xs
xsm
sm
md
lg

“แน็ก-เณรอาบัติ” บทบาทที่ท้าทายสังคมไทย! [ชมคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ยอมท้าทายตัวเอง โกนหัวโกนคิ้วให้โล้นทั้งหน้า ก็เพื่อความสมจริงในบทบาท “เด็กหนุ่มห่มเหลือง” ครั้งนี้โดยเฉพาะ แต่ผลตอบรับความทุ่มเทกลับเกินความคาดหมาย ภาพยนตร์กระแสแรงเรื่อง “อาบัติ” ถูกสั่งระงับการฉายชั่วคราว ด้วยเหตุผลจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ที่มองว่าเนื้อหาและภาพที่ปรากฏหมิ่นเหม่ศาสนา กระทั่งได้รับพิจารณาให้ฉายได้แล้วแต่ต้องตัดฉากที่สุ่มเสี่ยงออก ตัวเอกของเรื่องผู้ถ่ายทอดความผิดบาปในครั้งนี้จึงได้แต่เผยมุมมองของเขาเอาไว้เบาๆ ว่า “มันคือการแสดงครับ”



กระแสแรงๆ ของเณร “อาบัติ”

[ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ "Sahamongkolfilm International”]
“ผมมองว่ามันคือการแสดงครับ มีคนยกตัวอย่างว่าผมเป็นศาสนาคริสต์ ไม่สามารถมาเล่นบทเป็นเณรได้ แต่จริงๆ แล้ว ผมอยากให้มองว่าไม่เกี่ยวกัน มันคือหนัง มันคือการแสดงครับ เรารับบทบาทนี้มาและเราก็ทำให้มันดีที่สุด ไม่อยากให้มองว่าเป็นการลบหลู่หรืออะไร เพราะมันไม่มีเลย

ส่วนมุมมองเกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เราก็อาจจะเคยเห็นมาบ้าง แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้คิดอะไรนะ เรารู้สึกว่าใครทำดีก็คือคนดี ส่วนใครที่ทำไม่ดีก็คือคนไม่ดี ผมไม่ได้อยากให้มองว่าหนังเรื่องนี้สอนคน แต่อยากให้มองเห็นมุมมองต่างๆ ที่เราอาจจะเห็นอยู่แล้วในอินเทอร์เน็ต ให้เห็นว่าใครทำผิดหรือทำดี แล้วเขาจะได้สิ่งตอบแทนกลับไปยังไงบ้าง


เรื่องที่มีคนออกมาปกป้องศาสนา ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะแต่ละคนก็มีความคิดของเขา และผมก็เชื่อว่าคนไทยเปิดกว้างเรื่องการดูหนังกันมากขึ้นเยอะมากแล้ว ทุกคนรู้อยู่แล้วว่ามันคือหนัง ถ้าไม่ใช่เด็กเล็กๆ น่าจะรู้อยู่แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดี และจริงๆ แล้ว ถ้าเทียบกับหนังที่ทำออกมาสะท้อนศาสนาคริสต์เองก็มีเหมือนกันนะ เยอะด้วย แต่เวลาเราดู เราก็จะพยายามมองว่ามันคือหนัง คนสร้างเขาจะคิดยังไงก็ปล่อยเขาไป ถ้าเราไม่ได้คิดอย่างเดียวกันก็ไม่เป็นไร ก็เท่านั้นเอง”

พระเอกหนุ่มวัย 22 “แน็ก-ชาลี ปอทเจส” เผยมุมมองของเขาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อถูกโยนคำถามเกี่ยวกับเรื่อง “อาบัติ” ที่ส่อเค้าว่าจะถูกระงับการฉายตั้งแต่ช่วงแรกที่ปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์ออกมา โดยไม่คาดคิดว่าคำตอบเกี่ยวกับเรื่องการร้องเรียนในอดีต จะกลับมามีผลจริงอีกครั้งในวันนี้... วันที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ภายใต้การดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมสั่งระงับการฉายชั่วคราว

กระทั่งล่าสุด ทีมภาพยนตร์กลับไปต่อต่อใหม่ ส่งให้พิจารณาอีกครั้งจนได้ “เรต 18+” และได้รับอนุญาตให้ฉายได้แล้ว ทั้งยังเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก “อาบัติ” เป็น “อาปัติ” ซึ่งเขียนตามภาษาบาลีแต่มีความหมายเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลว่ามีฉากสุ่มเสี่ยงในนั้นที่เข้าข่ายความไม่เหมาะสมทั้ง 4 ประการ ตามที่คณะกรรมการระบุ

“1.ปรากฏภาพสามเณรเสพของมึนเมา 2.มีภาพสามเณรใช้ความรุนแรง 3.พูดถึงความสัมพันธ์และใช้คำพูดเชิงชู้สาวที่ไม่เหมาะสม และ 4.มีการแสดงความไม่เคารพต่อพระพุทธรูป”


[ฉากต้นเหตุความ “อาบัติ” ที่ถูกสั่งให้ระงับการฉาย! กระทั่งต้องตัดต่อใหม่ และคงไม่มีฉากเหล่านี้ให้ได้เห็นในเวอร์ชันใหม่ที่ชื่อเรื่อง "อาปัติ"]

ท่ามกลางกระแสโต้กลับ ต่อต้านความเคลื่อนไหวจากคอหนังครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 90,000 รายออกมาลงชื่อรณรงค์ ขอให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้โดยไม่เซ็นเซอร์เนื้อหาใดๆ ผู้ถ่ายทอดความอาบัติในครั้งนี้อย่างแน็กได้แต่มองอย่างเข้าใจและให้คำตอบในลักษณะพยายามหลีกเลี่ยงการสุมไฟ พยายามให้เรื่องราวบานปลายน้อยที่สุด

“ผมไม่อยากพูดอะไรมากครับ แค่อยากจะบอกว่ามันสนุก และถ้าใครอยากดูหนังผีก็อยากให้มาดู แล้วจะเห็นมุมมองต่างๆ จะได้คิดไปด้วยว่าจะมีอะไรออกมาตอนไหน ผมอยากให้มองกันในมุมนี้มากกว่า”

เด็กหนุ่มวัย 19 ผู้ถูกพ่อบังคับให้มาห่มเหลืองจนถูกเรียกว่า “เณรซัน” ในเรื่อง คือบทบาทที่แน็กได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดมันออกมาอย่างดีที่สุด ตัวละครตัวนี้แอบคบหากับ “ฝ้าย” สาววัยรุ่นผู้โหยหาความรักทั้งๆ ที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง บทนี้จึงถูกบางฝ่ายมองว่า “แรง” ภายใต้บริบทสังคมไทย พูดกันตามตรง แม้แต่ตัวแน็กเองยังเคยแอบคิดในใจกลัวว่าจะแรงเกินไปหรือเปล่าเหมือนกัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อเรื่อง “อาบัติ” แล้ว แต่เมื่อได้เข้ามาพูดคุยกับผู้กำกับ ทำความเข้าใจในตัวละคร จึงทำให้ความกังวลทุกอย่างหายไป เหลือไว้แต่เพียงความท้าทายในบทบาทที่ได้รับมา


[ฉากโกนหัวสดๆ ท้าทายบทบาทนักแสดง/ ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ "Sahamongkolfilm International”]
“เรื่องนี้ ท้าทายเรื่องใจมากครับ ตอนแรกที่รู้ว่าต้องโกนหัว ผมบอกผมไม่เล่นแล้ว ยิ่งพอบอกให้โกนคิ้วอีก บ๊ายบายเลย (ยิ้ม) แต่จริงๆ ก็สองจิตสองใจอยู่เหมือนกัน คิดว่าจะให้ทำหัวโล้นปลอมๆ มันคงไม่ได้หรอก สุดท้ายคนก็ดูรู้อยู่ดี และภาพนั้นมันก็จะอยู่กับหนังเรื่องนี้ไปตลอดด้วย แล้วก็คิดว่าในชีวิตนี้ เราคงไม่มีทางได้โกนหัวอยู่แล้วแหละ เพราะเราก็นับถือศาสนาคริสต์ด้วย ไม่ได้บวชแน่ๆ เลยคิดว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตเว้ย! ลองดู!

ตอนโกนก็โกนกันจริงๆ พร้อมกับตอนถ่ายทำเลยครับ แถมโกนไปก็มีเลือดออกซิบเต็มหัวไปด้วย (ยิ้มซนๆ) คือตอนนั้นผมเรายาวมาก จริงๆ แล้ว เขาต้องตัดผมให้มันสั้นกุดไปถึงหัวก่อนถึงจะโกนได้ แต่พอดีกล้องมันจับอยู่ ถ้าจะค่อยๆ ตัด คงต้องตั้งกล้องเป็นชั่วโมง ก็เลยต้องโกนกันแบบผมยาวเลยครับ และใบมีดที่เอามาโกนก็เป็นใบมีดแบบเก่าเลยนะ เอามาขูดหัว เสียงโกนดังครืดๆ เจ็บมาก แล้วก็หนาวมากด้วย แต่ผมก็พยายามทำหน้านิ่งๆ จนถ่ายเสร็จ

[ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ "Sahamongkolfilm International”]

จะว่าตลกก็ใช่ แต่ประสบการณ์การห่มเหลืองในครั้งนี้ทำให้แน็กเพิ่งเห็นว่า “คิ้ว” มีความสำคัญต่ออาชีพของเขาขนาดไหน ว่าแล้วหนุ่มน้อยหน้าใสก็ช่วยขยายความเรื่องยิ้มๆ นี้ให้คู่สนทนาได้เข้าใจไปพร้อมๆ กัน

“ปกติเวลาเราเล่นบทเครียด ถ้าขมวดคิ้วปั๊บ คนดูก็จะรู้ทันทีว่าเครียด แต่พอไม่มีคิ้วเนี่ย ขมวดปั๊บ... ไม่ผ่าน! (สั่งคัต ทำท่าเลียนแบบผู้กำกับ) เฮ้ย! ผมว่าผมเล่นดีแล้วนะ แต่เขาบอกมันยังดูไม่รู้ว่าหน้าออกอาการอะไรอยู่ พอขมวดคิ้วแบบไม่มีคิ้วเนี่ยมันดูไม่รู้เลย ขมวดให้ตายก็เป็นหน้าโล่งๆ ยิ่งถ้ากล้องอยู่ไกลๆ ยิ่งต้องเล่นหนัก แสดงจนปวดหัวเลยล่ะเรื่องนี้ (พูดไปยิ้มไป)

พอฉากโกรธมาทีไร เราต้องเล่นหน้าเยอะจนปวดหัวเลย ต้องขมวดคิ้วมากกว่าเดิมให้กล้องเห็น จากที่เคยเล่นเครียดแบบปกติธรรมดา ต้องอัปเลเวลเข้าไปอีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ได้ เล่นสุดชีวิตเลย ทำให้รู้เลยว่าพอไม่มีคิ้วแล้วมันเล่นยากจริงๆ นี่แหละครับคือความท้าทายของเรื่องนี้ พอไม่มีผม ไม่มีคิ้วแล้ว เราจะแสดงให้ดีที่สุดยังไง




เตรียมให้น้อย เล่นให้นิ่ง ดีที่สุด

[ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ "Sahamongkolfilm International”]
คว้ารางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง “เด็กหอ” ตั้งแต่อายุ 13 ปี ถือเป็นบทการันตีคุณภาพและพรสวรรค์ที่อัดแน่นอยู่ในตัวหนุ่มน้อยวัย 22 นายนี้ได้เป็นอย่างดี แต่แปลก... คนที่ได้รับคำชมเชยกลับไม่เคยคิดอย่างนั้นแม้แต่นิดเดียว แถมยังรู้สึกว่านับวันการแสดงของเขายิ่งอ่อนลงเรื่อยๆ ด้วยซ้ำ

“ผมว่ายิ่งโตยิ่งเล่นไม่ดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ถ้าให้เลือก ผมว่าการแสดงที่ยากและดีที่สุดตั้งแต่เคยทำมาคือเรื่องเด็กหอครับ แต่ตอนนี้เหมือนเราผ่านอะไรมาเยอะ มันเลยเล่นได้ไม่ธรรมชาติเหมือนเดิมแล้ว ช่วงหลัง เราเล่นหนังเยอะ สลับกับเล่นละครด้วย หลายๆ อย่างมันเลยดูปนๆ กันมั่วซั่วไปหมด

แต่เห็นแสดงดีมาตั้งแต่เรื่อง “แฟนฉัน” ภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่ตอน 9 ขวบแล้ว แสดงว่าต้องเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านการแสดงติดตัวมาตั้งแต่เด็กหรือเปล่า? คนถูกถามยิ้มรับด้วยท่าทีอ่อนน้อม ก่อนส่ายหน้ากลับมาเป็นคำตอบพร้อมคำอธิบายว่า

[จุดเริ่มต้นวงการบันเทิงของ “เด็กชายแน็ก”]
“ไม่เลยครับ เอาจริงๆ ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องเลยว่ามันคือการแสดง ผมว่าให้เด็กอายุเท่านั้นมาแสดง เด็กก็จะแสดงได้ดีทุกคนแหละ ถ้าไม่ได้พูดผิดร้อยรอบนะ (ยิ้ม) แค่เขาบอกให้พูดอะไรออกมา เด็กก็แสดงออกมาได้ดีแล้ว นักแสดงเด็กทุกคนแทบไม่ต้องเรียนการแสดงเลยครับ อย่างตอนผมก็ไม่ได้เรียน มันไม่เหมือนนักแสดงผู้ใหญ่ที่รู้เรื่องเยอะแล้ว รู้ว่าฉันจะมาแสดง แบบนั้นแหละจะทำให้มันไม่เป็นธรรมชาติ


ทุกวันนี้ แน็กจึงยังคงเลือกใช้วิธีการแสดงแบบเดิม แบบที่เคยใช้ในช่วงเป็นนักแสดงเด็กอยู่ โดยพยายามเตรียมหลายๆ อย่างให้น้อยที่สุดและเล่นให้นิ่งที่สุด เพื่อให้ภาพที่อยู่บนจอยักษ์ออกมาเป็นธรรมชาติ ใกล้เคียง “ความจริง” และห่างไกลคำว่า “การแสดง” ให้น้อยที่สุด

“ผมจะเป็นนักแสดงที่ไม่อ่านบททั้งหมดให้จบก่อน แต่จะใช้วิธีการคุยกัน ตกลงกันตรงนั้นว่าหนังจะเป็นยังไง พอตอนถ่ายทำ ผมก็จะไม่ท่องบท แต่จะให้บอกบทหน้ากองเอาครับ คือก่อนเข้ากอง 5-10 นาที ผู้กำกับก็จะมาเล่าว่าฉากนี้ต้องทำอะไร ยืนตรงไหน เล่นยังไง มันเป็นวิธีที่ผมใช้เล่นมาตั้งแต่แรกแล้ว

ตอนที่แสดง ผมจะใช้วิธีขยับท่าทางให้น้อยที่สุด ขยับหน้าให้น้อยที่สุด ไม่ใช่ว่าพอโกรธปุ๊บต้องโกรธมาก (ทำหน้าเล่นใหญ่เกินพอดี) เพราะเรื่องจริง ชีวิตจริง เราก็ไม่ได้แสดงท่าทางกันเยอะอยู่แล้ว ผมเลยจะพยายามเล่นให้มันออกมาจากข้างใน ก็ไม่รู้ว่ามันดีไหมนะ (ยิ้ม) แต่มันดีสำหรับผม และผมก็อยากทำให้มันออกมาดีที่สุด



ทุกวันนี้คติในการทำงานของผมคือ ถ้ารับมาแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด พยายามอย่างอแง อย่าเกเรเยอะ ยิ่งได้เล่นกับมืออาชีพหลายๆ คน อย่างอาเอก (สรพงษ์ ชาตรี) เราจะยิ่งเกรงใจเขามาก จะกลัวมากว่าจะเล่นผิดและพาให้เขาช้าไปด้วยไหม เพราะอาเขาเป็นคนมีสมาธิมาก แล้วก็เล่นเก่งมากเลยครับ ทุกคนเล่นเก่งหมดเลย ก็ดีใจครับที่ได้ทำงานร่วมกัน ได้เห็นว่าแต่ละคนเขามีวิธีการทำงานยังไง แถมความตั้งใจเขาก็เยอะกว่าผมกันทุกคนเลย” แน็กยิ้มบางๆ ตบท้าย




ใช้คุ้มแล้ว! “ชีวิตนอกหลักสูตร”

ผมเรียนไม่เก่งเลยครับ พี่น้องคนอื่นสอบได้ที่ 1 ตลอด แต่เราได้ที่โหล่ตลอด ทั้งๆ ที่ตั้งใจแล้ว แต่มันไม่เก่งจริงๆ ในบรรดาพี่น้อง 6 คน แต่ละคนจะเก่งกันคนละด้านหมดเลย พี่ผมคนหนึ่งจบจุฬาฯ เรียนโทครุศาสตร์อยู่ครับ อีกคนทำงานด้านแอนิเมชัน เป็นทีมลงสีปังปอนด์แอนิเมชัน ส่วนพี่อีก 2 คนมาทางออกแบบเสื้อผ้า มีผมนี่แหละที่เรียนไม่จบอยู่คนเดียว เรียนปี 1 มา 2 ที่แล้ว แต่ก็ไปไม่รอด (ยิ้มเขินๆ) เหมือนการเรียนมันไม่เข้าหัวเลย มันยากมากสำหรับผม”

แต่ถ้าเป็นชีวิตนอกตำรา การเรียนรู้นอกหลักสูตร บอกได้เลยว่าไม่เป็นสองรองใครแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องที่หลงใหล เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมันได้ทั้งวันทั้งคืนแบบแรงดีไม่มีตกเลย

“ผมใช้ชีวิตเยอะกว่าคน 50 แล้วด้วยซ้ำ (ยิ้ม) ผมชอบการมีชีวิตอยู่ข้างนอกมาก ผมไปอยู่ทะเลมาทั้งปี ไปอยู่ป่าทั้งปี ผมลุยมาทั้งชีวิตจนไม่รู้จะไปทำอะไรแล้วตอนนี้ นี่ก็เริ่มหันมาจริงจังกับดนตรีอยู่ครับ กำลังพยายามศึกษาและจะเก่งเรื่องนี้ให้ได้ จากที่เป็นคนขี้อายมาก จับไมค์แล้วกลัวมาก ตอนนี้ก็พยายามปรับๆ อยู่ครับ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนการเป็นนักแสดงของผม มันคืองานประจำไปแล้ว ส่วนดนตรีก็กลายเป็นงานอดิเรกที่ชอบที่สุดไปแล้ว

ผมว่าผมเป็นคนเรียนรู้ไวมากนะ ถ้าใครรู้จักจะรู้ว่าผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะตั้งใจกว่าคนอื่น เหมือนตอนเราศึกษาเรื่องเครื่องบิน เรารู้ระบบทุกอย่างได้ภายในไม่ถึงอาทิตย์เดียว ทั้งๆ ที่คนอื่นอาจจะศึกษามาเป็นสิบปี ถึงขั้นพยายามจะสร้างเครื่องบิน เครื่องร่อนเซตหน้าปีกบนให้ได้อยู่ช่วงหนึ่ง แต่งบไม่พอก็เลยต้องเลิกไป แต่ถ้ามีตังค์จะกลับไปทำต่อครับเพราะมันเป็นสิ่งที่เราหลงใหลมาตั้งแต่ 9 ขวบแล้วครับ ตอนนี้ก็เอางบมาทุ่มกับดนตรีก่อน หมดกับดนตรีเยอะเหมือนกัน แต่ผมว่ามันเป็นอะไรที่ลงทุนแล้วคุ้มกว่าเยอะ

เทียบกับตอนยังทำโมเดลเครื่องบินนี่หมดตังค์เยอะที่สุดในโลกแล้ว เพราะเราจริงจังมาก ทำแบบที่มันต้องบินได้เลยนะ แล้วก็ทำใหญ่ขึ้นๆ เรื่อยๆ จนมาถึงขั้นที่จะสั่งอุปกรณ์นอกมาต่อเครื่องบินจริงแล้ว แต่มันลำบากมาก ต้องทำเรื่องอะไรเยอะมาก ก็เลยหยุดไปครับ หรืออย่างแต่ก่อน ผมชอบรถบิ๊กไบค์ 1000 ซีซี ขาถึงข้างเดียวก็ขอแม่แล้ว อยากได้มาก แล้วสุดท้ายก็มาจบที่ดนตรี เพราะเรารู้สึกว่าอันนี้มันไม่ไร้สาระนะ เทียบกับอย่างอื่นที่เคยทำมามันสิ้นเปลืองเกินไป ตอนนี้ก็ฝึกทุกอย่างเองได้แล้วครับ รู้สึกว่าสิ่งนี้แหละที่มันก็อยู่กับเราไปตลอด และเราก็ตั้งใจว่าจะทำงานด้านนี้ให้ได้


กีตาร์, กลอง, เบส, เปียโน, ไวโอลิน, ฟลุต, ขลุ่ย, เชลโล, ดับเบิลเบส ฯลฯ หัดเอง-เล่นเองได้หมดทุกอย่างภายในเวลาเพียง 3 เดือน! ถึงตอนนี้ผลงานของแน็กก็เผยแพร่สู่สาธารณชนเรียบร้อยแล้วใน Youtube Channel ที่ชื่อ “Charlie” ประเดิมด้วยเพลง “เรื่องเล่าของฉัน” เป็นซิงเกิลแรก โดยมีเนื้อร้อง ทำนอง เมโลดี้ทุกอย่าง มาจากศิลปินเดี่ยวไร้สังกัดคนนี้ผลิตมันออกมาทั้งหมด

ผมโดนดูถูกมาเยอะครับเรื่องนี้ ผมก็เลยทุ่มเทมาก นอนอยู่กับเครื่องดนตรีเลยจนให้เรารู้ทุกอย่างว่ามันออกเสียงยังไง แล้วก็ทำคนเดียวทุกขั้นตอน ยกเว้นขั้นตอนที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ครับ เพราะเราใช้คอมพ์ไม่เป็น ช่วงแรกก็จ้างคนที่ใช้โปรแกรมกับคีย์บอร์ดเป็นมาช่วยก่อน โดยที่เราเป็นคนคุมหมดทุกอย่างว่าจะเอาเสียงอะไรแบบไหนครับ คือทุกโน้ต ทุกเมโลดี ออกมาจากเราหมดเลย

[ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ "Charlie”]
จากปกติถ้าจะทำเพลงเพลงหนึ่ง อาจจะต้องมีทีมทำเพลง มีนักแต่งเพลงแต่งเพลง โยนเนื้อเพลงไปให้นักเรียบเรียงดนตรี นักบิดเมโลดี และนักดนตรีแต่ละชิ้น ให้คนตีกลองมาคิดกลอง มือกีตาร์-มือเบสก็ต้องมาคิดไลน์ของตัวเอง ซึ่งรวมๆ แล้วจะต้องผ่านหลายคนมาก แต่อันนี้ผมทำคนเดียว และคงไม่สังกัดค่ายไหนครับเพราะเราไม่ยอมให้ใครช่วยคิดงาน เพราะเขาไม่เชื่อเรา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำเพลงสากลด้วยครับ ตั้งใจไว้ตอนแรกว่าจะทำให้ได้ก่อนอายุ 25 ถ้าใครชอบดนตรีก็อยากให้ลองฟังดู ถ้ามันไม่ดีก็ไม่ต้องยอมรับ แต่ถ้ามันดีก็ฝากติดตามด้วย

[MV ซิงเกิลแรกในชีวิต “เรื่องเล่าของฉัน”]



ยังไม่อิน “ความสุขออนไลน์”

อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ เล่นไม่เป็นเลยสักอย่าง แน็กสารภาพออกมาตรงๆ ว่าเพิ่งเริ่มหัดเล่นไลน์เอาช่วงหลังๆ มานี้เอง ซึ่งถือว่าสวนกระแสยุคผู้คนเสพติดหน้าจอสมาร์ทโฟนอยู่มากพอสมควร ยิ่งเป็นคนในวงการบันเทิงด้วยแล้ว การตัดขาดจากโลกโซเชียลมีเดียก็ไม่ต่างไปจากการตัดแขนตัดขาตัวเอง ยิ่งทำให้ยากในการต่อยอดสร้างฐานแฟนๆ เข้าไปใหญ่ แต่แน็กกลับมองว่าสิ่งเหล่านี้อาจไม่ได้สำคัญเท่าการได้อยู่กับครอบครัวและใช้ทุกช่วงเวลาอยู่ด้วยกันจริงๆ

“มันแค่อาจจะทำให้เรามีกลุ่มแฟนคลับน้อยกว่าคนอื่นครับ ที่ผมไม่ได้เล่นเพราะผมไม่รู้เล่นยังไง และชีวิตผมปกติก็ไม่มีอะไรให้อัปเท่าไหร่ เพราะวันๆ ผมสกปรกมาก (หัวเราะ) อยู่แต่กับสัตว์เลี้ยง ใส่เสื้อขาดทั้งตัว รองเท้า กางเกงขาด แต่งตัวซ้ำๆ แล้วก็ไม่ค่อยชอบถ่ายรูปตัวเอง ไม่ได้อยากจะลงงานตัวเองอะไรมาก ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ชอบขับรถให้แม่ อยู่กับหลาน พี่สาวชอบให้เลี้ยงหลาน (ยิ้ม) นอกนั้นก็เอาเวลาไปเลี้ยงสัตว์ในบ้าน”

นิสัยส่วนตัวอีกอย่างที่สวนกระแสคนวัยเดียวกันกับเขาก็คือ เขาไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า และไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ไม่ชอบงานปาร์ตี้สังสรรค์ เพราะโตมากับครอบครัวที่ปลอดสิ่งเร้าอะไรแบบนั้น และเหตุผลข้อสำคัญของเขาก็คือ “ถ้าเราอยู่กับแม่แล้วสูบบุหรี่ แม่คงรู้สึกไม่ดี เราก็เลยไม่ทำครับ เพราะเราชอบอยู่กับแม่ ชอบเลี้ยงสัตว์ด้วยกัน”

“จริงๆ แล้ว เราก็เคยลองสูบบุหรี่เหมือนกันนะครับ ไม่ใช่ไม่เคย แต่พอโตมาก็รู้ว่ามันไม่ใช่ มันไม่ได้เท่เลยที่เป็นเด็กแล้วต้องมาทำเก๊กแบบนั้น (ยิ้ม) และเราก็ชอบสอนเด็กตั้งแต่ตอน 15 เจอเด็กเราก็สอนว่ามันไม่ดีนะการกินเหล้า-สูบบุหรี่ เด็กคนไหนที่เราเจอ ถ้าเตือนแล้วเขารับฟัง เราก็จะบอกเขาตลอด หรืออย่างเพื่อนผม ผมก็จะเตือนตลอด เพราะเพื่อนที่คบกันอยู่ก็ไม่มีใครสูบบุหรี่หรือกินเหล้าเลย เรื่องเที่ยวกลางคืนก็มีไม่กี่ครั้งเองในชีวิต”

ความสุขของเขาคือการได้อยู่ในสวนเล็กๆ ช่วยพยาบาลลูกนกปีกหักที่บินมาขอหลบภัย เลี้ยงดูให้อาหารน้องหมาน้องแมวที่พลัดหลงหรือถูกทอดทิ้ง เลี้ยงทุกอย่างตั้งแต่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กน่ารักไปจนถึงขนาดตัวใหญ่ขนาดไหนก็ไม่เกี่ยง จระเข้, ตัวเงินตัวทอง, งูเล็ก, งูใหญ่ ฯลฯ สามารถเป็นเพื่อนซี้กับแน็กได้หมดแบบไม่มีแบ่งชนชั้นวรรณะ


“พอดีบ้านมีพื้นที่สวน แต่ไม่ได้ใหญ่นะครับ เลยได้เลี้ยงหลายอย่างเพราะสัตว์บาดเจ็บมันชอบเข้ามาหาเราเอง บางทีนกมันก็บินเข้ามาให้เราดูแลเลยนะ แล้วก็มีงูเข้าบ้านบ่อยมากๆ หมาก็ชอบมีคนเอามาทิ้งหลายตัวมาก เลี้ยงกันเหนื่อยเลยล่ะ (ยิ้มกว้าง) มีตัวชะมด มีบ่อเลี้ยงเต่า เลี้ยงตะพาบ มีไข่ห่านด้วย งูยักษ์ แล้วก็ตัวเงินตัวทอง ตัวนี้ชื่อ “แจ็กพอต” (หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโชว์ภาพคู่ให้ดู) เลี้ยงตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ ตอนนี้โตแล้วครับ

แม่ผมจะชอบเลี้ยงแมว ส่วนผมจะชอบเลี้ยงสัตว์ดุๆ หน่อย ผมไม่เคยแนะนำให้ใครไปซื้อสัตว์มาเลี้ยงนะ แต่ที่เห็นทั้งหมดนี้คือมันมาเอง ทั้งที่มีคนทิ้งด้วยเยอะมาก มีถูกคนไล่ตีด้วย เราก็เอามาเลี้ยงหมด ยิ่งแม่ผมนี่เลี้ยงสัตว์ดีกว่าผมร้อยเท่า เห็นผมรักสัตว์ขนาดนี้ แต่ผมยังเลี้ยงได้ไม่ดีเท่าเขาเลยนะ


ผมรู้สึกว่าสัตว์ทุกอย่างมันน่ารักหมด อย่างงู จริงๆ แล้วมันไม่ได้ดุทุกตัวนะ ตัวเงินตัวทองก็น่ารัก ทุกตัวกินง่าย กินได้ทุกอย่างเลย สัตว์ทุกตัวมันน่ารักเหมือนๆ กัน แต่บางตัวมันแค่ซวย มันโชคร้ายที่เกิดมาแล้วต้องโดนคนไล่ตีไล่เตะหรือไล่ฆ่าทิ้ง และเราจะสงสารพวกนี้มาก อย่างนกแสกที่โดนตีมา แม่ผมก็เอามาดูแล บ้านเราไม่เคยรังเกียจสัตว์อะไรสักอย่างเลยจริงๆ

ผมเป็นคนรักสัตว์มาก รักมากกว่าที่คนอื่นรัก ผมกล้าพูดเลย แต่จะไม่ใช่ผู้ชายที่เจอหมาแล้วต้องอุ้มหรือหอม เพราะเราเป็นคนแพ้ขนสัตว์หนักมากด้วย แต่เราจะรักมันแบบเล่นกับมัน ดูแลมัน เจอตัวไหนบาดเจ็บและต้องการความช่วยเหลือ เราเก็บมาเลี้ยงหมด นี่ก็คิดอยู่ครับว่าอยากซื้อที่ใหญ่ๆ เอาไว้ให้คุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วย แล้วก็เอาไว้เลี้ยงสัตว์พวกนี้โดยเฉพาะ เพราะตอนนี้พื้นที่บ้านเราไม่กว้างพอแล้ว เพราะเราเลี้ยงเยอะมากจริงๆ

จากแต่ก่อน ถ่ายละครเสร็จเรื่องหนึ่งเราก็จะพักยาวไปเลย 5 ปี แต่มาครั้งนี้คิดกับตัวเองไว้ว่า จะลองทำงานยาวๆ ดู 1 ปีเต็ม เพราะเราก็โตแล้วด้วย อยากมีเงินเก็บไปทำตามแผนที่วางเอาไว้อีกเยอะมาก แต่ไม่ได้คิดอยากจะเปิดเป็นมูลนิธิสำหรับสัตว์นะครับ เคยมีคนแนะนำเยอะเหมือนกัน แต่เราไม่ทำเด็ดขาด เพราะเห็นบางที่เปิดเป็นมูลนิธิแล้วก็โกง เอาตังค์ไปใช้เองก็มี แบบนั้นมันไม่ใช่ความสุขของผมครับ คุณแม่จะสอนตลอดว่าอย่าเยอะ ให้ใช้ชีวิตแบบสบายๆ ความสุขของผมทุกวันนี้ก็คือการได้อยู่กับครอบครัว อยู่กับสัตว์เลี้ยง แค่นี้ก็สบายใจที่สุดแล้ว



“บาป” ของแน็ก

“ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ถ้าทำอะไรไม่ดีก็จะได้รับผลไม่ดีเหมือนกันหมด ผมเชื่อเสมอครับว่าใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว ถามว่าเรื่องอาบัติในศาสนาคริสต์มีไหม? มันก็มีเหมือนกันครับ เขาก็จะมีกฎมีข้อห้ามกำหนดเอาไว้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นบาปสำหรับคนทั่วๆ ไป ก็จะมีการแก้บาป ต้องเข้าไปรับศีลแก้บาปทุกอาทิตย์ บาปที่ผมเคยทำก็มีหลายอย่างเหมือนกันครับ เป็นบาปเล็กๆ น้อยๆ บางทีช่วงวัยรุ่นอาจจะเคยพูดไม่ดีกับพ่อแม่ นั่นก็คือสิ่งที่ไม่ดีแล้ว หรือการฆ่าสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ก็ถือเป็นบาปแล้วเหมือนกัน”



ประวัติส่วนตัว

ชื่อ: แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ (ปอทเจส)
วันเกิด: 19 ม.ค.2536
ผลงานเด่น: ภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” (2546), “เด็กหอ” (2549), “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” (2551), “5 แพร่ง” (2552) และเรื่องล่าสุด “อาบัติ”
รางวัลที่ได้รับ: รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ประจำปี 2549 สาขาผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “เด็กหอ” และรางวัลดารานักแสดงดาวรุ่งที่น่าจับตามองในระดับเอเชีย เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ประจำปี 2549


ขอบคุณทุกเสียงสนับสนุนครับภาพยนตร์ผ่านการพิจารณาแล้วด้วยเรต 18+ และโรงภาพยนตร์ต่างๆจะเริ่มทยอยฉายได้ในคืนนี้ #Ar_bat #อาบัติ #อาปัติ

Posted by Sahamongkolfilm International on Friday, October 16, 2015


[ตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง "อาบัติ"]

สัมภาษณ์โดย ASTVผู้จัดการ Lite
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณสถานที่: ร้าน “Mejico” ชั้น 2 ฝั่ง Groove (Central World)
ขอบคุณภาพ: แฟนเพจ “Sahamongkolfilm International” และ “Charlie”



มาสร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน!!ตัวอย่างงานในเซ็กชั่นทั้งหมด>>>...

Posted by ASTV ผู้จัดการ Live on Friday, August 21, 2015

รายละเอียดเพิ่มเติม (คลิก)>>> ตัวอย่างงานในเซ็กชั่น "ASTVผู้จัดการ Live"



มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...