xs
xsm
sm
md
lg

พิษโควิดทำวิกฤตไปหลายเดือน!! แม้แต่ขวัญใจแม่ยก ฉายา “มาลัยเงินล้าน” ยังโอดครวญ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เขาคือนักร้องลูกทุ่งหมอลำ เจ้าของปรากฏการณ์ “พวงมาลัยเงินล้าน” จากแม่ยก จนกลายเป็นกระแสฮือฮา คือคนที่ใช้คำดูถูกมาเป็นแรงผลัก จนส่งให้สามารถเปลี่ยนจากอาชีพ “เด็กหิ้วชุด” สู่ “ศิลปินดัง” ได้ แต่เส้นทางตัวโน้ตในวันนี้ก็ไม่ได้ราบรื่น โดยเฉพาะคิวงานที่ถูกยกเลิกหมด เพราะผลพวงไวรัสร้าย ซึ่งเจ้าตัวถึงกับเผยหมดเปลือกว่า กระทบหนัก มีแต่รายจ่าย ไม่เหลือรายได้แล้วจริงๆ

เจ้าของฉายา นักร้อง “มาลัยเงินล้าน”

“ฝันของตรีแค่ได้เป็นนักร้อง มีเพลงเป็นของตัวเอง มีงานร้องเพลง ไม่ต้องดังมาก แค่มีงานได้ส่งเสียพ่อ ส่งเสียแม่ ส่งเสียครอบครัวก็พอแล้ว ไม่ต้องดังมากก็ได้ ขอแค่มีงานเลี้ยงดูครอบครัวไป”
หนุ่มฮอตของวงการลูกทุ่งตอนนี้ คงหนีไม่พ้น ตรี-ชัยณรงค์ โยธา ที่เป็นขวัญใจแม่ยกจำนวนมาก ล่าสุดที่เป็นกระแสอย่างมาก คนแชร์ภาพ หลังจากที่แม่ยกจัดหนัก หอบมาลัยเงินล้านขึ้นไปมอบให้บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก “มันแปลว่าฮัก” ที่ GMM LIVE HOUSE
คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก ท่ามกลางแฟนคลับกว่า 2,000 คน สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการลูกทุ่งไทย กับคอนเสิร์ตกลางกรุงที่บัตรเต็มทุกที่นั่ง
แต่เป็นที่จับตามองก็คือพวงมาลัยที่ได้ ไม่ใช่พวงมาลัยธรรมดา เป็นพวงมาลัยที่ประดิษฐ์เป็นปีก เป็นหางนกยูง เรียกได้ว่าอลังการสุดๆ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้อีกด้วย
เจ้าของพวงมาลัยเงินล้านยังยอมรับอีกว่าพวงมาลัยที่ได้ในครั้งนี้มากกว่าค่าตัวหลายร้อยเท่า พร้อมขอบคุณแฟนคลับที่มีน้ำใจมาให้ตลอด



“เยอะสุดที่เคยได้เลยครับ มากกว่าค่าตัวหลายสิบร้อยเท่าเลยครับผม (หัวเราะ) ค่าตัวตรีแค่หลักหมื่นเอง ไม่ถึงแสน หมายถึงว่าเฉพาะค่าตัวตรีนะครับ ถ้าแบบเต็มวงก็ว่าไปอย่าง
เฉพาะค่าตัวตรีเฉยๆ นะครับ ไม่ได้รวมแดนซ์เซอร์ ไม่ถึง ไม่เยอะๆ มันหลายเท่ามากครับสำหรับมาลัย มันก็มีได้บ้างไม่ได้บ้าง อย่างที่ตรีบอกว่าบางวันก็ได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็แล้วแต่ FC (Fanclub)
อาจจะเป็นเพราะความใหญ่ของพวงมาลัย แล้วก็การประดิษฐ์ประดอยของเขา พอดีว่าช่วงนั้นเป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกของตรีด้วย มันก็เลยหลายๆ อย่างมันประจวบเหมาะกัน ก็เลยเป็นที่มาของความสนใจของพวงมาลัย
เฉียดๆ ล้าน ครับ ไม่ถึงล้าน ต้องถามว่าเคยไม่ได้ไหม ก็เคย ก็เป็นงานที่แบบว่าบางที FC ไปไม่ได้ครับ แต่ว่าถ้าไม่ได้พวงมาลัยก็จะเป็นทิปมืออะไรอย่างนี้ครับ ก็จะมี ส่วนใหญ่ถ้า FC ตามไปเขาก็จะมีน้ำใจติดไม้ติดมือให้เราตลอดครับ”





ถูกขนานนามให้เป็นนักร้องพวงมาลัยเงินล้าน แม้แต่คนในวงการเดียวกันก็รู้สึกอิจฉา ซึ่งพวงมาลัยที่ได้จากแฟนคลับก็มาจากทุกๆ คนร่วมกันทำ บางคนมีน้อยแต่อยากให้ ก็นำมารวมกัน แล้วทำเป็นพวงมาลัยขึ้น ส่วนเงินที่ได้มาก็นำมาใช้จ่ายดูแลคนในครอบครัว สร้างบ้านให้พ่อ แม่ นำมาเป็นเงินเก็บ บางส่วนก็แบ่งไปทำบุญ ในหนึ่งปีก็จะมีไปวัดพระบาทน้ำพุบ้าง ทำบุญผ้าป่า และงานกฐิน



“โอ๊ย ผมว่าจริงๆ คนที่เขาได้เยอะกว่าเราอาจจะมี แต่มันไม่เป็นข่าวแค่นั้นเอง แต่ของเราอาจจะไปประจวบเหมาะกับหลายๆ เรื่อง อย่างที่บอกมันเป็นช่วงคอนเสิร์ตของตรีพอดีครับ มันก็เลยประจวบเหมาะ
ถ้าถามว่าทำไม FC ถึงเมตตาเหรอครับ ตรีมองว่าเขาคงรักเราเหมือนลูก เหมือนหลานจริงๆ แล้วก็จุดเริ่มต้นของการเอ็นดู หรือให้ความเมตตาของ FC มาจากรายการศึกวันดวลเพลงในวันที่พ่ายแพ้ แล้วเราพลาดไปในรายการ คือเขาก็เลยสงสาร เพราะว่ารายการได้เอาชีวิตเรามีตีแผ่ มาถ่ายทอดให้กับแฟนๆ รายการได้ดู ซึ่งมันเป็นเรื่องจริง เขาก็เลยเกิดจากความสงสารก่อน จนพัฒนามาเป็นความผูกพัน
ตรีจะคุยกับ FC เสมอว่าคือเราอยู่กันแบบครอบครัวนะ คิดซะว่าตรีเป็นลูกเป็นหลานสักคนหนึ่งในครอบครัวอะไรอย่างนี้ เจอหน้ากันทักทาย กอดได้ หอมได้ อะไรอย่างนี้ครับ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งตรงนี้ แล้วอีกอย่างตรีเป็นคนให้ใจแฮง”



ด้วยความที่ไม่ถือตัว เป็นกันเองกับแฟนคลับ คิดว่าแฟนคลับคือคนในครอบครัว จึงทำให้มีแฟนคลับตามไปทุกที่อย่างเหนียวแน่น
“แม่ตรีอย่างนั้น ผมอย่างนี้ พี่ ผมอย่างนั้น ตรีอย่างนี้ ก็คุยกันปกติเหมือนเพื่อน เหมือนญาติ เหมือนลูกเหมือนหลาน อย่างน้องๆ ที่เป็น FC วัยรุ่น หนูอยากเรียกพี่ว่าอะไรก็เรียกเลย อยากเรียกเฮีย อยากเรียกลุง แล้วแต่เอาที่เธอสบายใจ มีเรียกเฮียครับ เขาก็จะเรียกเฮีย น้องๆ ผู้หญิง
FC ส่วนใหญ่ก็จะเป็นวัยทำงานครับผม แต่ว่าช่วงนี้ก็มีวัยรุ่นบ้าง มีน้องๆ เด็กๆ ก็มีนะ(หัวเราะ) เด็กแบบประถมเลยก็มีครับ ถ้าตามเลยก็จะเป็นวัยทำงานครับ ก็รุ่นทำงานหน่อยอะไรอย่างนี้ครับ เป็นแบบแม่ๆ”



ชีวิตไกลเกินฝัน กับนามสกุล “แกรมมี่โกลด์”



“ตรีคิดว่ามันเกินฝันมากแล้ว ไกลมากแล้ว ไกลตั้งแต่ฝันของตรีมันประสบความสำเร็จตั้งแต่วันที่เราได้ใช้นามสกุลแกรมมี่แล้วครับ ยิ่งได้ร้องเพลงจากปลายปากกาของ ครูสลา คุณวุฒิ นั่นคือมันถึงฝันที่สุดแล้ว (ยิ้ม)”
น้องร้องลูกทุ่งหน้าใหม่ที่แจ้งเกิดจากการแข่งขันประกวดร้องเพลง หอบความฝันเดินทางประกวดมาหลายเวที ล้มลุกคลุกคลานจนประสบความสำเร็จ ด้วยความตั้งใจอันเต็มเปี่ยม ไม่ท้อแท้ พิสูจน์ตัวเอง จนมีผลงานออกโด่งดังออกมาสู่สายตาผู้ชม ทั้งผลงานละคร ผลงานเพลงมากมาย
“ที่สุดแล้วแล้ว อย่างที่บอกครับ ฝันของตรีแค่ได้ใช้นามสกุลแกรมมี่ แค่ได้เป็นนักน้อง มีเพลงเป็นของตัวเอง มีงานร้องเพลง ไม่ต้องดังมาก แค่มีงานได้ส่งเสียพ่อ ส่งเสียแม่ ส่งเสียครอบครัวก็พอแล้ว ไม่ต้องดังมากก็ได้ขอแค่มีงานมีเงินเลี้ยงดูครอบครัวไป
แต่จริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา เงินทองมันก็ต้องมากับชื่อเสียง เราก็เข้าใจในความเป็นไป แต่ว่าถ้าถามว่าเราคาดหวังว่าจะดังไหม เราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องโด่งดัง แค่ได้เลี้ยงดูครอบครัวเราก็พอแล้ว
ดีใจมากครับที่ได้มาอยู่ใกล้ๆ ครูอาจารย์ ได้มาเป็นศิลปิน ได้ร้องเพลงจากปลายปากกาของครู ดีใจที่ได้มาเป็นศิลปินแห่งบ้านแกรมมี่โกลด์ได้อยู่ใกล้ๆ พี่ๆ ทีมงานผู้หลักผู้ใหญ่ ที่นี่มันคือบ้าน มันคือครอบครัว อบอุ่นมากนะ



ฝันว่าอยากจะมา แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะมี เข้าใจไหมครับ แต่เราก็พยายามที่จะเดิน ถึงบอกไงว่า ถ้ามีฝันอย่าท้อ มันต้องคว้า เราวางฝันไว้ แต่ว่าเราค่อยๆ เดินก้าวไปเรื่อยๆ ให้มันมั่งคง
เอาแรงผลักดัน เอาความดูถูก หรือว่าเอาสิ่งที่เราเคยล้ม สิ่งที่เราเคยเจ็บมาเปลี่ยนแปลงเป็นพลังบวก พัฒนาตัวเอง ทำให้มันดี ทำให้มันได้”
ไม่เคยรอให้โอกาสเข้าหา แต่เป็นคนเดินเข้าหาโอกาสเอง ใช้คำดูถูกเป็นแรงผลักดัน ภูมิใจที่เดินตามฝัน และสามารถยืนด้วยขาของตัวเอง
“เริ่มต้นเราเป็นนักร้องงานเลี้ยง คนเราอย่างที่บอกเส้นทางชีวิตมันสุขมีทุกข์บ่คือกันเนาะครับเนาะ บางคนเจอมรสุมชีวิตไม่เหมือนกัน ตรีก็เหมือนกันครับ บางทีเราเจอมรสุมชีวิตหนักๆ มากๆ มันก็เลยต้องฮึดสู้ คนเฮามันบ่สู้มันกะตายทอนั่นตั๋ว แมนบ่ครับ
เราจะรอแต่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นมันก็ไม่ใช่ เราก็ต้องสู้ด้วยตัวเราเองด้วย การที่เราได้ยืนบนขาตัวเอง มันภูมิใจมากเลยนะ เราก็คิดว่ามันต้องสู้ มันต้องทำให้ครอบครัวเรากลับมาสมบูรณ์เหมือนเมื่อก่อน เพราะว่าพ่อเราทิ้งเราไป ครอบครัวเราไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นเขา ก็เลยต้องมาเดินตามฝันอีกรอบหนึ่ง
จริงๆ ผมชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กน้อยครับ มักฮ้องเพลงตั้งแต่เด็กน้อย พ่อกับแม่เปิด สมัยพ่อกับแม่ยังอยู่นำกัน เพิ่นกะเปิดให้ฟังตั้งแต่เด็กน้อยแล้ว ลูกทุ่งหมอลำ ลูกทุ่งอีสาน ของแม่นางศิริพร พี่ไมค์ ภิรมย์พร ใหญ่ขึ้นมาแนกะเป็นพี่ต่าย อรทัย กินข้าวหรือยัง โทรหาแนเด้อ สมัยของแม่นางศิริพรก็จะตั้งแต่โบว์รักสีดำพุ่นน่ะ ตั้งแต่ยุคเก่าๆ หนีแม่มาแพ้รัก ปริญญาใจ”



นอกจากนี้ยังยกศิลปิน นักร้องลูกทุ่งหลายท่านเป็นไอดอลทั้งในการร้องเพลง และเป็นต้นแบบในการใช้ชีวิต มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตของตัวเองได้อย่างลงตัว
“จริงๆ ศิลปินรุ่นพี่เป็นไอดอลของผมหมดเลย ชอบหลายคนมาก หลายใจมากเลยครับ ตรีจะเป็นคนเก็บเอาด้านบวกของแต่ละคนมาปรับปรุงแล้วก็พัฒนากับเรา คือเราก็มองว่าพี่เขาทำแบบนั้น เขาถึงได้ประสบความสำเร็จแบบนี้ พี่เขาทำแบบนี้ เขาถึงได้ประสบความสำเร็จแบบนั้น เราก็มองๆ
แต่ถามว่าศิลปินไอดอลในการร้องเพลง ที่ผมชื่นชอบนะครับผมชื่นชอบพี่ไอดิน อภินันท์ อันนั้นผมมักสไตล์การร้อง เราเป็นอินดี้รุ่นแรกๆ เลยเด้ครับ ชอบการ้องเพลงของแก ชอบอารมณ์เพลง คือไอดอลเรื่องการร้องของตรี
แต่ถ้าเกิดเรื่องไอดอล เรื่องการใช้ชีวิตก็ศิลปินแกรมมี่เป็นไอดอลได้ทุกคนเลย โดยเฉพาะถ้าการใช้ชีวิตเป็นพี่ไมค์ ภิรมย์พรเลยครับ สมถะ ติดดินมาก พี่ต่าย อรทัย พี่ไผ่ พงศธร ทุกคนเลย”

อดีตเด็กเก็บชุด สู่นักร้องดัง

กว่าจะเป็น ตรี ชัยณรงค์ในวันนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ทำมาหลายอาชีพ เคยเป็นเด็กขนชุด เก็บชุดในวงแดนเซอร์ได้เพียงวันละ 200 บาท



“ก็คืออายุ 18-19 เราก็ออกมาหาทำงาน ทำทุกอย่าง เด็กเสิร์ฟก็เป็น ร้านสะดวกซื้อก็เคยทำ เด็กเก็บชุด วงแดนเซอร์ ได้วันละ 200 บาท ครับ เพราะว่าแดนเซอร์ได้ 250 บาท เราได้ 200 บาท ได้น้อยกว่าเขา
ค้าขายกะเฮ็ด ตัดชุดขายกะทำ หัวหน้าวงแดนเซอร์ พนักงานร้านสะดวกซื้อ เด็กเสิร์ฟ อีหยังอีกล่ะ เก็บของเก่าขาย โอ๊ยหลายอย่าง เฮ็ดทุกอย่างที่มันได้เงินว่าซั่นเถาะ อะไรที่มันได้เงิน ถักไม้กวาดช่วยแม่อยู่บ้าน คือทำทุกอย่างอะไรที่มันได้เงิน ถักหมวก จักตรอกสานหมวกนั่น ช่วยแม่ทำทุกอย่าง ได้น้อยได้มากก็ทำ”
แม้จะเจอบททดสอบของชีวิตมาอย่างหนักหน่วง ในระหว่างทางก็ไม่ใช่ว่าจะมีแค่คายน้ำตาเท่านั้น ทุกครั้งคราบน้ำตาก็แฝงไปด้วยเสียงหัวเราะแต่ทำให้สามารถเรียนรู้ได้เสมอ นักร้องหนุ่มคนดัง ยังแอบเล่าถึงวีรกรรมในวัยเด็กสุดฮาในตอนที่เก็บของเก่าขายอีกด้วย



“ฮาตรงเก็บขวดแตกขาย เก็บขวดขายตอนเป็นเด็กน้อยครับ ฮาเลยอันนี้ แต่ว่าที่มันฮาครับ พ่วงไป คือมันเป็นถนนลาดยางเนาะ มันเป็นช่วงเข้าโค้ง มันก็เอียง ผมกะปั่นจักรยานไปทางโค้ง บาดทีนิรถล้อมันน้อยครับมันคว่ำครับ ของแตก ขวดซะกลางถนน ดีนะบ่มีรถมา ผมแลนเก็บของ หัวกะหัว อายน่ะบ่อายดอกครับ แต่ว่าห่ามึงเอ้ยมาคว่ำอีหยังตรงนี้วะ ไปกับหมู่ เพื่อนอีกคนหนึ่งนั่นก็ขยันเหมือนกัน ทำหมดทุกอย่าง
แต่ว่าไม่เคยไปขโมยของเขานะครับ คือเราจะเก็บตามข้างทาง ก็เก็บกลับมาสะสม พวกขวดพลาสติกเก็บมาไว้บ้าน เก็บมาไว้สะสม แล้วมันก็ขายได้ เก็บไว้พอเป็นเงินไปโรงเรียน เฮ็ดเบิ่ด”



ต้องผ่านบททดสอบอย่างหนักหน่วง เลือดตาแทบกระเด็น ปากกัดตีนทีบ อดทนพิสูจน์ตัวเองจนได้เป็นนักร้อง แม้วันนี้จะเสียโอกาสทางการศึกษา แต่ยังไงก็ยังเห็นการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ ถึงแม้ตัวเองจะจบแค่ม.3 เพราะไม่มีเงินเรียนต่อ
“ก็เสียโอกาสนะครับ ย้อนกลับไปการศึกษามันเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทำไงได้เราปลงกับชีวิตไงครับ เราคิดว่า บุญทำ กรรมแต่ง วาสนาคนเฮามันบ่คือกันดอกครับ แต่ว่าอย่ายอมแพ้กับโชคชะตาซะอย่างเดียว บางทีสวรรค์ก็มักจะเมตตาคนที่ขยัน สวรรค์ก็มักจะเมตตาคนที่อดทน สวรรค์ก็มักจะให้โอกาสคนที่เป็นคนดีโดยเนื้อในแท้ๆ หมายถึงว่าจิตใจดีจริงๆ
จริงๆ ผมเชื่อว่าทุกคนมันมีสองด้านเสมอ มีทั้งอารมณ์โมโห ทุกคนมันมีสองด้านเสมอแหละ แต่ว่าถ้าเรามีมานะ เราไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ผมเชื่อว่าสวรรค์ เทวดาเพิ่นต้องเห็นครับ
กะบ่ได้ขยันขนาดนั้น ลางเทื่อกะขี้คร้านคือกัน เมื่อยกะขี้คร้านอยู่ แต่ว่ากะบ่ท้อซือๆ มันไม่ใช่ไม่ท้อ ท้อแต่ว่ามันถอยไม่ได้ อารมณ์มันถอยบ่ได้ครับ คนทางหลังเฮายังลำบากแฮง”
หากใครกำลังท้อกับการใช้ชีวิต จงมองคนที่ลำบากกว่าเราซึ่งมีอยู่เยอะมาก เชื่อมั่นในความดีของตัวเอง ตั้งใจในสิ่งที่มุ่งหวัง ถ้ามีเลือดนักสู้อยู่ในตัว เชื่อว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จ



“ก็อยากฝากถึงคนที่ท้อนะครับ ฝากถึงคนที่กำลังท้อ กำลังเมื่อย กำลังเบิ่ดกำลังใจ ให้ดูคนที่เขาแย่กว่าเรา ให้มอง ดูคนที่เขาลำบากกว่าเรา
วันนี้เราหาได้ 50 บาท ถามว่าอาจจะมีคนที่หาได้วันละ 20 บาท เราคิดซะว่าเราทำได้เยอะกว่าเขาด้วยซ้ำ อย่าท้อ ถ้าวันนี้เราร่างกายครบ 32 จงมองคนที่เขาไม่ครบ 32 ทำไมเขาไม่ท้อ ก็เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่สู้ชีวิตนะครับ
สวรรค์มักจะเมตตาคนที่ไม่ย้อท้อ แล้วก็สวรรค์มักจะเมตตาคนดี เชื่อมั่นในความดีครับ แล้วก็ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองมุ่งหวัง เป็นกำลังใจให้กับคนสู้ชีวิตทุกคนครับ”

ครอบครัวแตกแยก โดนเพื่อนล้อ

เมื่อก่อนฐานะทางครอบครัวดี มีพร้อมทุกอย่าง พ่อแม่ทำอาชีพทำสวนทำนา เขาเกิดและเติบโตที่บ้านหนองนกเขา จ.สระแก้ว
แต่เมื่ออายุ 10 ครอบครัวมีปัญหา พ่อแม่แยกทางกัน พ่อทิ้งให้แม่อยู่ตามลำพังกับลูกๆ ทั้ง 4 คน โดยตรีเป็นลูกชายคนที่ 3 หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน น้องสาวคนเล็กเพิ่งคลอด



“ย้อนอดีตไป เมื่อก่อนเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ว่าวันหนึ่งพออายุ 10 ขวบ พ่อเขามีครอบครัวใหม่ครับ ครอบครัวก็แตก พ่อกับแม่แยกทางกัน แต่เราก็อยู่กับแม่ พ่อก็ไปมีครอบครัวใหม่ ก็หายไป
พ่อออกจากเราไป ทิ้งเราไปตอนนั้นแม่มีน้อง เพิ่งคลอดน้องได้ 2 อาทิตย์ น้องคนสุดท้องครับ ก็อยู่กันมา แม่ก็เลี้ยงน้องด้วย เด็กน้อยเนาะ เด็กอ่อนมันก็ต้องกินนม นมป๋องหนึ่งกะหลายตังเด้ครับ ทำงานแบบแม่ลำบากมากก็คือช่วงที่พ่อไม่อยู่เราลำบากมาก”
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด แม่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ต้องรักษาด้วยการใช้คีโม ตรีต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาดูแลแม่ เพราะ มีเพียงรายได้จากพี่ชายคนโต เลี้ยงดูจุเจือครอบครัว รักษาแม่จนหาย ทั้งนี้ก็ไม่เคยโกรธพ่อ เพราะคิดว่ายังไงก็เป็นผู้ให้กำเนิด



“เราก็ต้องช่วยแม่ด้วย แล้วก็เรียนด้วย จนอายุ 16 ปีพ่อกลับมา พ่อกลับมาอยู่ที่บ้าน รู้ข่าวว่าพ่อจะกลับมาอยู่ที่บ้าน เราก็เลยรู้สึกว่าเราไม่อยากเรียน เพราะเราเป็นห่วงแม่ เพราะว่าเรากลัวว่าพ่อจะกลับมาทำร้ายแม่อีก อันนี้หมายถึงอดีตนะครับ ปัจจุบันพ่อผมเป็นคนดีแล้วครับ
เพราะว่าเมื่อก่อนตอนเด็กๆ ตอนที่พ่อแยกทางกลับแม่ เราเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันตลอด เห็นพ่อตีแม่ตลอด มันก็ฝังอยู่ในใจ คือเราไปไหนไม่ได้
อยู่กับแม่ตลอด ถ้าเกิดว่าพ่อมาบ้าน ดื่มมาอย่างนี้ เราก็ต้องปั่นจักรยานออกไปตามอ้าย ซึ่งพี่ทำงานห่างบ้าน 2 กม. ต้องปั่นจักรยานไปตามพี่ พ่อมาที่บ้านแล้วก็ต้องมาเฝ้าแม่กัน เพราะกลัวว่าแม่จะโดนตี เพราะแม่ถืกตีจนซ้ำในครับ ถืกตีจนกินยาฆ่าตัวตายครับ ผมเห็นกับตา”



เด็กมันกินที่จะรับกับความรู้สึกนี้ได้ เรายังเด็กมาก มันจุกอ่ะ ก็พูดไม่ถูก จนมาอายุ 16 ปี พอเราจากที่ฝังใจว่าพ่อกลับมาอยู่บ้านที่สระแก้วอีก เราก็เลยต้องกลับมาอยู่บ้าน เพราะว่าเราไม่อยากให้พ่อกลับมาเป็นเหมือนเดิมอะไรอย่างนี้ครับ
แล้วเขาก็ไปอีกรอบหนึ่ง พอกลับมาอยู่ได้พักหนึ่ง เขาก็กลับไปอีกรอบหนึ่ง แล้วผมก็ออกมาหาทำงาน แล้วก็มารู้ว่าแม่ป่วยก็ต้องกลับไปอยู่บ้านอีก แม่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม แต่ตอนนี้ก็หายดีแล้วครับ”
ครับครัวแตกแยกไม่พอ ซ้ำร้ายโดนเพื่อนล้อ “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ” ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธที่โดนล้อ แต่แอบเก็บเอาความน้อยใจนั้นมาร้องไห้เพียงคนเดียว แล้วนำปมด้อยมาเป็นแรงผลักดัน
“ตอนที่พ่อทิ้งไปแล้วนะไปโรงเรียน ไอ้ลูกพ่อทิ้ง ไอ้ลูกไม่มีพ่อ โดนประจำ บ่อยมาก ตอนนั้นยอมรับว่าเป็นเด็กขี้แงนะ ก็แอบมานั่งร้องไห้คนเดียวก็มีบ้างครับ แต่ว่าถามว่าในใจมีความรู้สึกโกรธไหมเด็กอ่ะมันก็เป็นธรรมดา
แต่ว่าถ้ามอง โตมาเรามาคิดอีกที โชคชะตา ฟ้าลิขิตที่ทำให้เราต้องเดินมาแบบนี้ บุญทำ กรรมแต่ง คนเฮาบ่คือกัน ก็เลยแบบไม่อยากไปนั่งน้อยใจ ถ้าเกิดว่าไปนั่งน้อยใจกับโชคชะตา ไม่ได้เดินไปหน้ามาหลัง ก็เหมือนอย่างที่ตรีบอก เอาปมด้อยมาเป็นแรงผลักกันดีกว่า เอาทุกสิ่งทุกอย่างมาขับเคลื่อนให้เราได้ไปข้างหน้าดีกว่า”



สมัยที่พ่อยังอยู่ มีแต่คนให้เกียรติ เมื่อครอบครัวล้มแม้แต่หน้าก็ไม่มีใครอยากจะมอง แต่แต่คนที่เคยถามสารทุกข์สุกดิบกันก็ห่างเหิน
แต่ถามว่าเจ็บไหม ตอนที่โดนด่าว่าลูกไม่มีพ่อ ลูกพ่อทิ้ง เจ็บมาก บางทีเดินเข้าบ้านสมัยตอนพ่อยังอยู่นะครับ
เดินเข้าบ้าน บางทีแม่ไม่ได้มารับ ลงจากปาทางหลังจากไปโรงเรียนกลับมา ก็จะมีคนถามว่าตรีไปไหน น้าไปส่งไหม
แต่พอวันที่ครอบครัวเราแย่ ครอบครัวเราล้ม ไม่มีแม้แต่ใครถามเราสักคน ขี่ผ่าน ขี่กายไปซือๆ บ่มีถาม ไม่ถามเราก็ไม่เป็นไร เราก็เก็บตรงนั้น ไม่ได้โกรธเขาแต่ว่าสักวันครอบครัวเราจะต้องไม่จนแบบนี้ จะต้องกลับมาดีเหมือนเดิมให้ได้ ก็จะบอกตัวเองมาตลอด”

กตัญญูพ่อแม่ หนทางสู่ความสำเร็จ

“ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ คนเรามันต้องขยัน ซื่อสัตย์ อดทน อ่อนน้อมถ่อมตน รู้คุณคน แล้วก็ที่สำคัญต้องกตัญญูกับพระในบ้านอันดับแรก ก่อนที่เราจะเลือกดูแลใครเราต้องดูแลพระในบ้าน คนในครอบครัวเราก่อน”
มาถึงจุดที่เชื่อว่า เพราะความกตัญญู อดทน มุ่งมั่น ตั้งใจ ล้มแล้วลุก ไม่ยอมแพ้ถอดใจง่ายๆ จนนำพามาสู่หนทางที่สำเร็จได้ สร้างบ้าน เลี้ยงดูพ่อแม่ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อย่างเดิม
“เริ่มกลับมาเกือบ 100% แล้วครับ ตอนนี้พ่อแม่มีบ้าน แม่มีบ้านดีๆ อยู่กับเขาแล้ว มีห้องแอร์อยู่พุ่นเด้อ เพิ่นไปเว้าไปหยอกพุอื่นนั่นหน่า ติดแอร์แต่ละทีก็ไม่ใช่บาทสองบาท เงินหมื่นเป็นเงินหลายบาทเด้ครับ ก็คือแม่มีบ้านแล้ว พ่อมีบ้านแล้ว ก็ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้เขาคนละคัน แล้วก็มีรถยนต์ที่บ้านไว้คันหนึ่งครับ
ตอนนี้ก็ยังเหลืออีกนิดๆ หน่อยๆ ภาษาบ้านผมเอิ้นว่า ผมใช้คำว่าถมหลุม หลุมในที่นี้หมายถึงหนี้สินอีกเล็กๆ น้อยๆ ธกส ยังกลบได้บ่เต็มที่ทอได๋ ผมเองกะหลายทาง ผมเองกะต้องผ่อนรถ แล้วกะทุกสิ่งทุกอย่างในการใช้ชีวิตในการดำเนินชีวิตของผมก็ใช้เงินค่อนข้างพอสมควร แต่ว่าก็พยายามดูแลครอบครัวให้เต็มที่”
ดราม่ายิ่งกว่าละครน้ำเน่าแต่มันคือเรื่องจริง ชีวิตจริงของนักร้องหนุ่มขวัญใจที่แม่ยกยอมทุ่มมาลัยเงินล้านให้ แม้จะเจ็บปวด บอกช้ำ พ่ายแพ้มาเพียงใด คำว่ากตัญญูเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมาโดยตลอด
“เหตุการณ์นี้มันเป็นเหตุการณ์ตอนที่ผมยังลำบากอยู่ ทำงานอยู่ที่พัทยา แม่ไม่เคยของตังผมเลย เพราะว่าแม่ก็รู้ว่าเราแย่ แต่ว่าวันนั้นแกคงสุดๆ แล้ว ไม่รู้จะหาจากที่ไหนแกก็เลยโทรมาขอเงินเรา 500 บาท
จุกมากที่ไม่มีปัญญาหาให้เขา เครียด เสียใจ วันนั้นเลยเป็นเหมือนจุดปลี่ยนคลิ๊ก ทำให้เรารู้สึกว่า เราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว เราทำแบบนี้ไม่ได้แล้ว



เราบอกเราจะทำตามฝันไป เราก็ทำไม่ได้สักที เราก็เหมือนกับว่าช่วงนั้นก็ถอดใจแล้วเรื่องฝัน มันเหมือนสิได้แล้วมันกะบ่ได้ครับ มันสุยไปสุยมามันกะเลยท้อ กะเลยคิดว่าบ่อยากเป็นแล้วนักร้อง แต่ว่าพอแม่มาบอกแบบนี้ต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ครอบครัวเรากลับมา ไม่ได้แล้วมึงทิ้งมานานมากแล้ว มึงทิ้งฝัน ไกลบ้านมึง มึงห่างจากบ้านมาไกลแล้ว กะเลยว่าถ้าโอกาสเข้ามาก็คว้าหมด
พอดีช่วงนั้นมีประกวดร้องเพลงศึกวันดวลเพลงก็เลยได้มา ก็เลยคิดว่าเอาอีกสักตั้งหนึ่งถ้ามันได้ก็ได้ บุญทำกรรมแต่งที่ลูกได้เฮ็ดไว้ ความตั้งใจนี่ลูกอยากเฮ็ดให้ครอบครัวลูกกลับมาสบายคือเก่า บ่ได้ขอดังขอแค่ให้พ่อกับแม่สบายก็พอ
ขอแค่ให้กินอิ่มนอนหลับ มีเงินซื้อกินคือจังคนอื่นเขากะพอแล้ว ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็พอหางานทำอย่างอื่น ก็เลยได้ ล้มลุกคลุกคลาน ล้มจนปากแตก พอมาเจอแม่อีก เออมันทิ้งฝันมานานแล้ว ไม่ได้แล้วมันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”
เหตุการณ์ที่แม่โทรมาขอเงิน จึงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งที่สำคัญในชีวิต และทำให้ฝังใจมาโดยตลอด ลุกขึ้นสู้ อยากให้ครอบครัวกลับมามีอยู่มีกินอีกครั้ง



แต่เหตุการณ์ฝังใจในครั้งนั้นก็ไม่ใช่ครั้งแรก ยังมีอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญเช่นเดียวกัน หลังจากที่พ่อแม่แยกทางกัน นึกว่าพ่อจะอยู่อย่างสุขสบาย แต่เมื่อไปเจอด้วยตัวเองจึงได้รู้ว่าพ่อเองก็ลำบากกว่าตัวเองอีกตั้งเยอะ
“ฝังใจเลย ฝังใจเรื่องแรกคือการไปหาพ่อตามเจอพ่อแล้วไปเจอพ่ออยู่ที่บ้าน เราคิดว่าพ่อทิ้งเราไป เราคิดว่าเขาสบาย แต่จริงๆ ไม่เลย เขาโครตลำบากเลย ไปอยู่ในกระต๊อบ เพลิงน้อยๆ น้อยแฮงครับ มันเหมือนเถียงนาครับ หลังคาก็รั่ว
ตอนนั้นตัวเองก็ยังลำบากนะ ทำไมพ่อกูมาอยู่แบบนี้นะ เราคิดในใจเราว่าเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่องเลย เราคิดว่าพ่อเราทิ้งเราไปสบาย จริงๆ เขาไม่สบายเลย ถ้าวันหนึ่งเรามีโอกาสเราอยากจะพาพ่อเราออกจากตรงนี้ นั่นก็เป็นจุดหนึ่ง แต่เฮากะลำบากอีหลี แค่สิยืนเจ้าของเองยังยืนด้วยขาเจ้าของบ่ทันได้เลย”



โควิด-19 ทำพิษ โดนยกเลิกงานทั้งหมด

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก นอกจากความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวแล้ว ยังสร้างความความลำบากในการใช้ชีวิตของผู้คนทุกชนชั้น ทุกอาชีพ และทุกวงการ
หนึ่งในวงการที่ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันก็คือ วงการบันเทิง ที่เหล่าศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง โดนยกเลือกคิวงานกันหมด กระทบหนัก ขาดรายได้ไปอย่างมาก
สำหรับ ตรี ชัยณรงค์ ก็เช่นเดียวกัน ยอมรับว่าโดนยกเลิกคิวงานของเดือนเมษายนทั้งหมด มีแต่รายจ่าย ไม่มีรายได้ อีกทั้งต้องเลี้ยงดูลูกน้องในทีม และครอบครัว



“จริงๆ ตรีคิดว่าน่าจะโดนกันทุกคนนะครับ ช่วงเมษาโดนหมดเลยทั้งเดือน แต่ว่าพฤษภาคมยังรอดูสถานการณ์อยู่ เมษาเนี่ยไปหมดแล้ว โดนหมดแล้ว ตอนนี้รายได้ไม่มี ก็จะมีแต่รายจ่ายซะส่วนใหญ่
ประมาณ 20 คิวได้ครับ ก็รอดูสถานการณ์ครับ กำลังคิดหาอยู่ว่าจะทำอะไรดี เพื่อให้มันมีรายได้จุนเจือลูกน้อง ครอบครัว ก็กระทบพอสมควรเลยล่ะ
ทั้งเดือนไม่มีรายได้แน่ๆ คือต้องประหยัดสุดๆ เลยช่วงนี้เพราะว่าเราก็ดูแลหลายทาง ไหนแม่ ไหนจะน้อง ไหนจะครอบครัว ไหนจะลูกน้องทางนี้อีก หลายทางอยู่ครับ”
พร้อมยอมรับอีกว่า ตอนนี้ยังรับมือไม่ทันกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส เพราะไม่คิดว่าจะหนักหน่วงขนาดนี้ แต่ก็ถือว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว หลังจากที่ทำงานอย่างหนักมาตลอด
“ณ ตอนนี้เอาความจริงยังเซอยู่นะ เอาตรงๆ รับมือไม่ทันกับมัน ไม่คิดว่ามันจะหนักหน่วงขนาดนี้ แต่คือจริงๆ แล้วรู้แหละว่าโควิดมันระบาด มันร้ายแรง เพียงแต่ว่าเราไม่คิดถึงขั้นว่าทุกอย่างจะปิดหมด แม้กระทั่งการขายของอะไรก็ลำบากไปหมด ร้านอาหารก็หยุดหมด
แม้แต่ตอนนี้พระก็ยังใส่บาตรบ่ได้ โหมันหนักมาก มันก็เลยยังหาจุดที่มันไม่ได้อยู่ ก็เลยยังเซๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังโชคดีที่เรามีพ่อแม่พี่น้อง มีลูกน้องที่เข้าใจ สำหรับแฟนคลับเขาก็เข้าใจเรา คอยให้กำลังใจกันอยู่
ตอนนี้กะซือๆ (อยู่เฉยๆ) เลยครับ กำลังคิดว่าสิเฮ็ดหยังดี ยังคิดไม่ออกจริงๆ มันยังเซ มันรับกับอะไรไม่ทัน ก็เลยใช้ชีวิตช่วงนี้ให้มันเป็นเหมือนการพักผ่อนไปในตัว พักผ่อนเสียงอยู่ที่บ้านไปในตัว เพราะว่าเราต้องทำใจอยู่กับมันให้ได้
พยายามคิดบวกให้มากที่สุด ทำใจอยู่กับมันให้ได้ ถ้าเราไปทุกข์มันก็ทุกข์กับมัน มีเครียดอยู่บ้างครับ มีแวบๆ เครียด เราจะยังไงดี มันมีแต่รายจ่ายเนอะช่วงนี้ มีแต่รายจ่ายเราจะเอารายได้ที่ไหนดี แต่ก็พยายามคิดหาทางอยู่ จริงๆ ถ้าเราอยู่กับมันได้แล้วเราจะเจอทางออกแหละ”
โดนส่วนตัวยอมรับว่ามีเครียดบ้าง แต่ก็พยายามคิดบวกไว้เสมอ พยายามสร้างเสียงหัวเราะให้กันและกัน พร้อมดูแลสุขภาพกาและสุขภาพจิตควบคู่กันไป
“เราก็คุยกัน มีอะไรก็คุยกัน จริงๆ เราพยายามคุยกันเรื่องสนุกๆ นะเวลาไปไหนมาไหนก็ดูแลกันด้วยแล้วกัน ดูแลสุขภาพ ล้างมือ พกสเปรย์แอลกอฮอล์ด้วยอะไรอย่างนี้ แต่ว่าเรื่องเครียดๆ เราไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่
ก็พยายามคุยกันเรื่องสนุกให้มันมีแต่เสียงหัวเราะในกลุ่ม เวลาเราแชทคุยกัน แต่ว่าถ้ามันมีแวบๆ มาบ้างเราก็จะบอกว่าอดทนหน่อยนะ เดี๋ยวพี่จะพาทำโน่นทำนี่ แต่ว่าให้มันดีขึ้นกว่านี้อีกนิดหนึ่ง
บางทีเรายังมีเสียงที่จะร้องเพลงได้อาจจะแบบพามาร้องเพลงให้กับแฟนคลับดู มาไลฟ์สดก็ได้ แต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะวันไหน เผื่อเขาจะได้ไม่ลืมเรา แต่ว่าช่วงนี้ก็ไลฟ์สดคุยกับแฟนคลับอยู่ที่บ้านอยู่แล้วครับ เพื่อให้ไม่ลืมเรา
ถ้ายกเลิกพฤษภาคมเนี่ยหนักเลยนะ หนักเลยแหละ ก็ค่อนข้างเซอยู่นะ ถ้าเกิดว่าไปยาวไปถึงพฤษภา เพราะว่าทุกอย่างของมันจะเริ่มขาด ตอนนี้เซเว่นแถวบ้านของโล่งมาก ก็มีตุ๋นอาหารอยู่บ้าง ก็มีมาม่า ไข่ ปลากระป๋อง พวกอาหารแห้งไว้ที่บ้านบ้าง”



นอกจากนี้ยังฝากเป็นกำลังใจให้กับคนไทยทุกคน อยากให้เข้มแข็ง อยู่อย่างมีสติ เชื่อว่าคนไทยจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี พร้อมกับเน้นย้ำฝากเป็นกำลังใจให้หมอ พยาบาลที่ทำงานหนักในวิกฤตครั้งนี้อีกด้วย
“ก็อยากให้กำลังพี่ๆ น้องๆ คนในวงการบันเทิงทุกคน ตรีเชื่อว่าก็จะโดนผลกระทบกันทุกคน ก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อยากให้เราเข้มแข็งแล้วก็มีสติกับการใช้ชีวิต เชื่อว่าเราจะผ่านตรงนี้ไปได้
สิ่งอื่นใดนอกจากอยากจะให้กำลังใจศิลปิน ดารา คนวงการบันเทิงก็คือ หมอ พยาบาล ซึ่งเขาเสี่ยงอันตรายมากกว่าเราอีกนะครับ
ก็คือจริงๆ คนไทยเป็นคนใจดี เราต้องนึกถึงใจเขาใจเรา บางทีก็มีคนไม่เข้าใจหมอ พยาบาลบ้าง พยาบาลก็คน หมอก็คนเหมือนกัน บางทีเขาก็มีลูกมีหลาน มีครอบครัวที่ต้องดูแลเป็นห่วงเหมือนกัน บางทีเขาทำงานมากๆ เขาก็เหนื่อย
อยากให้คนไทยรักกัน แล้วก็อยากให้เป็นกำลังใจให้กัน เชื่อว่าเราจะผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน ก็เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับผม”


กินง่ายอยู่ง่าย ไม่ลืมตัว-ไม่ติดหรู


ก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว หลายๆ คนอาจจะเชื่อ หลายๆ คนก็อาจจะไม่เชื่อ แต่ถ้าคนที่ไม่เชื่อเราก็ไม่สามารถที่จะบังคับใครให้มาเชื่อเราได้ครับ แต่เราก็เป็นตัวของเราเองดีที่สุด ทุกวันนี้ก็ยังปกติอยู่ คือเก่าครับ ไปงานกะหยังปูเสื่อกินเข่าตามปั้มกับน้องๆ เหมือนเดิม ก็คือไม่ได้กินหรูอยู่แพง
การที่เราจะใช้เงิน เราพิจารณาแล้วว่ามันคุ้มค่าเหนื่อย มันคือค่าตอบแทนชีวิตเราที่เราควรจะได้ เราใช้เงินอย่างประหยัด ใช้เงินอย่างเกิดประโยชน์ที่สุด
ทุกวันนี้ยังใส่รองเท้าแตะไปเดินตลาดนัดเหมือนเดิม ใส่เสื้อบอล กางเกงบอล ใส่บ๊อกเซอร์ ไม่ได้ถือว่าฟุ่มเฟือย ก็ใช้ชีวิตง่าย เป็นคนสบายๆ ง่ายๆ
หลักการใช้ชีวิตมันไม่ได้มีอะไรเยอะ เราไม่ต้องบินให้มันสูงมากจนเกินไป เดินอยู่กับพื้นดินก็มีความสุขได้ ถ้าบินสูงมากจนเกินไป ถ้าเราบินอยู่ที่สูงเราไม่เป็นคนดี บินตกลงมามันก็ไม่มีใครรับ
แต่ถ้าเราเดินอยู่ในที่สูง ถ้าเราทำดี เป็นคนดี ตกลงมามันก็ยังมีคนจะคอยดูแล คอยประคับประครองเรา ถ้าเกิดว่าเดินอยู่กับดิน ถ้าเราอยากจะมีความสุขกับมัน มันก็มีความสุขได้ อยู่ตรงไหนมันก็มีความสุขได้ ถ้าเราใช้ชีวิตเป็น



บั้นปลายชีวิต คิดห่มผ้าเหลือง


คือมันบวชมาแล้ว มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าความสุขมันอยู่รอบๆ ตัวเราเนี่ยแหละครับ อยู่ที่เราจะหยิบมันขึ้นมาใช้ หรือจะหยิบมันขึ้นมาก่อน
ชีวิตคนเฮา มันมีอยู่แค่บ่กี่อย่างครับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย คนเรามีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา มีตื่นมีหลับ เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นเราใช้ชีวิตวันหนึ่งให้มีความสุขที่สุดก็พอแล้ว
บวชรอบแรกอายุ 25 ย่าง 26 ตอนนั้นตั้งใจบวชให้พ่อแม่ จริงๆ ตั้งใจบวชให้แม่เลยแหละ พ่อเป็นคาทอลิก เป็นคริสต์ เป็นคริสต์ตัง เป็นคาทอลิก ทั้งปู่ทั้งย่าเป็นคาทอลิก แต่ว่าแม่เป็นพุทธ
รอบสองก็บวชตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ด้วยส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราเดินมาถึงในทุกวันนี้ ถ้าไม่มีพ่อกับแม่เราก็คงไม่ได้เป็นตรี ไม่ได้เกิดมาเป็นบักตรี จนมาเป็นนักร้องสุมื้อนี้ บวชให้กับผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ผู้อยู่เบื้อหลัง ผู้หลักผู้ใหญ่ ทุกส่วนทุกคน FC แฟนคลับ แฟนเพลงที่ทำให้เรามีวันนี้ รอบสองก็คือเพื่อเขา
บวชมันกะได้หลายอย่างอยู่ครับ อยากบวชอีก เพราะว่ารอบแรกได้แค่ 12 วัน รอบสองได้ 15 วัน มันน้อยครับ ผมรู้สึกว่าผมบวชน้อย ผมกะเลยคึดฮอดผ้าเหลืองแฮงครับ ก็เลยอยากบวชอีก
อนาคตมันก็ไม่แน่ครับ ปลายทางบั้นปลายชีวิตถ้าไม่ตายซะก่อนก็อาจจะอยู่คาผ้าเหลืองก็ได้ใครจะไปรู้ มันก็ไม่แน่นนอน แต่ว่าอันนี้พูดไว้ก่อนเฉยๆ
โลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอกครับ มันบ่มีอีหยังแน่นอนเลย เพราะฉะนั้นทุกคนเฮาจะก้าวย่างอีหยังต้องใช้สติในการย่าง เราต้องมีสติในการก้าวเดิน เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติแค่นั้นเอง เราทำตรงนี้ให้มันดีที่สุด อนาคตมันไม่มีอะไรแน่นอน
คนเรารู้วันเกิดแต่เราไม่รู้วันตาย เรารู้เมื่อวานว่ามันมี เรารู้วันนี้ว่ามันกำลังมีอยู่ แล้วเราคาดหวังว่ามันจะมีพรุ่งนี้ แต่เราก็ไม่รู้ มันอาจจะไม่มีก็ได้
เฮาอาจสินอนหลับไปแล้วอาจบ่ตื่นขึ้นมากะได้ ถูกไหมครับ เพระฉะนั้นเราใช้ชีวิตหนึ่งวันให้มันมีความสุขที่สุด อะไรที่มันเป็นความสุข ใช้ให้มันมีความสุขเถอะครับ
อย่ารอที่จะไข่วคว้า ที่จะเอาความสุขมาอยู่กับเรา แต่ความสุขนั้นต้องเป็นความสุขที่ไม่ได้ลำบากใคร ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน



สายบุญ เมื่อมีต้องรู้จักแบ่งปัน


เรื่องทำบุญบางทีก็ชวน FC ไปทำบุญ หรือบางทีเรามีโอกาสได้ช่วยเหลือน้องๆ ที่บางทีทักเข้ามาในเฟซบุ๊กเราว่าเป็นผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือเขาบ้าง หรือว่าบางคนที่ลำบากก็มีช่วย
แต่ว่าถ้าเรื่องบุญเลยกับ FC ก็มีโอกาสได้ไป ก็จะมีผ้าป่า กฐิน แล้วก็ไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ไปวัดพระบาทน้ำพุ นำปัจจัยไปถวายโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ก็ไปกับ FC
อย่างก็มีน้องที่ทักเข้ามา พี่ตรีครับผมอยากได้รับความช่วยเหลือ ประมาณว่าน้องเป็นผู้ป่วยติดเตียง แต่ว่าน้องๆก็ส่งรูปมาให้ดูนะ คือจริงไม่จริงเราไม่รู้ แต่เราเชื่อว่ามันจริง เพราะว่าน้องส่งรูปมาให้เราดู น้องเป็นแผลกดทับ น้องต้องการแค่แพมเพิส แล้วก็ค่าเดินทางไปหาหมอ เราก็มีช่วยเหลือบ้างตามกำลังของเรา เพราะเราก็ดูแลหลาย
อย่างที่บอกว่ามันดูแลหลายคน มันก็หลายทางหน่อย ก็จะบอกน้องว่าพี่ช่วยได้เท่าที่ไหว น้องก็เกรงใจอยู่ ก็ไม่ได้ว่ามาขอตลอด
ทำเรื่อยๆ เห็นกะเฮ็ด ย่างกายขอทานผมกะให้เราแน ลางเทื่อกะจมขอทานแน ไม่ได้จ่มว่าเขาขอเรานะ แต่จ่มเพราะว่า ลางเทื่อเขาเอาลูกมานำจังสิครับ อุ้มลูกน้อย แต่กะเข้าใจอยู่ กะนั่งคุยกับเขา ลางเทื่อกะให้พันหนึ่ง ห้าร้อย ตามกำลังเงินในกระเป๋าตอนนั้นมีท่อได๋กะแบ่งไปเนาะครับ มีน้อยกะให้น้อยมีหลายกะให้หลาย
ผมเห็นแม่อุ้มลูกสาวมาขอทานด้วย ก็มีไปนั่งคุยด้วยครับ ผมถามว่าทำไมพาน้องมานั่งตรงนี้ ถ้าเอาไว้ที่บ้านก็ไม่มีคนเลี้ยง แล้วพ่อเขาไปไหน พ่อเขาทำงาน แล้วไม่สงสารลูกเหรอ ก็สงสารแต่ว่างานก็ต้องทำ ก็เข้าใจ แต่ว่าไม่อยากให้พามาแบบนี้เลย ถ้าไอ้ตัวเล็กไม่สบายจะทำยังไง
ก็บอกไปว่า อย่าเฮ็ดแบบนี้เด้อ แต่ว่าอ้ายเข้าใจอยู่ว่าคนเฮาเลือกเกิดบ่ได้ คนเฮาต้นทุนชีวิตมันต่างกัน อ้ายกะเคยลำบากมา ก็คุยกับเขา เป็นห่วง อยากให้คิดถึงลูกให้มากๆ เขาบอกว่า หนูกะเข้าใจ ถ้าหนูเอาลูกไว้บ้านมันกะบ่มีไผเลี้ยง
ก็เข้าใจเขา เพราะฉะนั้นก็ทำให้เรารู้สึกว่า คนเรามันต้นทุนชีวิตมันไม่เหมือนกันนะ เราก็เลือกเกิดไม่ได้จริงๆ แต่ว่าเราเลือกที่จะเดินไปในทางที่เราเลือกได้ ก็คุยกัน ก็ให้กำลังใจเด้อ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงหน้าลูกไว้


สัมภาษณ์: ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง: พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ: สันติ เต๊ะเปีย
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “ตรี ชัยณรงค์ แกรมมี่โกลด์” , “Tree Chainarong”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **



กำลังโหลดความคิดเห็น...