไม่ต้องทำงานก็ได้ ถ้าฐานมันแน่น แต่คือมันก็ต้องมีทุนเยอะ หรือมีเวลาทำเก็บไว้เยอะๆ”
 



หลายคนมองเข้ามา อาจจะบอกว่าดูเหมือนง่ายๆ แต่จริงๆ ไม่ได้ง่ายเลย เพราะการเป็นเจ้านายตัวเอง ต้องขยันและมีวินัยมากๆ ถึงจะทำอาชีพนี้ได้

“คิดว่าต้องมีวินัยในตัวเองประมาณนึงค่ะ มันจะเหมือนตอนเราเรียนเลย คือทำตัวเองให้เหมือนเราทำงานประจำเลยค่ะ เหมือนเราเป็นหัวหน้าเอง เพราะฉะนั้นในหัวคือจะคิดงานไม่หยุด เพราะมันก็เป็นเงินของเราเองด้วย มันก็ต้องใช้ทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่า ต้องมีวินัยมากๆ เลยค่ะ ไม่งั้นเราจะเอายังไงกับชีวิตต่อล่ะ

สมมติว่าอยู่ในระบบงานออฟฟิศ คิดว่าเราจะไม่มีความสุขแน่ๆ ก็แค่ต้องตั้งใจทำพาร์ทที่เราเลือกให้มันดีที่สุด เพื่อหล่อเลี้ยงตัวเองค่ะ และถ้าเงินเหลือ ก็ถึงไปเลี้ยงแม่ได้

เป้าหมาย อยากมีอิสระทางการเงิน และอยากมีเงินเลี้ยงดูครอบครัว อยากใช้ชีวิตแบบใช้จ่าย โดยไม่ต้องดูราคา

“ไม่ได้ปักไว้ว่า ฉันจะต้องได้ 100 ล้าน ไม่ขนาดนั้น แค่ทำให้มันสบายขึ้นในการใช้เงิน แล้วก็อยากอยากใช้ชีวิตแบบจ่ายไม่ต้องดูราคาในทุกๆ วัน สมมติว่าแม่อยากไปไหน อยากกินอะไร ก็คือเอาไปได้เลย รู้สึกเท่”


สำหรับการคิดนอกกรอบ อาจจะไม่ใช่การทำเรื่องแปลกๆ เสมอไป แต่เป็นการกล้าท้าทายกรอบเดิมๆ ด้วยเหตุผล และความคิดสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับ นักธุรกิจวัย 27 ปีคนนี้ ที่ก็ขอฝากไปทุกคน ว่าอย่าพยายามใช้ชีวิตอยู่ในกรอบมากเกินไป เพราะมันจะเป็นการกดดันตัวเองมากเกินไป

“จริงๆ คนที่ไม่กล้าคิดนอกกรอบ บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลของเขา ในแง่หลายๆ เรื่อง ปัจจัยของชีวิต แต่อย่าพยายามใช้ชีวิตอยู่ในกรอบมากเกินไป อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป มนุษย์เราเกิดมา เพื่อมีความสุขค่ะ แล้ววิ่งตามความสุข

เพราะฉะนั้นถ้าการคิดนอกกรอบสัก1 นาที ทำให้เรามีความสุขได้ ก็คิดไปเลย ถ้ามันไม่ได้เดือดร้อนใคร ชีวิตมันสั้นค่ะ อยากทำไรก็ทำ ประโยคนี้คือที่สุด”



ไม่คุ้มจดลิขสิทธิ์


 

“อีกอย่างนึงที่เน้นย้ำก็คือ อยากให้ไปจดลิขสิทธิ์ จริงๆ ไม่ได้นิ่งดูดายนะคะ ขอบคุณทุกคนที่แนะนำกดดันให้ไปจดลิขสิทธิ์ เข้าใจ แต่ว่าเราไปปรึกษาทนายมาจริงๆ แล้ว


ส่วนตัวมองว่า ไม่ได้อยากจดขนาดนั้น ไม่ได้อยากฟ้องร้องใครในชีวิตจริง รู้สึกว่ามันเหนื่อยค่ะ ถ้าเขาอยากจะทำ ก็ทำได้ แต่ว่าอย่าทำให้เหมือนมาก ก็แบ่งๆ กันรวยยุคนี้


ตามที่ทนายเล่าให้ฟังนะคะ เหมือนเราจะต้องเปิดเผยทุกขั้นตอน ให้เจ้าหน้าที่ ที่เขาจดลิขสิทธิ์รู้ แล้วเหมือนมันจะต้องดูที่กระบวนการทำด้วยว่า เราเป็นคนแรกจริงๆ หรือเปล่า หรือมันเลียนแบบยากจริงๆ หรือเปล่า เป็นวิธีที่เราคิดค้นขึ้นมาเองจริงๆ หรือเปล่า


ซึ่งมันคือเกิดจากการที่ศึกษา ลองทำหลายๆ รอบเนี่ยแหละค่ะ แต่มันก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าเราคือคนแรกที่ทำจริงๆ

ในกระบวนการ เช่น เอาเรซิ่นมาทำ หรือใช้กาวแบบนี้ หรือทำเรืองแสงแบบนี้ มันก็ไม่ได้จดได้ขนาดนั้น คนที่มีหัวด้านนี้มาดู เขาก็อาจจะเลียนแบบได้ คือมันไม่ได้เลียนแบบยาก ถึงขนาดที่ว่าถ้าจดลิขสิทธิ์ปุ๊บ มันจะมีคนเลียนแบบไม่ได้เลย


ก็คิดว่าเราอาจจะไม่คุ้ม ในแง่ของเราเสียตังค์ด้วย เสียเวลาด้วย แล้วเราต้องมาคอยปวดหัว สมมติคนนี้ทำ แล้วเราไปฟ้องเขา บางทีชีวิตมันไม่ควรจะยากค่ะ อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่แค่อย่าให้เหมือนเราก็พอ


(ค่าจดลิขสิทธิ์) แพงอยู่ค่ะ ประมาณเป็นหมื่น แล้วขายราคาเท่านี้ เราก็มองว่า อีก 10 ปี สมมติว่าลิขสิทธิ์หมด ปีที่11 เขาอาจจะเอาไปทำได้เลย เพราะเขารู้แล้วว่า เราทำยังไง สมมติว่าคนที่รู้ข้อมูลตรงนี้ อันนี้ไม่ได้โทษเจ้าหน้าที่นะคะ”




“เลี้ยงแบบอิสระ” ช่วยเพิ่มความครีเอทีฟ

[คุณแม่คือกำลังใจสำคัญ และแหล่งทุนแรกเริ่มในการทำธุรกิจ]

เชื่อว่าการถูกเลี้ยงให้อิสระมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอกลายเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และคิดนอกกรอบ

“ไม่เคยบังคับ แม่จะเลี้ยงอิสระ มาตั้งแต่เด็กๆ อยากไปต่างจังหวัดไปคนเดียว ตอนเด็กๆ แม่บอกไปได้ นั่งรถทัวร์ไปเลย ก็คือไม่ห้ามอะไรเลย ให้ลอง

อยากเรียนศิลปะ เรียน ก็คือไม่ห้าม สนับสนุน ก็เลยเหมือนติดความอิสระมาตั้งแต่ตอนนั้น มันก็อาจจะช่วยให้เราเป็นคนครีเอทีฟ แล้วก็กล้าคิดกล้าทำมั้งคะ เพราะเรารู้ว่าแม่ยังไงก็คือซัพพอร์ตเต็มที่

วิชาศิลปะ มันมีติวตอนเย็น ก็ขอติวเพิ่ม แม่ก็คือไม่ห้าม เพราะบางทีถ้าบ้านอื่น ถ้าศิลปะ อาจจะไม่ดีกว่า หรือไปวิทย์คณิตดีกว่า แต่คือไม่ว่าหนูจะไปทางไหน แม่ยินดีหมด ขอแค่มีความสุข

ตอนที่ไปเรียนศิลปะเพิ่ม ไม่ได้คิดด้วยนะ ว่าจะต้องไปสอบศิลปะในอนาคต คือแค่อยากเรียนเพิ่ม เพราะว่าชอบแค่นั้นเอง อยากรู้เทคนิคนั้นเพิ่ม”

เรียนจบด้านการออกแบบเพื่อการแสดง จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ซึ่งเป็นการเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานการศิลปะ การออกแบบเกี่ยวกับเบื้องหลังละครเวทีอยู่แล้ว บวกกับส่วนตัวเป็นคนชอบงานศิลปะอยู่แล้วด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของธุรกิจสุดแหวกนี้ และนอกจากทำธุรกิจส่วนตัว ยังเป็นครูศิลปะให้กับเด็กๆ ด้วย

“อาจจะเป็นเพราะเรียนเกี่ยวกับด้านการออกแบบมาด้วยค่ะ มันก็เลยจะคิดครอบคลุมในแง่ของโปรดักส์ หรือการจะทำของออกมาขาย แต่ถามว่ามองลึกถึงขนาดว่า มันจะขายดีแน่ๆ อาจจะไม่ใช่

ก็คือไม่รู้ว่าจะขายได้ไหม แต่ถ้าอยากทำไปก่อนเพราะว่าชีวิตมันสั้นค่ะ อยากทำอะไรก็ทำ แมสก็โอเค ไม่แมสก็ไม่เป็นไร

ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้วางแผนอะไรมากมายค่ะ คืออยากทำก็ทำ แล้วถ้ามันแมส มันก็จะตามมาเอง พวกวิธีการต่างๆ อย่างการที่เราจะต้องไปซีร็อกซ์งานเพิ่ม ก็จะเป็นไอเดียจากที่ลูกค้าเขาอยากได้คำนี้เพิ่ม

สมมติ 10 คน ถ้ามันจะทำได้เพิ่ม มันก็ต้องไปซีร็อกซ์ แล้วจะซีร็อกซ์ยังไงให้มันสวยเหมือนเดิม มันก็จะมาเรื่อยๆ วิธีการ ลองให้หมดเลย”

แม้จะขายไม่ได้ ก็ไม่ได้รู้สึกเฟล เพราะส่วนมากถ้าทำอะไรออกมา คือคิดมาดีแล้ว เชื่อว่าขายได้ แต่ต้องใช้เวลาหน่อย

“ส่วนมากคือถ้าทำอะไรออกมาแล้วสักชิ้นนึง ก็รู้สึกว่าคิดมาดีแล้ว แต่จะขายได้ไหม อีกเรื่องนึง ก็คือถ้าไม่คิดจะขาย เก็บไว้ก็ได้ แต่ถ้ามันขายได้ก็ดี บางอย่างทำเก็บไว้เอง แต่ถ้ามีคนมาขอซื้อ ก็เดี๋ยวค่อยว่ากัน

แต่สุดท้ายมันก็ขายได้นะคะ อาจจะสัก 2 ปี มันจะมีเสื้อสักประมาณ 3-4 ตัว ที่ไปคอลแลปกับแบรนด์รุ่นพี่ แล้วราคามันน่าจะสูงไปมั้งคะ 2,000-3,000 บาท คนก็อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ สัก 2 ปี ก็ค่อยขายออก ขายไม่ออกก็ไม่เป็นไร เก็บไว้ใส่เองก็ได้”





หยิบเสื้อเก่ามาเพ้นท์ใหม่ ช่วยลดขยะรักษ์โลก


 

จริงๆ ธุรกิจแรกที่เธอทำ ก่อนจะมาทำพวงกุญแจขาย ทำธุรกิจเล็กๆ เป็นร้านเสื้อแฮนด์เมด ขายในออนไลน์มาก่อน


ย้อนกลับไปช่วงช่วงมหา'ลัย มีวิชาที่ต้องใช้สีทาบ้านเพ้นท์ฉากละคร ชุดเลยเลอะสี และซักไม่ค่อยออกตลอดเวลา บ่อยเข้าเลยแก้ปัญหาด้วยการทำให้เลอะกว่าเดิม ด้วยการเพ้นท์สีกลบไปเลยจบๆ


แต่พอใส่ไปใส่มา ดันชอบ เลยติดใส่เสื้อผ้าเลอะๆ มาตั้งแต่ตอนนั้น หลายคนเห็น ก็เริ่มถามเยอะว่า ซื้อที่ไหน เลยลองทำขายเอง


ด้วยการไปซื้อเสื้อผ้ามือ 2 ที่มีรอยตำหนิ หรือรอยขาด เพื่อมาเพ้นท์ให้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บวกกับมีความคิดอยากลดขยะจากเสื้อผ้า


“ตอนแรกเป็นร้านเสื้อมาก่อนค่ะ เป็นเสื้อCustom ก็คือเสื้อมือ 2 ที่มีตำหนิเท่านั้น ถ้าไม่มีตำหนิไม่เอา เพราะว่าอยากลดขยะฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion)


หยิบอันนั้นมาชูรอยที่มันเปื้อน หรือว่ารอยที่มันขาด หรือกลบก็ได้ แล้วก็เอามาขาย เพื่อไม่ให้มันเป็นขยะค่ะ


เพราะว่าสไตล์เสื้อของ stainlee มันแปลว่าเปื้อนค่ะ ก็คือจะทำให้เสื้อมันเป็นเปื้อนๆ เลอะๆ วาดเอง เพราะว่าชอบศิลปะแนว Abstract อยู่แล้ว”


เหตุผลที่เธอทำธุรกิจเพ้นท์เสื้อมือ2 นอกจากจะทำเป็นธุรกิจแล้ว ยังมีแนวคิด ว่าอยากลดขยะจากเสื้อผ้า เพราะเธอรู้สึกว่ามันล้นโลก และเป็นต้นตอทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน เกิดมลพิษด้วย


“ฟาสต์แฟชั่น (Fast Fashion) ก็คือปัจจุบัน ทุกคนใส่เสื้อ1 โพสต์ในไอจี แล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไปคาเฟ่ถ่ายรูปใหม่ไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าเสื้อผ้ามันล้นโลก


มันก็คือทำให้เกิดโลกร้อน เกิดมลพิษ เกิดหลายอย่างมากค่ะ ก็เลยรู้สึกว่า อยากเป็นส่วนเล็กๆ ในการช่วย เอาเสื้อผ้าที่คิดว่าจะเป็นขยะแน่ๆ มาทำให้มันขายได้ แล้วก็ไม่เป็นขยะอีกต่อไป


เกิดมาจากเห็นปัญหาด้วย เพราะว่าส่วนตัว อย่างกระโปรงอันนี้ ก็เป็น สิบๆ ปีแล้วค่ะ คือไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าใหม่”



สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพเพิ่มเติม : Instagram : “@stainlee.official”, “@ssleeism”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **