xs
xsm
sm
md
lg

มีพิรุธทุกจุด!! ทั่วโลกชี้คดี “บอส อยู่วิทยา” สะท้อนกระบวนการยุติธรรมไทยพ่ายอำนาจเงิน?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดรามาถล่มเละ!! “บอส อยู่วิทยา” คดีขับรถชนตำรวจดับ แต่ “รอดคุก” เพราะอัยการยกฟ้อง ด้านสื่อต่างชาติวิจารณ์การทำงานศาลไทยไร้ความยุติธรรม ในขณะที่กูรูหลายฝ่ายออกมาจี้ ข้อพิรุธของคดีเพียบ แต่กลับถูกยกฟ้องทุกข้อหา หรืออำนาจศาลจะพ่ายอำนาจเงินอย่างที่ผู้คนก่นด่ากันจริงๆ!!?


จับข้อพิรุธ คดี “บอส อยู่วิทยา”




กลายเป็นเรื่องที่ทั้งโลกกำลังจับตามอง จนทำให้สำนักข่าว CNN ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอข่าวถึงความไร้ความยุติธรรมสำหรับกรณีทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง อย่าง “บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา” ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ขับรถชนตำรวจเสียชีวิตเมื่อปี 55

โดยอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นชอบแล้วนั้น นำมาซึ่งการมองว่า นี่คือตัวอย่างการทำความผิดของคนไทยที่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย อีกทั้งเป็นข้อถกเถียงหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นความเร็วในการขับรถ


เมื่อย้อนกลับไปพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีนี้ ได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหารวม 4 ข้อหา คือ 1.การขับรถเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด 2.เกิดอุบัติเหตุแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ 3.ขับรถในขณะมึนเมา 4.ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ทว่า ความผิดตามข้อต่างๆ นั้นมีอายุความ 5 ปี ซึ่งข้อหาทั้ง 3 ข้อหาได้ขาดอายุความไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.60 คงเหลือข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีอายุความ 15 ปี ซึ่งจะขาดอายุความวันที่ 3 ก.ย.70


ล่าสุด พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ที่เคยดูแลคดีนี้เมื่อปี 55 ได้เปิดใจเกี่ยวเรื่องนี้เช่นกัน โดยเล่าย้อนคดีนี้มีความผิดปกติตั้งแต่แรก หลังจากเกิดเหตุมีการหลบหนี และนำตัวผู้อื่นมารับโทษแทน อีกทั้งคดีผ่านไปล่าช้า

“ผมรับไม่ได้ที่ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาถูกชน ผู้ก่อเหตุไม่รับผิดชอบ และได้หลบหนีเข้าไปในบ้านมีการเอาคนที่ไม่ใช่คนขับมามอบตัว วันนั้นรับไม่ได้มากๆ จะต้องเอาผู้ต้องหาตัวจริงมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้…

ผมว่าเราต้องคิดให้กันให้ดีว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย หากกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย คนกระทำผิดโทษไม่เท่ากัน บ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไร ผมว่าเอกสารชัดเจนถ้าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะเรียกเรื่องนี้มาเคลียร์ให้ดี ผมว่าเคลียร์ได้ สำนวนคดีก็ยังอยู่ หลักฐานต่างๆ ก็มีความชัดเจน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด อยู่ที่ว่าจะตรวจสอบได้หรือไม่”


ทั้งนี้ เมื่อทีมข่าวตรวจสอบถึงข้อเท็จจริง พบข้อพิรุธและข้อสังเกตต่างๆ เกี่ยวกับคดีนี้ คือ ตามระเบียบสำนักอัยการสูงสุด
การสั่งคดีอาญาที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ กำหนดให้เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดเท่านั้น
แต่รองอัยการสูงสุด กลับมาสั่งการแทน

ไม่เพียงแค่นั้น การระบุว่ามีพยานใหม่ 2 รายที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนั้น แต่เพิ่งมาโผล่เป็นพลเมืองดี เมื่อเวลาผ่านไปถึง 7 ปี ซึ่งพยานในลักษณะนี้ ในทางคดีเท่ากับไม่มีความน่าเชื่อถือที่จะรับฟังได้ ถือว่ามีพิรุธ แต่ทำไมอัยการจึงให้น้ำหนักกับพยาน 2 ราย

อีกทั้งการพบสารแปลกปลอม หรือสารเสพติดในร่างกายของบอสด้วย แต่กลับไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนที่ส่งไปยังอัยการ

ส่วนอีกหนึ่งกรณี คือ การที่ผู้ตรวจสอบความเร็ว ให้การครั้งแรกว่า บอสขับรถด้วยความเร็วถึง 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อมีการขอร้องในความเป็นธรรม กลับเห็นว่าความเร็วของรถนั้นลดลงไป เหลือเพียง 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอัยการเชื่อตามนั้น

ที่สำคัญ คือ จุดรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปตกอยู่ห่างกับที่ชนถึง 163.6 เมตร หากความเร็วของรถยนต์ 76 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะลากยาวไปขนาดนั้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ ทางด้านเพจ “CSI LA” ได้นำข้อมูลเอกสารของ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อ.ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยคำนวณว่ารถเฟอร์รารี่ที่ลูกชายทายาทดังขับมาด้วยความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บวกหรือลบ 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคำนวณความเร็วเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานแน่นอน

“ผู้เชี่ยวชาญภาคฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาฯ คำนวณว่า รถเฟอร์รารี่ที่นายบอสขับมาด้วยความเร็ว 177 กม.ต่อ ชม.บวกหรือลบ 17 กม.ต่อ ชม. แถมโรงพยาบาลรามาฯ ยังพบสารโคเคนในเลือดของนายบอสอีก

แต่ตำรวจยังทำสำนวนให้อ่อนจนนายบอส หลุดคดีจนได้ คุกไทยมีไว้ขังคนจนจริงๆ”

เรื่องราวไม่จบเพียงแค่นี้ กรณีของทายาทดังกลายเป็นตัวจุดชนวน สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก้สังคมเป็นอย่างมาก เพราะในระยะเวลา 8 ปี เขากลับไม่ได้รับโทษใดๆ และใช้ชีวิตสุขสบายในต่างประเทศ


คุกมีไว้ขังแค่คนจน ส่วนคนรวยจะหลุดรอด!!?


เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ได้ติดต่อไปยังทนายรัชพล ศิริสาคร เจ้าของเพจ “สายตรงกฎหมาย” ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า ตอนนี้คดีดังกล่าวพิจารณาชี้ขาดแล้วว่าไม่สั่งฟ้อง บอส อยู่วิทยา ลูกชายทายาทเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างมาก

“ผมว่ากระบวนการยุติธรรมมันเสียหายแล้ว เพราะว่าคดีนี้อัยการสูงสุดชี้ขาดมาแล้วว่าสั่งไม่ฟ้อง คือ คดีมันเสีย คดีมันจบแล้ว ทางกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เพิกถอนคำสั่งนี้ได้

เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณบอสหลุดแล้ว แล้วใครจะรับผิดชอบในคดีที่มันเสียไป ต่อให้เอาผู้กระทำความผิด สมมติมีคนทุจริตดึงสำนวนมาลงโทษ แต่สุดท้ายแล้วคดีนี้มัน เสียหายแล้ว คดีก็ไม่สามารถกู้กลับมาได้ ตรงนี้ไม่มีวิธีแก้ไข มันจะเป็นการกระทบกระเทือนต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่รู้จะเยียวยากันยังไง”

[ทนาย รัชพล ศิริสาคร ]
หากต้องการเรียกร้องเรื่องนี้ จะต้องมีคำพิพากษาของศาลยืนยันว่าอัยการสั่งคดีโดยมิชอบ ผู้ติดใจในคดีนี้สามารถร้องกล่าวผ่านตำรวจ หรือว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ และทายาทของผู้เสียชีวิต สามารถฟ้องต่อศาลได้โดยตรง

“ในเมื่อมีคนเขาออกมาบอกว่ามันมีพยานหลักฐานอยู่ มีพยานหลักฐานว่าขับรถเร็ว แต่ทำไมในสำนวนถึงสั่งให้ฟ้อง มันก็ขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่

เรื่องความเร็ว คือ ตอนนี้ที่เป็นประเด็นสำคัญมันเหลือข้อหาเดียว คือ ประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นแก่ความตาย แล้วการขับรถเร็วเข้าข่ายว่าประมาท แต่เรื่องนี้เข้าใจว่ามีสำนวนบอกว่าขับไม่เร็ว และมีพยานโผล่มา มาบอกว่าขับประมาณ 70-80 น่าจะเป็นประเด็นที่ขัดแย้งกัน


ผมว่าอาจจะต้องให้ศาลลงมาตรวจสอบเกี่ยวกับคำสั่งของอัยการ ซึ่งเป็นแนวคิดของที่มีอยู่ในทางกฎหมาย คือ ตอนนี้อัยการตรวจสอบตำรวจแล้ว

แต่ไม่มีใครตรวจสอบอัยการ เพราะฉะนั้นถ้าอัยการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ คดีมันเสียหายก็อาจจะให้ศาลลงมาตรวจสอบอีกที ซึ่งอาจจะต้องไปศึกษาในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่งว่ามันจะเหมาะสมกับที่จะนำมาใช้หรือไม่





เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความมั่นคงและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมคดีนี้ มีความผิดปกติ

“การที่สำนักอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีนี้ที่หลบหนีอยู่ต่างประเทศทุกข้อหา จึงเป็นเรื่องร้ายแรงมากในความรู้สึกของผู้คนโดยทั่วไป และเป็นการตอกย้ำสิ่งที่พูดกันว่า คุกมีไว้ขังแค่คนจน ส่วนคนรวยจะหลุดรอด เพราะมีเส้นสายและวิ่งเต้นได้ว่าเป็นเรื่องจริง”

อย่างไรก็ดี ล่าสุด ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ทางอัยการพร้อมประชุมพิจารณากรณีเจ้าของสำนวนสั่งไม่ฟ้อง บอส อยู่วิทยา โดยชี้ตามหลักกฎหมาย การสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาดไปแล้ว หากไม่มีพยานหลักฐานใหม่ จะรื้อคดีมาสั่งฟ้องอีกไม่ได้ เว้นแต่ญาติผู้ตายจะฟ้องเอง


ข่าวโดย : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : CNN

** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น...