xs
xsm
sm
md
lg

นางเอกว่าที่นักบิน!! “เหม่เหม-ธัญญวีร์” สู้ทุกความท้าทาย โชว์สกิลเหินเวหา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางวิกฤตสายการบิน และเส้นทางการเรียนสุดทรหด ที่ทำเพื่อนรุ่นเดียวกันถอดใจเลิกเดินตามฝันไปหลายราย นางเอกรายนี้คือ “ว่าที่กัปตัน” สุดแกร่ง ที่ฟันฝ่าผ่านมาแล้วหลายต่อหลายด่าน กระทั่งล่าสุด ได้ประดับยศเพิ่มขีดความสามารถ โชว์สกิลพาพ่อแม่เหินเวหาได้อย่างภาคภูมิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาชีพที่ผู้หญิงก็ทำได้

“คือตอนแรกๆ มันเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในนี้ เพราะหลายๆ คนชอบบอกว่าเป็นผู้หญิงเป็นนักบินไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าเราก็อยากทำลายกำแพงตรงนั้นด้วย”

หญิงสาวหน้าใสที่สวมชุดนักศึกษา นุ่งกางเกง ผูกไทด์ ในมาดนักบินสุดเท่ เหม่เหม-ธัญญวีร์ ชุณหสวัสดิกุล นางเอกวิกหมอชิต วัย 20 ปี อีกหนึ่งในดารามากความสามารถ

หลายคนน่าจะเคยเห็นเธอผ่านจอช่อง 7 ในบทบาทนางเอก รวมไปถึงหนังดังที่เคยเล่นไว้อย่าง “สยามสแควร์” ที่ไม่ใช่เป็นที่รู้จักในไทยเท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังโด่งดังไปต่างประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเคยเล่น MV ของนักร้องดังๆ มาหลายคน ทั้ง บอดี้สแลม, เอ๊ะ จิรากร, พลพล, ลาบานูน ล่าสุด เล่น MV เพลง “อีกนานไหม” ของ หนุ่ม กะลา

หลายคนกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อช่วงนี้เธอได้โพสต์ภาพใส่ชุดนักบินผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว รวมไปถึงคลิปโชว์สกิลขับเครื่องบินเหินฟ้า สุดเท่ให้แฟนๆ ได้เห็นอยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้

นอกจากจะตั้งใจทำงานในวงการบันเทิงแล้ว เธอเล่าว่า “นักบิน” เป็นอีกหนึ่งความฝันที่จะต้องทำสำเร็จให้ได้ เพราะมีความชื่นชอบ และตั้งใจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว

ปัจจุบัน เธอกำลังเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอกวิศวกรรมการบิน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และกำลังฝึกบินที่บางกอกเอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการบินที่ผลิตนักบินให้กับสายการบินมาแล้วมากมาย

หลายๆ คนจะคิดว่า ต้องเป็นผู้ชายถึงจะขึ้นบินได้ คนส่วนมากจะมองว่าเป็นผู้หญิงทำไมไม่ไปเรียนเป็นแอร์โฮสเตส มาเป็นนักบินทำไม แต่เธอชอบเป็นนักบิน ไม่ได้ชอบเป็นแอร์ และคิดว่าอาชีพนี้ผู้หญิงก็ทำได้ นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจอยากเป็นนักบิน

“ก็รู้สึกว่าเหมือนเมื่อก่อนตั้งแต่แรกเลยคนที่ขับเครื่องบินเป็นทหารใช่ไหมคะ เขาก็จะไม่มีผู้หญิงเลย ผู้ชายล้วนอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้ผู้หญิงก็มีความสามารถเท่าเทียมกับผู้ชายเหมือนกัน ตอนนี้ก็รู้สึกว่าสังคมเปิดรับผู้หญิงมากขึ้นแล้วด้วยค่ะ ก็เลยอยากลองมาทำดู แต่จริงๆ ที่นี่ก็มีผู้หญิงมาเรียนเยอะแล้วเหมือนกันนะคะ

คือจริงๆ หนูมีความชอบ เคยไปลองเล่น Simulators (เครื่องจำลอง) ตั้งแต่อายุ 10 ขวบแล้ว แต่ว่าตอนนั้นด้วยความที่มันยังไม่เปิดรับผู้หญิงขนาดนั้น และก็รู้สึกมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากๆ แต่พอหลังจากนั้น พอศึกษามาเรื่อยๆ แล้วก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ได้เห็นว่าที่นี่เขามีรับสมัครแล้วก็รับผู้หญิง แล้วเดี๋ยวนี้สังคมก็เปิดกว้างให้กับผู้หญิงมากขึ้นแล้วด้วยค่ะ”


มองว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย หรือใครก็มีความเท่าเทียมกันทั้งนั้น ถ้ามีใจรัก ตั้งใจที่จะทำจริงๆ เพศก็ไม่สามารถจำกัดความสามารถได้ เพราะทุกวันนี้สังคมเปิดกว้างให้กับทุกคน

“จริงๆ ครูเขาบอกว่า ผู้หญิงกับผู้ชายต่างกันแค่เรื่องเดียวคือ เรื่องแรง เรื่องกำลัง บางทีแบบว่าอย่างบินเครื่อง Multi engine แล้วคือทำแบบทำ single engine บางทีอาจจะแรงขาไม่พออย่างนี้ก็มี แต่ครูเขาก็บอกว่ามันก็ออกกำลังกายได้ ส่วนใหญ่ก็มีแค่เรื่องนี้ค่ะ
แต่ว่าเรื่องความละเอียด บางทีผู้หญิงก็ละเอียดกว่าผู้ชายก็มีค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วหญิงชายหนูก็ว่าเท่ากันนะคะ แต่อาจจะด้วยเรื่องตัวผู้หญิงที่อาจจะเล็กกว่าผู้ชาย”


ก็ถือว่ายังมีน้อยสำหรับนักบินที่เป็นผู้หญิง นางเอกสาววิกหมอชิตเองก็ยอมรับว่า ทั้งรุ่นที่เรียนด้วยกันมีผู้หญิงด้วยกันแค่สองคนเท่านั้น แต่เธอเองก็ไม่ได้รู้ว่าด้อยกว่าผู้ชาย เพราะที่เรียนมามีการฝึกในแบบเดียวกันทั้งหมด

“เรียนด้วยกันมีหนูแล้วก็เพื่อนอีกคนหนึ่งค่ะในรุ่น ก็มีถามเยอะว่ามีผู้หญิงแค่นี้เอง แต่ว่าตัวหนูเองก็สนิทรุ่นพี่ที่เป็นผู้ชายได้อยู่แล้ว หมายถึงว่านิสัยเราก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงจ๋าขนาดนั้นอยู่แล้ว ก็รู้สึกโอเคอยู่ด้วยกันได้ ไม่ได้รู้สึกว่าโดน left out หรืออะไรอย่างนี้ค่ะ

บางคนเจอแรงกดดัน และด้วยเรื่องสุขภาพที่ไม่พร้อมก็ทำให้อาจจะหยุดดรอปไปก่อน หรือไม่ก็เปลี่ยนสายเรียนไปอย่างนี้ก็มีค่ะ
หนูอาจจะเป็นคนกำจัดความเครียดในตัวได้ดี ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่สายสปอยอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นลูกที่เป็นแบบว่าไข่ในหินขนาดนั้นรู้สึกว่าเจอความกดดัน ก็รู้สึกว่าไม่ได้เครียดมาก

ถ้าเครียดจาก flight หนึ่ง กลับไปก็คือพักผ่อนก่อน เราจะไม่คิดอะไรเรื่องนี้แล้ว แล้วก็ค่อยมา Starting กับมันใหม่”
แน่นอนว่า ที่นักบินหญิงมองว่า จะเป็นนักบินหญิงให้ได้ในอนาคต ตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่าใกล้ถึงฝันพอสมควร เพระตอนนี้เธอนั้นเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 แล้ว

“ถ้าเรียนจบแล้วก็อยากเข้าแอร์ไลน์ค่ะ อยากลองดู ก็คงต้องเป็น Co-pilot (ผู้ช่วยนักบิน) ก่อนค่ะ หนูจะต้องมีชั่วโมงบินตามที่เขากำหนดไว้ แล้วก็มีไลเซนส์ CPL (Commercial Pilot License) แล้วก็ต้องเช็กหลายๆ อย่าง เรื่องภาษา คุณสมบัติ ก็เหมือนสมัครงานอะไรอย่างนี้ค่ะ แล้วก็เริ่มต้นก่อนเข้าไป ก็ต้องเริ่มต้นเป็น Co-pilot ก่อนอยู่แล้ว แล้วค่อยขยับขึ้นไป”


เพิ่มขีดความสามารถ พาพ่อแม่เหินฟ้าครั้งแรก

สวย เก่ง เท่ คงต้องยกให้เธอคนนี้เลย ล่าสุด ได้ติดปีกสองขีด ในพิธีประดับขีดความสามารถขั้นประยุกต์ ณ ศูนย์ฝึกการบินโคราช จ.นครราชสีมา เรียกได้ว่าเป็นนักบินฝึกหัดที่ค่อยๆ ไต่ระดับความสามารถให้เพียงพอถึงความฝัน “กัปตันหญิง”

“เหมือนเป็น commercial pilot license เป็นสองขีดแล้ว ก่อนหน้านั้นเป็นหนึ่งขีด เป็นเฟสแบบ private pilot license (ใบอนุญาตนักบินส่วนตัว) ขีดแรกเหมือนกับว่าขับเครื่องบินส่วนตัวได้ เป็นศิษย์การบินขับเครื่องบินส่วนตัวได้ ขีดที่สองน่าจะเป็นกำลังรอเข้าแอร์ไลน์”


[ประดับขีดความสามารถขั้นประยุกต์]






ไม่เพียงเท่านี้ เธอยังเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ถึงความรู้สึกวินาทีของนักบินฝึกหัดครั้งแรกตื่นเต้นมาก จนต้องขอกระบอกน้ำครูฝึกที่เตรียมไว้สำหรับปัสสาวะเพื่อไปอาเจียนใส่

“ตอนแรกหนูตื่นเต้นมาก แล้วก็หนูเมาเครื่องมากครั้งแรก คือหนูขึ้นไป observer เพื่อนก่อนค่ะ นั่งอยู่ข้างหลังเลย แล้วหนูก็แบบเหมือนครูที่นี่เป็นทหารใช่ไหมคะ แล้วเขาก็ดุมาก แล้วหนูนั่งอยู่ข้างหลัง

ในขณะที่เป็น flight แรก ครูดุเพื่อนแล้วหนูหันไปแบบทำไงดี แล้วหนูกลัวมาก เมาเครื่องด้วย บนเครื่องปกติครูเขาเวลาเดินทางเขาจะพกกระบอกเอาไว้ปัสสาวะค่ะ แล้วหนูเมามากไม่ไหวขอยืมกระบอกนั้นของครูอาอาเจียน (หัวเราะ) ไม่ไหวเลย flight แรกก็คือตายเลย

ส่วนตอนนี้บินมาได้ร้อยกว่าชั่วโมงแล้วค่ะ ตอนแรกคือฝึกเป็นเครื่อง Cessna C172 ตอนแรกฝึกเป็นอนาล็อกก่อน เสร็จแล้วก็ขึ้นบินกับครูไปเรื่อยๆ แล้วก็แบบจนมีการเช็ก มีการอะไร จากนั้นก็มีการเปลี่ยนไปเรียนเครื่องG1000 เป็นแบบจอคอมพิวเตอร์ แล้วก็มีการเช็กและบินเฟสต่างๆ ไปเรื่อยๆ ตอนนี้อยู่ Multi engine เป็นเครื่อง Diamond ค่ะ

มีบินคนเดียวเป็น Solo ไปรอบนึงแล้ว จากนี้จะมีการบินกับเพื่อนมากกว่า แต่ว่าบินคนเดียวไม่ค่อยมี บางทีก็จะมีบินไปต่างจังหวัดด้วย เคยไปสนามบินอู่ตะเภา สนามบินหัวหิน โคราช แล้วก็บุรีรัมย์

บินแต่ละครั้งก็แล้วแต่ route (เส้นทาง) ส่วนใหญ่ก็จะประมาณไม่เกิน 2 ชั่วโมง อันนี้ที่เคยบินนะคะ แต่ก็กำลังจะได้บินแบบไกลขึ้น มันแล้วแต่ที่แล้วแต่ระยะทาง”


อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่เธอเองก็เล่าให้ฟังอีกว่า พร้อมบินเดี่ยวโชว์ฝีมือพาคุณพ่อคุณแม่เหินฟ้าครั้งแรกในชีวิตแล้วอีกด้วย แม้จะทั้งตื่นเต้นและกดดัน แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี

“บินให้คุณพ่อคุณแม่นั่งครั้งแรกค่ะ แม่ก็เมาเครื่อง (หัวเราะ) แต่ว่าสนุกนะคะ ตื่นเต้นดี กดดัน ปกติขับก็โดนบ่น แต่ขับเครื่องบินยังไม่โดน เขาก็บอกว่าก็โอเคอยู่ บอกว่าขับนิ่มอยู่

คุณพ่อเป็นสายไม่ค่อยพูด พูดเยอะ แต่เขาขี้เขินไม่ค่อยกล้าชมลูกเท่าไหร่ แต่เขาก็มีพูดบ้างว่าเออเก่ง ตอนนั้นบินแค่บนสนามบินแค่ 2-3 รอบ ประมาณครึ่งชั่วโมง
คือมันจะมีเฟสแบบ family fly ด้วยค่ะ แต่ตอนนั้นติดเรื่องสภาพอากาศแล้วขึ้นบินไม่ได้ ก็เลยให้คุณพ่อคุณแม่มานั่งแทน”

[โชว์สกิลพาพ่อแม่เหินฟ้าครั้งแรก]
ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายในชีวิตมากสำหรับการเป็นนักบิน ทั้งสนุกและเหนื่อย แต่ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์ในชีวิตที่ทำให้โตขึ้น

“ก็ท้าทายค่ะ มันมีรายละเอียดเยอะมาก ทั้งก่อนบิน การเช็กเครื่อง แล้วก็ตอนขึ้นบิน คือทุกอย่างมันแบบ คือขึ้นอยู่กับความปลอดภัยจองตัวเราด้วย และก็ตัวคนที่นั่งไปด้วย ทุกอย่างมันก็เลยเป็นความยาก

คือมันก็เหนื่อย แต่มันก็มีความสนุก เอาจริงๆ ถ้าเราชอบเวลาทำอะไรเราก็จะ enjoy ไปกับมัน แต่ก็คือมีความสนุกตั้งแต่มาเรียนที่นี่ก็คือเจอประสบการณ์อะไรแปลกๆ เยอะมากเลย แต่ก็รวมๆ แล้วทั้งเหนื่อยทั้งสนุกค่ะ”


อาชีพมั่นคง เลี้ยงดูตัวเองได้

อยากเป็นนักบิน เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง และสามารถดูแลตัวเองและได้ เธอจึงเดินตามความฝัน พยายามค่อยๆ ระดับความสามารถ เพื่อในอนาคตให้ได้เป็นกัปตันหญิงอย่างที่หวังไว้ให้ได้ แม้ว่าตอนนี้จะเห็นข่าวนักบินตกงานกันเยอะ เนื่องจากสถานการณ์พิษโควิด-19 แต่เธอก็ยังมองวิกฤตในครั้งนี้เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เชื่อว่าหากพ้นช่วงนี้ไปได้ก็คงจะดีขึ้นแน่นอน

“ก็รู้สึกว่ามันมั่นคง และมีเกียรติมากๆ เลยค่ะ น่าจะใช้ดูแลตัวเองและครอบครัวในอนาคตได้หนูคิดว่าตอนนี้เศรษฐกิจมันไม่ดีอยู่แล้ว อะไรมันก็ไม่ดีอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่นักบิน ทุกอาชีพเลย แต่ว่าพอพ้นช่วงนี้ไปก็ต้องดีขึ้น เพราะว่าหนูคิดว่าการบินก็เป็นสิ่งที่ยังไงประเทศเราก็ต้องใช้อยู่แล้วก็ยังมองว่าไปได้

หนูรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ดีนะคะ รู้สึกว่ามันสนุกและมันก็ท้าทายมากๆ สมมติเวลาขับเครื่องบิน แต่ละวันคือแบบเราต้องเจออะไรที่ไม่เหมือนกันสักวันเลย รู้สึกว่าแบบเป็นอะไรที่แปลกใหม่ดี รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ดี จริงๆ ก็อยากให้คนมาเรียนเยอะๆ เพราะเหมือนว่าช่วงนี้พอเศรษฐกิจไม่ดีใช่ไหมคะ คนก็หายไปเยอะมากๆ เลย”


ความฝันในการนักบินนอกจากจะเป็นความฝันของตัวเองแล้วนั้น ยังเป็นความฝันของคุณพ่อที่อยากให้ลูกสาวยึดเป็นอาชีพหลักอีกด้วย เพราะตัวคุณพ่อเองก็มองว่าเป็นหนึ่งอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะอยากให้เป็นนักบินตั้งแต่เด็ก หากเธอเองไม่ชอบเหมือนกันก็คงไม่ทำมาได้จนถึงขนาดนี้

ลองศึกษามาตั้งแต่เด็ก เคยเรียนไปทางหมอแต่คิดว่าไม่ใช่ทางเท่าไหร่ เพราะมีความสนใจด้านนักบินมากกว่า แล้วพอได้มาเรียนจริงๆ ก็รู้เลยว่านักบินนอกจากเป็นอาชีพที่มีเกียรติแล้ว เป็นอาชีพที่ท้าทาย ยังมีโอกาสได้มองท้องฟ้า ที่แปลกตาทุกวันตลอดเวลา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ดีมาก

“ก็เหมือนกับว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆ ค่ะ คุณพ่อจะอยากให้ลูกคนใดคนหนึ่งเป็นหมอ หรือไม่ก็นักบินอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าเห็นว่าเป็นอาชีพที่แบบมั่นคง

เราก็เลยมีความไปนั่งศึกษาดูเกี่ยวกับสองอาชีพนี้ แล้วก็เคยเบนไปทางหมอนิดหนึ่งค่ะ คือเหมือนกับว่าเคยเรียนสายวิทย์มาแล้ว เคยเรียนพวก biology, chemical ตอนสมัยที่อยู่ไฮสคูล แต่รู้สึกว่าไม่ใช่ทางเท่าไหร่ รู้สึกว่าอ่านหนังสือเยอะเกินไม่ไหว

รู้สึกว่าพอไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ทาง ก็เลยมาศึกษาทางด้านนักบินแล้วรู้สึกว่ามันตรงกับบุคลิกของเราด้วย และก็รู้สึกชอบก็เลยตัดสินใจมาเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์การบินที่เอแบค แล้วก็ตอนนี้มาฝึกบินที่บางกอกเอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ ตอนนี้อยู่ปี 3 แล้วค่ะ

เหมือนกับว่าคุณพ่อแค่บอกว่า เหมือนกับเป็นอาชีพที่มั่นคง ไม่น่าจะตกงานแน่นอน สามารถมีเงินเดือนใช้ แล้วก็สามารถดูแลตัวเอง และครอบครัวในอนาคตได้ ก็เลยเห็นว่าเป็นอาชีพที่ดี เลยแนะนำมาว่าสนใจอยากให้ลูกลองไปเรียนดูค่ะ แต่ว่าไม่ใช่เป็นการบังคับนะคะ ตัวเราเองก็มีความสนใจในด้านนี้ด้วย”


เมื่อถามถึงว่าระหว่างการเป็นนักบินกับนักแสดงชื่นชอบอะไรมากกว่ากัน ซึ่งเธอก็อบกลับมาด้วยรอยยิ้มว่า อยากยึดอาชีพนักบินเป็นหลัก แต่ก็ยังมองว่างานในวงการบันเทิงถือเป็นหนึ่งโอกาสที่ก็ยังคงชื่นชอบอยู่เช่นกัน

“น่าจะเทมาทางบินมากกว่า แต่ว่างานในวงการบันเทิงก็ยังมองว่าเป็นโอกาส ก็คือชอบแหละค่ะ แต่ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหลัก เพราะรู้สึกว่าเป้าหมายของเราจริงๆ ก็คือการเป็นนักบิน ก็ไม่ได้อยากละทิ้งเป้าหมาย ก็อยากลองทำอะไรหลายๆ อย่างดูเหมือนกันค่ะ”

สู้ทุกบททดสอบ ต้องแบกรับชีวิตผู้โดยสาร

“ต้องเป็นคนที่มีคนรับผิดชอบพอสมควร เพราะว่าเราต้องแบกรับชีวิตของคนหลายๆ คนที่อยู่ข้างหลังเรา ด้วยมือเรา ด้วยตัวเรา ถ้าไม่มีความรับผิดชอบ ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่อันตรายเกิดขึ้นก็ได้รู้สึกว่ามันสอนให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นด้วย มีความรับผิดชอบมากขึ้นมากๆ ค่ะ”

การเป็นนักบินต้องรับผิดชอบชีวิตของคนอื่น ดังนั้น จะคิดแค่ความสนุกคงไม่ได้ ก่อนที่จะได้ขึ้นบิน เธอเล่าว่า ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ทุกส่วนประกอบ ทุกปุ่มที่อยู่บนเครื่องบิน ทั้งระบบ อุปกรณ์ ต้องมีการสอบตัวต่อตัวกับอาจารย์ที่สอน เป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบิน เวลาตอบต้องมีตัวอย่างมาให้อาจารย์ดูด้วย ซึ่งต้องเรียนรู้เยอะมาก

“รู้สึกว่ามาที่นี่สอนให้มีความรับผิดชอบขึ้นมากๆ เลยค่ะ ตอนแรกก่อนหน้านี้ที่มาที่นี่อาจจะไม่ขนาดนี้คือเราอยู่ที่นี่เราก็ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แล้ว เราต้องฟิกตัวเอง ต้องตื่นตอนนี้ สมมติครูนัดบินกี่โมง นัดบรีฟกี่โมงก็ต้องไปให้ทัน

ต้องกระตือรือร้น ต้องนอนให้พอ ต้องอ่านหนังสือก่อน มีการทำการบ้านก่อนเรื่องเส้นทางที่เราจะไป ต้องคำนวณทุกอย่างเลย คำนวณผมน้ำมันคำนวณระยะเวลา คำนวณลม คำนวณทุกเลยค่ะก่อนที่จะบิน

พอมาที่นี่โหต้องมีความรับรับชอบมากๆ ขึ้นเลย เพราะเราเรียนกับทหารด้วย สายหนึ่งนาทีคือผิดมากๆ ซึ่งที่สังคมตอนเรียนมหาวิทยาลัย หรือที่โรงเรียนมันก็อาจจะแบบไม่ได้ฟิกขนาดนี้ ไม่ได้จริงจังขนาดนี้ แต่ที่นี่ 1 นาทีก็คือผิดมหันต์เลยค่ะ คือต้องรู้สึกผิดมากๆ แล้วบางทีเราเรียนมหาลัยฯ คือเขาสายก็มี หนูก็เคย แต่ที่นี่ไม่ได้เลย”


ต้องผ่านบททดสอบ ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ต้องใช้ความอดทนที่สูงมาก ทั้งด้านสภาพร่างกาย และจิตใจ

“ตอนเริ่มเข้ามาจะมีเรียนภาคพื้นก่อนค่ะ แล้วก็จะมีการสอบหลายอย่างมาก ต้องเช็กโน่นนี่นั่น เรื่องสุภาพด้วย เรื่องจิตเวชด้วย ก็ต้องไปสอบที่โรงพยาบาล แล้วก็มีสอบข้อสอบที่นี่ด้วย

แล้วก็ขึ้นบิน เสร็จแล้วก็มีการเช็กเรื่อยๆ เลยค่ะ คือเราจะเรียนเป็นเฟสๆ ไปค่ะ เรียนเป็นเฟส Pre-Solo,IR (Instrument Rating)
คือหมายถึงว่ามันไม่ได้บินทีเดียวแล้วจบ คือมันมีอะไรให้เรียนเยอะขึ้นค่ะ คือต้องมีการเช็กการสอบ แล้วก็ถึงจะขึ้นบินในเฟสต่างๆ ได้
ตอนเข้ามาตอนแรกคือเหมือนรู้สึกว่าเป็นโรงเรียนทหารเลยค่ะ ต้องตื่นขึ้นมาเคารพธงชาติ เสร็จแล้วก็บิน อยู่ในห้องเรียนก็ต้องอ่านหนังสือ แล้วก็มีการเช็คชื่อตอนเย็นสี่โมง สามทุ่ม

ใช้ชีวิตเหมือนเป็นทหารเลยค่ะ แล้วก็ฝึกหนักกับครูที่เป็นทหาร เราเป็นผู้หญิงใช่ไหมคะ แต่เขาก็ไม่เว้น treat เราเหมือนเป็นผู้ชายเหมือนกันอีกคนหนึ่ง

ช่วงแรกๆ ก็จะมีการเรียน Ground School ก็คือจะเรียนในห้องเรียนเช้าถึงเย็นเลย พอถึงเฟสที่จะต้องบินก็มาบิน อาจจะตอนเช้าตื่นมา มานัดบรีฟกับครู สมมติว่าบอนตอนแปดโมงเช้า ครูเขาอาจจะบรีฟตอนหกโมงก็ได้ บรีฟสภาพอากาศ บรีฟอะไรต่างๆ ก็ต้องมาตามนั้น ก็มานั่งบรีฟ บรีฟเสร็จก็บิน

ยากมาก มันเหนื่อยมากๆ เลยค่ะตั้งแต่เข้ามา แต่ว่าตอนที่หนูเข้ามาหนูก็บินกับครูที่เขาเป็นทหาร แล้วก็รู้สึกเจอศึกหนักตั้งแต่แรก ตั้งแต่เข้ามาเลย ก็เลยรู้สึกว่าพอหลังจากนั้นมาปุ๊บ เจอครูใหม่ๆ ก็กลายเป็นเรื่องซอฟไปเลย แรกๆ คือการทำอะไรเริ่มต้นมันเหนื่อยอยู่แล้วค่ะ”


ทั้งเหนื่อย ทั้งโดนดุจากครูผู้สึกสอน เธอก็ไม่เคยยอมแพ้ เมื่อนึกถึงความฝันในอนาคตก็ทำให้หญิงสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับมาฮึดสู้ได้ทุกครั้ง

“หนูเป็นสายชอบโดนดุ หมายถึงว่าหนูชอบครูที่ดุมากกว่าครูที่ซอฟๆ รู้สึกว่าแบบกระตุ้นดี ด่ามาทีหนึ่งตื่นเลย (หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่ามันเป็นความปลอดภัยค่ะ เหมือนครูที่ดุเราก็เป็นเพราะว่าเรื่องของความปลอดภัย เขาเหมือนอยากให้เราตั้งใจ อยากให้เราได้ดี ให้เราจำมากกว่า

บางวันก็อาจจะมีเหนื่อยไม่เอาแล้ว อีกวันหนึ่งก็เริ่มใหม่ เวลาเหนื่อยส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงอนาคต นึกถึงแบบว่าทำไมถึงทำสิ่งนี้เพื่ออะไร

หนูรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากนะกว่าจะผ่านมาได้ถึงจุดนี้ รู้สึกว่าพอมองกลับไปรู้สึกว่าเป็นหนึ่งปีที่ยาวมากๆ ที่มาเรียนบินที่นี่ ก็ทำอะไรมาเยอะมากๆ แต่ก็รู้สึกว่าได้ก้าวข้าวอะไรสักอย่างในชีวิตไปในระดับหนึ่ง

ที่นี่เป็นหนึ่งในครอสที่ต้องเรียน ก็คือ ถ้าจบจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญปุ๊บก็คือจะได้เป็นวิศวะ 1 ใบ แล้วก็ได้เป็นนักบินอีก 1 ใบ ก็ต้องมาเรียนที่นี่ 1 ปีตามที่เขารีเควสไว้อันนี้ใกล้แล้วค่ะอีกประมาณ 2 เดือน แล้วก็กลับไปเรียนที่เอแบคต่อค่ะ”

ยอมรับว่า เปลี่ยนชีวิตตัวเองจากเมื่อก่อนไปเยอะพอสมควร นอกจากมีความรับผิดชอบมากขึ้น ยังเพิ่มทักษะในการใช้ชีวิตไปในอีกหลายด้าน

“นักบินหนูคิดว่าเป็นคนที่มีทักษะการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน แล้วก็มีความรับผิดชอบ แต่หนูก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะมันเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีความคิดที่โตขึ้น”


ประตูสู่นักบิน จากความชอบตั้งแต่เด็ก

จุดเริ่มต้นในการเป็นอาชีพนักบิน เธอเล่าว่า จริงๆ แล้วคุณพ่ออยากให้เป็นตั้งแต่เด็ก เพราะมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง ทำให้เธอเองก็ได้ลองศึกษาเกี่ยวกับอาชีพนี้เยอะพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจยึดเป็นอาชีพ

สิ่งที่คิดว่าทำให้ชอบ และสนใจ และกลายเป็นหลงรัก ตอนสมัยเด็กๆ ได้ลองเล่นเครื่องบินจำลอง นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งที่มาที่ทำให้ชอบ
“จริงๆ ก็ไม่มีอะไรนะคะ ป๊ะป๋าหม่าม๊าไม่ได้ซีเรียสว่าต้องทำงานอะไร ต้องทำอาชีพอะไร ป๊ะป๋าเคยพูดว่าแค่ขอให้ลูกเป็นคนดีพอ นี่คือสิ่งที่เขาสอนมาตั้งแต่เด็กๆ

คือไม่ได้บังคับเลยค่ะ เขาแค่แนะนำว่าเป็นอาชีพที่ดีนะ เขามองว่าเป็นอาชีพที่ดี อีกอันนึงก็คือธุรกิจ ว่าเป็นอาชีพที่ดีมั่นคง แต่คือเราก็ชอบเองมากกว่า คือเขาเหมือนแค่ให้คำแนะนำ เป็นคุณพ่อที่ให้คำแนะนำลูก

คุณพ่อไม่ค่อยพูดอะไรเท่าไหร่ แต่เหมือนแบบว่าให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ แล้วก็เหมือนกับมีคุณอาที่เป็นนักบินอยู่ด้วย ป๊ะป๋าก็ไปปรึกษาแกให้

คุณพ่อทำธุรกิจที่บ้าน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบินเลย เหมือนกับว่าคุณพ่อแนะนำ ชี้แนะตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เหมือนตอนเด็กๆ เคยไปเล่นเครื่อง Simulators ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามีความสนใจอะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เลยลองมาดู
จริงๆ หลักๆ หนูคิดว่าความชอบมากกว่า ถ้าสมมติว่าชอบแล้วก็ลองลุยดูเลย เพราะว่าหนูคิดว่าถ้าเราจะทำอะไรแล้ว จะทำสิ่งนั้นได้ดี”


กว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้ ก่อนหน้านี้เกือบได้ไปเรียนด้านศิลปะต่อที่ต่างประเทศ เพระตั้งแต่ชั้น ม.4 สอบติดที่มหาวิทยาลัยที่อังกฤษ แต่พอศึกษาดูดีๆ แล้ว คิดว่าคงไม่ใช่ทาง จึงหันกลับมาจริงจังที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการบินมากขึ้น

“จริงๆ ตอนแรกก็ติดมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ตั้งแต่ประมาณ ม.4 ติดมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ ตอนแรกจะไปสายอาร์ตแล้วค่ะ เพราะว่าตอนนั้นหนูเลือกวิชาเรียนค่ะสมัยเรียน ก็จะมีพวกเรียนวิทย์แล้วก็จะมีอาร์ตขึ้นมาด้วย

ตอนนั้นก็กะจะไปสมัครแล้วก็ติดที่อังกฤษค่ะ ก็ตอนแรกจะไปอยู่แล้ว รู้สึกว่าตอนหลังพอไปศึกษาเรื่องนั้นเพิ่มมันไม่ใช่ตัวเราเท่าไหร่ ตอนนั้นด้วยอายุที่ยังน้อยอยู่มากๆ ด้วย อายุแค่ 17 เองค่ะ รู้สึกว่ายังเด็กไป แล้วก็ด้วยความที่เราไม่ได้ชอบสายนั้นขนาดนั้นด้วยค่ะ

ตามจริงหนูเลือกหลายมหาวิทยาลัยมาก แล้วแบบไปหลายๆ มหาวิทยาลัย แล้วแม่บอกว่าแบบมหาวิทยาลัยมันมีตั้งหลายคณะ เป็นไปได้ยังไงที่จะไม่ชอบสักคณะเลย

ตอนที่เลือกมหาวิทยาลัยก็คือแบบเคยลองไปดูหลายมหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่ว่าไม่เจอคณะที่ชอบ แม่ก็บอกว่าแปลกใจมากทั้งๆ มีเป็นสิบๆ คณะแต่ว่าไม่ชอบสักคณะเลยเป็นไปได้ยังไง

แล้วพอตอนหลังเหมือนแบบมาเจออันนี้ก็เลยรู้สึกว่าอยากเรียนอันนี้แหละ ตอนนั้นเหมือนเห็นมีขึ้นโฆษณาหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ก็เลยอยากเรียนอันนี้มากๆ รู้สึกสนใจก็เลยมาสมัครเลยค่ะ ไม่ได้คิดอะไร ก็คือทิ้งทุกอย่างเลย”


เส้นทางสู่การบินได้เริ่มต้นอีกครั้งเมื่อเธอตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อที่อังกฤษ ด้วยว่าอายุยังน้อย และยังไม่ได้รู้สึกชอบแบบจริงจังเหมือนกับนักบินตั้งแต่เด็ก

แต่ก่อนจะสมัครเข้าเรียนเอกการบินได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีเกรดเฉลี่ยตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด ต้องศึกษาหาความรู้ และต้องทำข้อสอบให้ผ่านด่านให้ได้ ถึงจะมาที่จุดในวันนี้ได้

“เรียนต้องได้เกรด 3.00 ขึ้นไป สายวิทย์ แล้วก็มาสมัครที่เอแบคก่อนค่ะ แล้วก็เรียน ตอนแรกก็จะเรียนเป็นวิชาวิศวะด้วย คือหนูเรียนวิศวะเหมือนเพื่อนเลยค่ะ แต่แค่เป็น Major เป็นการบิน

แล้วก็จะมีการเรียนเป็นวิชาการบินด้วย พอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องเรียนเกี่ยวกับการบิน แล้วก็ถึงจะได้ขึ้นบินค่ะ มีการสอบเยอะมาก ของข้อสอบกรมด้วย ข้อสอบอื่นด้วย

จริงๆ ประเทศไทยก็มีหลายที่ที่แบบว่าเป็นวิศวะการบิน แต่รู้สึกว่าอัสสัมชัญมันแบบเป็นสังคมอินเตอร์ เพราะหนูเรียนอินเตอร์มาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว แล้วก็รู้สึกว่าน่าจะมีเรื่องของภาษาด้วยค่ะ

ก็เรียนเป็นอินเตอร์ไปเลย เพราะว่าตอนอยู่มัธยมก็เรียนเป็นอินเตอร์มาก่อน ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะแบบว่าโอเคมากกว่า เพราะถ้าสมมติเรียนอินเตอร์มาแล้วมาเรียนไทยมันก็อาจจะงงนิดหนึ่งเรื่องของภาษา”

และด้วยความชอบมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอเองก็มีโมเดลเก็บสะสมเครื่องบินอยู่บ้าง ซึ่งก็บอกว่าเพิ่งเริ่มเก็บสะสมมีเพียงแค่ไม่กี่ชิ้น




สายลุย นักปีนเขาทีมโรงเรียน





“ชอบปืนเขาใช่ค่ะ ตอนที่เรียนไฮสคูลมาก็เหมือนอยู่ทีมปีนเขาของโรงเรียนมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ปีนจริงจังอะไรขนาดนั้น ก็ปีนเล่นๆ เหมือนพอช่วงนี้ไม่ได้ไปปีนนานก็กลับไปปีนบ้าง ไปเล่นกับเพื่อนชอบอะไรลุยๆ อยู่แล้ว ชอบกิจกรรมลุยๆ Adventure นิดนึง มันเหนื่อยเวลาปีนผา แล้วก็รู้สึกว่ามันขับเหงื่อได้ดี

จริงๆ ถ้ามีวันหยุดก็ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้าง ไปออกกำลังกายบ้างอะไรอย่างนี้ค่ะ บางอาทิตย์ก็มีบินวันเสาร์ด้วยก็มี แต่ก็พอมีเวลาว่าปุ๊บก็ออกไปเจอเพื่อนบ้าง คลายเครียดก็มีค่ะ

ช่วงที่ถ่ายละครเยอะๆ ก็จะมีเรียนวันจันทร์-ศุกร์ แล้วก็เสาร์-อาทิตย์ทำงาน หรือวันไหนไม่มีทำงานก็อาจจะไปหาเพื่อนบ้างอะไรบ้าง
ปกติเป็นคนร่าเริง หนูเฮฮาเลยค่ะ ไม่มีอะไร เป็นคนง่ายๆ แล้วก็ลุยๆ ทุกคนที่รู้จักหนูก็จะรู้ว่าหนูโก๊ะมากชอบแกล้งเพื่อนและชอบโดนแกล้งเองด้วย บางทีไม่ทันมุข หนูก็จะโดนแกล้งประจำ

ถ้าเข้าวงการจริงๆ ก็ประมาณอายุ 15 ปีค่ะ ประมาณ 5 ปีแล้วก็โตขึ้นเหมือนกันค่ะ เพราะเจอคนเยอะขึ้น ตอนนั้นจากเป็นเด็กไม่รู้เรื่องอยู่โรงเรียน ก็ต้องทำงาน ต้องตื่นเช้า ก็คือโตขึ้นในระดับหนึ่งค่ะตอนนั้น

เหนื่อยช่วงที่เรียนที่เอแบคตอนนั้นกำลังถ่ายละครไปด้วย แล้วก็เรียนไปด้วย ตอนนั้นก็หนักอยู่ค่ะ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้รับละครเพิ่มค่ะ รอจบจากที่นี่ไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันไป อยากยึดการเรียนเป็นหลักก่อน

หลักๆ ก็คงจะทำนักบินเป็นหลักไปก่อน ส่วนเรื่องในวงการถ้ามีโอกาสเข้ามาก็อยากลองทำอยู่ค่ะ ก็ยังไม่ได้อยากทิ้ง ก็รู้สึกว่ามองเป็นโอกาสทุกอย่างเลยจริงๆ ตอนนี้ยังไม่ได้รับละครเพิ่มเลยค่ะ แต่ว่าก็มีถ่ายอะไรเล็กๆ น้อยบ้าง อย่างล่าสุดก็เพิ่งมี MV ออกมา”



สัมภาษณ์ : ทีมข่าวMGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : จิรโชค พันทวี
ขอบคุณภาพ : อินสตาแกรม @thanyawee
ขอบคุณสถานที่ : Bangkok Aviation Center Klong 15


** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **





กำลังโหลดความคิดเห็น...