xs
xsm
sm
md
lg

“80% เราทำ 20% เทพช่วย” เจาะขนมสายมู ยุคเศรษฐกิจพัง-ความเชื่อปัง-หลักแสน/เดือน!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เจาะใจ! เลขาสาว หันมาสวมถุงมือ ปั้นขนมถวายองค์เทพ สร้างรายได้หลักแสน ในวันที่โควิดมา เศรษฐกิจพัง สู่ยุคที่ “คนไทย” มูเตลู พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิต ย้ำชัด หนุนให้ มูด้วยสติ ไม่ส่งเสริมความงมงาย 




ปลุกพลังสายมู! ขายขนม รายได้หลักแสน!!


“ขนมนี้ยังรู้จักกันไม่เยอะ ว่าจะต้องใช้ขนมนี้ในการบูชาท่าน อย่างที่ถามว่าเศรษฐกิจไม่ดี มันส่งผลกระทบกับสายมูไหม ในส่วนตัวยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนจะหาที่พึ่งทางจิตใจ คือ จะต้องมู จะต้องทำอะไรก็ได้ให้ฉันดีขึ้น ก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจด้านความเชื่อ ที่จะมาในช่วงเศรษฐกิจแย่…”


นุช-กัญญาภัค ภัททิยกุล เลขานุการบริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง  เปิดใจกับ ทีมข่าว MGR Live ถึงบทบาทของชีวิตที่เปลี่ยนไป สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ รายได้หลักแสน แห่งร้าน “เทวะบันดาล” ด้วยการเสิร์ฟ ถวาย ขนมลาดู โมทกะ” องค์เทพ เอาใจสายมู

“ภาพรวมเดือนนึง ถ้าไม่ใช่ช่วงเทศกาล ก็ 5 หมื่นอัปต่อเดือน แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลมันก็พีกขึ้นไปอีกประมาณ 2 แสนบาท”

สำหรับ “สายมู” (เป็นคำที่ใช้เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการเสริมดวง และการบูชาของขลังต่างๆ ตามความเชื่อส่วนบุคคล โดยเรามักจะเรียกผู้ที่สนใจในเรื่องเหล่านี้ว่าสายมู เป็นคำย่อของ สายมูเตลู) ที่บูชาองค์เทพพิฆเนศ น่าจะทราบกันดีว่าหนึ่งในเมนูที่พระองค์ท่านโปรดปราน

นั่นก็คือ ขนมลาดู โมทกะ ขนมรูปลักษณ์สีเหลือง ซึ่งเป็นขนมอินเดียโบราณ เพื่อบูชาองค์เทพบนสรวงสวรรค์ และเป็นขนมที่พระพิฆเนศทรงโปรดเป็นพิเศษ ซึ่งตามเทวรูป จะสังเกตเห็นว่า พระกรจะถือขนมลาดู โมทกะ เชื่อกันว่าหากนำไปมู ชีวิตจะปัง


แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีข้อกังขาว่า ความเชื่อเหล่านี้ เป็นความเชื่อที่ “งมงาย” โดยบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ จะทำให้รู้จักอีกแง่มุมนึงจากปากเธอ

“เริ่มต้นเป็นคนดูแลเทพตั้งแต่เด็ก คือ คุณลุงของพี่เป็นซินแส เขาก็จะมีเทวรูปเยอะ แล้วเขาก็จะสอนพี่ว่ามีองค์เทพ จะต้องบูชาองค์เทพ จะต้องถวายของ มันก็มาตั้งแต่เด็ก

เสร็จแล้วพี่ก็ไปเรียนโหราศาสตร์ ซึ่งวิชาที่เรียนมันจะสามารถบอกได้ว่า บูชาองค์เทพองค์ไหน แล้วจะเสริมด้านอะไร มันก็เป็นที่มาว่า แนะนำคนที่มาดูดวงไป ว่า ให้บูชาองค์เทพองค์นี้ ใช้ของบูชาประมาณนี้ แล้วเขาหากันไม่ได้

พี่เลยมีไอเดีย แล้วไอเดียมันก็ดี และอีกส่วนหนึ่ง คือ ขอพระพิฆเนศ ว่า อยากให้พี่ทำขนมจำหน่าย ให้ท่านประทานงบประมาณมา ซึ่งท่านให้พี่ถูกลอตเตอรี่หมื่นกว่าบาท มันก็เลยเกิดเป็นเทวะบันดาลขึ้นมา

ความพิเศษของขนม เป็นขนมที่พระแม่ปวารตี หรือพระแม่อุมา ซึ่งเป็นพระแม่ของพระพิฆเนศ ทำถวายให้พระพิฆเนศให้เสวย

พอท่านได้รับประทาน ท่านทรงโปรดขนมชนิดนี้มาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะเห็นในเทวรูปของพระพิฆเนศ ที่พระหัตถ์ซ้ายของท่านมักจะมีขนมลาดู หรือโมทกะถือไว้เสมอ

ก็จะมีนัยของการถวายขนมเพิ่มขึ้นมาอีกว่า เป็นเรื่องของความสุข ความรื่นรมย์ของชีวิต เพราะฉะนั้นพอเรามีความสุข ความรื่นรมย์ในชีวิตแล้ว เดี๋ยวปัญญาก็จะมาเอง”


ด้วยความที่มีใจรัก “สายมู” ทำให้งานอดิเรกของเธอ ได้กลายเป็นอาชีพเสริม ก่อนแตกยอดเป็นธุรกิจกำไรดี ภายในระยะเวลา 1 ปีเท่านั้น แต่ใครจะรู้ล่ะว่า เธอเองเริ่มนับศูนย์ในบทบาทของแม่ค้าขายขนม

เรียกได้ว่าศึกษาทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้รสชาติสุดพรีเมียม ทานได้จริง รวมทั้งถวายพระพิฆเนศ มหาเทพทุกๆ พระองค์ และสิ่งศักดิ์สิทธ์ทุกแขนง

“พี่มองว่าน่าจะราวๆ เกือบๆ เดือนนะ ที่สู้ทุกคืน พอดีช่วงนั้นโควิดพอดี แล้วเราก็จะมีเวลาลองผิด ลองถูก เราหมดแป้งเป็นกิโลเลย ที่จะทำยังไงให้มันได้

เพราะไม่มีใครสอนเรา ว่าแค่ไหนคือสุข ส่วนผสมต้องใช้อะไรยังไงบ้าง พี่ดูจาก Youtube อย่างเดียว พอมาทำก็ติดว่า แค่ไหนมันสุก แค่นี้ได้หรือยัง จนถึงเช้า หลายๆ คืนติดๆ กัน แล้วมันเหมือนมีความรู้สึก คือ มันไม่ได้มีใครมาบอกว่า เป็นคำพูดเหมือนมนุษย์พูด แต่มันจะปึ้งขึ้นมาเอง ว่าให้ทำแบบนี้ๆ แล้วก็ได้จริงๆ

คือ ที่เป็น original เป็นสีเหลือง basic แต่จะเป็นทำเป็นสีหลายสี 7 วัน 7 สีก็ได้ค่ะ คือ พี่จะใช้ส่วนประสมเขาเรียกว่าปัญจอมฤต บางส่วนของปัญจอมฤต จะเอามาทำขนม ซึ่งได้แก่ เนยกรี ที่เขาใช้กันมาเป็นดั้งเดิมอยู่แล้ว ในการทำขนมมงคลของอินเดีย พอเอามาปั้นเราก็ใส่นมเข้าไปด้วย ก็เป็น 1 ใน ปัญจอมฤตเช่นกัน ที่องค์เทพท่านทรงโปรด

จุดที่มั่นใจว่าขายได้แล้ว ก็ชิมกันก่อน ว่าใช้ได้แล้ว แล้วก็ลองสั่งมาจากหลายๆ ที่ดู พอลองของเรา ก็ลองปรับสูตร คือ แรงบันดาลใจของพี่ หลังจากที่ได้ทานขนมนี้แล้ว ก็มีความรู้สึก ว่า ถ้าเป็นทางดั้งเดิมเขาเลยมันจะหวานจัด


พอหวานจัดคนไทย 1. จะไม่คุ้นชินกับแป้งแบบนี้ เพราะฉะนั้นสัมผัสแรกของการได้รับรสชาติ เราก็ไม่คุ้นแล้ว 2. พอเจอที่หวานจัดมากๆ เราทานยาก พี่ก็เลยมาปรับให้เป็นรสชาติที่ถูกปากคนไทย ก็ให้มันกลมกล่ม หวานไม่ต้องมาก แต่ว่ากำลังดี”

นอกจากนี้ ด้วยสูตรขนมที่เกิดจากความตั้งใจ และที่ไม่มีเนื้อสัตว์ จนได้ออกมาเป็นขนมลาดู โมทกะ ที่มีกลิ่นหอมถั่ว ไม่หวานจนเกินไปอย่างดี ที่เธอได้คั่วบดเอง

“จะไม่ถวายขนมที่มีไข่ไก่ เพราะองค์เทพทางฮินดูจะไม่เสวยเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ถวายของคาวท่าน กับไม่ถวายขนมที่มีไข่ไก่”




งมงายไหม? เชื่อได้แค่ไหน?


“โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา” คาถาบูชาองค์พระพิฆเณศ เชื่อกันว่า เมื่อสวดมนต์บทนี้จะนำความสำเร็จความเจริญก้าวหน้ามาให้

เช่นเดียวกัน เป็นบทสวดที่ผู้สัมภาษณ์มักจะได้ยินเจ้าของร้านเทวะบันดาล กล่าวเวลาประกอบขนมเสมอๆ เธอเชื่อว่า จะช่วยเสริมดวง ความประสบความสำเร็จต่อลูกค้า


“พี่เอาเลขหลักมงคลทางโหราศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับพระพิฆเนศ หรือเลขที่กระตุ้นให้เกิดเสริมการงาน การเงิน เข้ามาใช้ในการกำหนดสูตรขนมด้วย

เวลาก่อนทำ พี่ก็จะบูชา และขอบารมีจากพระองค์ในการทำขนม แล้วระหว่างทำก็มีการสวดบูชา ทุกๆ ขั้นตอนจะเกี่ยวกับการบูชาองค์เทพ เพื่อให้ขนมที่ไปถึงมือลูกค้า ไม่ใช่แค่ขนมปกติ พร้อมที่จะให้เขาขอแล้วเกิดความสำเร็จได้ ถ้าไม่เหนือแรงกรรมค่ะ

สัดส่วนตัวเลขในขนม อย่างแป้ง เนย ก็จะใช้เลขมงคลที่ตามโหราศาสตร์กำหนดไว้ หรือเป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับพระพิฆเนศ ที่ให้สื่อจิตกับท่านได้ดีขึ้น เสริมการงาน ก็จะเป็นเลขมงคลประมาณนี้ รวมกับการทำขนม และทำให้รสชาติอร่อยด้วย ก็ได้หลายๆ อย่าง สำหรับคุณลูกค้าผู้ศรัทธา”


แน่นอนว่า ความเชื่อ, ความศรัทธา, ความงมงาย ต่างศาสนาอย่างพราหมณ์ ฮินดู-พุทธ เมื่อความเชื่อและความไม่เชื่อต้องอยู่ร่วมสังคมเดียวกัน คนรุ่นเก่า หรือคนที่เชื่อในศาสนา ก็มักจะโจมตีว่า คนรุ่นใหม่ คือ คนทำลายวัฒนธรรมอันดีงาม ส่วนคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้ที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์เป็นแกนในชีวิต

สำหรับเธอแล้ว ทางความเชื่อศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ วัฒนธรรมไทยได้ซึมซับความเชื่อทั้งพุทธและพราหมณ์มานานนม ซึ่งความเชื่อนั้นแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล

“ทางพราหมณ์ พุทธ มักจะไปด้วยกันอยู่แล้ว ส่วนพี่จะคุ้นเคยกับองค์เทพทางฮินดูมากกว่าทางสายจีน คือ เหมือนเห็นท่านตั้งแต่เด็ก ก็โตมากับพระพิฆเนศ พระแม่อุมา ทีนี้ความผูกพันในใจเราก็จะมีความคลิก ลึกซึ้ง ก็เลยศรัทธามาเรื่อยๆ

คือ เราเริ่มด้วยความศรัทธาก่อน เริ่มต้นจากคนศรัทธาที่ไม่ใช่แค่คนทำขนม ทุกครั้งพี่ขอบารมีจากพระองค์ในการขออนุญาตทำขนม และขอบารมีจากท่าน ให้พี่ทำขนมออกมาสวยงาม แล้วคุณลูกค้า ผู้ศรัทธา เอาไปบูชาท่านแล้วสามารถขอพรได้ดั่งใจปรารถนา โดยที่ไม่เหนือแรงกรรม ท่านก็จะช่วยได้

 ไม่ใช่ว่าเราถวาย เราขอ แล้วท่านจะประทานให้ทุกอย่าง ถ้ามันมีวิบากกรรม และถ้าเราไม่ช่วยเหลือตัวเอง เรามานั่งขอ แต่ไม่ทำมาหากิน มันไม่ถูก มันไม่ได้ แต่ว่าส่วนตัวเชื่อว่า มนุษย์เราทำ 80% และองค์เทพจะช่วยอีก 20%”


นุช มองว่า ในการทำธุรกิจ ก็ย่อมต้องมีวันที่เจอปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้ และสำหรับเธอเชื่อว่าการประสบความสำเร็จ ที่ประกอบไปด้วย ความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะต้องมีสติในความศรัทธา และไม่เดือดร้อนตัวเอง

“อยากจะบอกทุกคนทั้งผู้ศรัทธา และผู้ที่มองว่างมงาย คือ ถ้าลูกค้าได้มีโอกาสได้คุยกับพี่ พี่ก็จะบอกเสมอว่าอะไรก็ตามอย่าให้เกินกำลัง ถ้าเกินกำลังแล้วเป็นทุกข์ การบูชานั้นก็จะไม่ success แล้ว

เพราะเราต้องเดือดร้อน ถ้าต้องบูชาท่าน เราบูชาท่าน เราต้องไม่เดือดร้อน และศรัทธาทุอย่างต้องมีสติ อย่าทุ่มจนไม่ดูตัวเอง แล้วเราเดือดร้อน มันก็ไม่ถูกต้องแล้ว


การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันต้องมีแต่สิ่งที่ดีขึ้น ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ทุกคนต้องมีสติในการที่มีปัญญา ในการที่จะศรัทธา ว่าจะทำยังไงให้มันอยู่ในชีวิตแล้วมีความสุข และประสบความสำเร็จ”




เทรนด์มาแรง “มูเตลู” ยุคเศรษฐกิจพัง!!


อย่างที่หลายคนรู้กันดีอยู่แล้วว่า เรื่องของ ‘มูเตลู’ หรือความเชื่อในเรื่อง โชคชะตา นั้น อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และยังได้รับความสนใจอยู่เสมอ

เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 แน่นอนว่า ทุกอาชีพ ทุกกลุ่มชั้น ต่างพบวิกฤตชีวิต จะต้องอาศัยความเชื่อทางด้านสายมู, สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นตัวช่วย เพื่อคลายความกังวล และพึ่งพาให้อุ่นใจในกับชีวิต ยิ่งทำให้ธุรกิจเสริมดวงชะตา ยิ่งประสบความสำเร็จ


“พี่ว่าสถานการณ์โควิด ขนมชนิดนี้มันไม่สามารถเดินไป มีหน้าร้านขายเหมือนทั่วไป ส่วนใหญ่เขาจะสั่งออนไลน์ และเศรษฐกิจแย่มันก็ทำให้คนหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เพื่อให้ดีขึ้น เราก็ไปได้

แต่ช่วงเศรษฐกิจดี มันก็ไปได้อีก มันก็อยู่ที่ว่าเราบริหารร้านยังไง ดูแลลูกค้ายังไง ให้ลูกค้าเขาอยู่กับเรา และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

อย่างตลาดตอนนี้ ถ้าตีง่ายๆ 15% ของประชากรไทย หรือประมาณ 10 ล้านคน บูชาพระพิฆเนศ แต่ว่าสัก 5% ของ 10 ล้านคน ที่รู้จักว่าต้องใช้ขนมลาดู โมทกะ ในการบูชาท่าน ก็ประมาณ 5 แสนคน นั่นก็คือ เป็นยอดตลาดที่ขนมลาดู โมทกะ ได้อยู่ ณ เวลานี้ของประเทศไทยนะคะ

เราก็ทำยังไงก็ได้ ให้จำนวน 10 ล้านคน รู้จักว่าต้องใช้ขนมลาดู โมทกะ ในการทำถวายพระองค์ท่าน ตลาดก็จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ขนมนี้ยังรู้จักกันไม่เยอะ ว่า จะต้องใช้ขนมนี้ในการบูชาท่าน อย่างที่ถามว่าเศรษฐกิจไม่ดี มันส่งผลกระทบกับสายมูไหม ในส่วนตัวยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี ทุกคนจะหาที่พึ่งทางจิตใจ คือ จะต้องมู จะต้องทำอะไรก็ได้ให้ฉันดีขึ้น ก็เป็นโอกาสที่ธุรกิจด้านความเชื่อก็จะมาในช่วงเศรษฐกิจแย่”


เธอยอมรับว่า ช่วงโควิด-19 มีลูกค้าสนใจนำขนมลาดู โมทกะ และมีคนมาใช้บริการจำนวนมาก ดังนั้น การมีสิ่งที่สามารถใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงเป็นตัวช่วยในการดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจของใครหลายคน

โดยเธอมีแนวคิด ยึดหลักการให้บริการต่อลูกค้า ด้วยใจ และซื่อสัตย์ จึงเป็นกระแสปากต่อปาก มีลูกค้าเข้ามาติดต่อ ใช้บริการ ทุกช่วงกลุ่มวัย

“คือ ทุกวันนี้ที่ร้านจริงๆ order 3 ลูก ไม่ค่อยเยอะแล้ว แต่ว่าจุดตั้งต้นของร้าน เริ่มแรกเราขายได้แค่ชุดละ 3 ลูก ปิดทอง พี่รู้สึกว่าเราเกิดมาจากตรงนี้ จากได้ไม่กี่กล่องในช่วงเปิดร้าน แล้วพอเข้าเทศกาลฆเนศเรามียอดคูณสองเป็นหลักหมื่นเลย

แต่ถือว่าจุดเริ่มต้นมันเกิดจาก 3 ลูก เพราฉะนั้น พี่ยังคงขาย 3 ลูกอยู่ เพราะว่ากำลังคนไม่เท่ากัน คือ ถวายอะไรก็ตาม เราจะไม่ให้เราเป็นทุกข์เดือดร้อน เพราะฉะนั้นเราก็จะ support ลูกค้าทุกกลุ่ม


สำหรับการทำให้ร้านปัง คือ เรื่องของการโฆษณา พี่จะไม่ค่อยโฆษณา อาจจะด้วยเรื่องระบบของเฟซบุ๊ก ที่มันมีปัญหาเรื่องของกลุ่มความเชื่อ เราเลยต้องมาสร้างฐานจากแอปพลิเคชันจากที่เขาสั่งซื้อ


ซึ่งตรงนี้จะทำยังไงที่จะทำให้ลูกค้ารู้จักเรา ก็เกิดจากรีวิวจากคุณลูกค้า ที่เราค่อยๆ สะสมไปจนลูกค้าที่ไม่เคยเป็นลูกค้าเรามาอ่าน แล้วเขารู้สึกว่าร้านนี้น่าสนใจ

เช่น เรื่องของระยะเวลาในการส่ง ที่ส่งไว ถึงมือลูกค้าไว ขนมไม่มีค้างสต๊อก รสชาติขนมอร่อย รับประทานได้จริง ก็เป็นหลัก basic ง่ายๆ ค่อยๆ สะสมจากการเชื่อถือจากลูกค้าไปก่อน

คุณลูกค้าที่มีอายุเยอะๆ เขาจะไม่เก่งเทคโนโลยีเลย เขาจะติดตามไม่เป็น ไปหาเพจไม่เป็น สั่งซื้อไม่เป็น เขาจะโทร.มาสั่ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออกรายการไป หรือการให้สัมภาษณ์ที่เป็นทางเว็บไซต์ที่เขามีโอกาสได้เห็น เหมือนมีเบอร์โทรศัพท์ เขาก็โทร.มาตรงนี้ แล้วทางกลุ่มผู้ที่มีอายุ ที่ไม่เก่งเทคโนโลยี เขาก็จะปากต่อปากกัน”


สำหรับหญิงสาวคนนี้ ถือได้ว่าเป็นอีกคนที่หันมาเอาดีทางสายมูแล้วไปได้สวย ซึ่งนอกจากคุณภาพของสินค้าที่รับรองว่าไม่ด้อยกว่าใครแล้ว อีกส่วนมาจากโอกาส และแรงสนับสนุนจากลูกค้า

อย่างไรก็ดี อนาคตในการขายขนมลาดู โมทกะ ของเธอนั้น ดูจะไปได้สวยทีเดียว เพราะขณะนี้ได้รับติดต่อจากลูกค้าสายมู ไม่ขาดสาย

“พี่ว่าหลายๆ อย่างรวมกัน คือ ความที่เราก้าวมาได้อย่างรวดเร็ว 1. เกิดจากความตั้งใจและมุ่งมั่น ที่จะทำขนมให้ออกมาแล้วอร่อย ซึ่งยากมากนะสำหรับพี่

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการทำขนมลาดู โมทกะ คือ การทำขนมให้อร่อย คือ ยากที่สุด 2. พอเรามีความตั้งใจจริงแล้ว การดูแลลูกค้าของทางร้านเทวะบันดาล เราจะดูแลลูกค้าเต็มที่ ถ้าลูกค้าแจ้งมาติดขัดอะไร ขนส่งมีปัญหา หรือหลังจากส่งแล้วกล่องพัง ขนมไม่โอเค ซึ่งบางเจ้าอาจจะไม่เคลมให้

แต่พี่ดูแลทุกเคส มันก็เหมือนลูกค้าปากต่อปากไป กับการบริการของทางร้าน และการให้คำแนะนำซึ่ไม่จำเป็นลูกค้าพี่ แต่ว่าถ้าเขาโทร.มาปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับองค์เทพ จะบูชายังไง พี่ยินดีตอบทุกคน

มันก็เหมือนกับว่าเราเป็นคนที่มีใจศรัทธา ก็ส่งไปให้คนที่มีศรัทธาเช่นเดียวกัน พอคลิกกันจูนกัน มันก็ค่อยๆ เติบโตไป”





สัมภาษณ์โดย MGR Live
เรื่อง: ภูริฉัตร ปริยเมธานัยน์
ภาพ: วชิร สายจำปา
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “เครื่องบูชาเทพ พระพิฆเนศ ขนมลาดูโมทกะ by เทวะบันดาล



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น