xs
xsm
sm
md
lg

“แซนดี้ พลอย” ตัวประกอบไทยโกอินเตอร์ สู่นางเอกซุปตาร์แถวหน้า!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ใครจะคาดคิดว่าจากตัวประกอบกลายเป็นนางเอกโกอินเตอร์ สำหรับนางเอกระดับซุปตาร์ “แซนดี้ พลอย” ที่ก้าวข้ามการโดนเหยียดจากตัวประกอบกะโหลกกะลามารับบทนางเอกเรื่อง “Jonsouda” เธอคือหนึ่งเดียวของคนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และยังเป็นนางเอกซุปตาร์ที่โด่งดังมากในประเทศอิหร่าน!!

เธอคือซุปตาร์แถวหน้า!

ต้องยอมรับว่ากระแสของเธอค่อนข้างเงียบถึงแม้จะเคยผ่านงานแสดงและมีผลงานละครในเมืองไทยมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักหรือคุ้นหน้าคุ้นตาเธอเท่าไรนัก สำหรับสาวหน้าเก๋ นัยน์ตามีเสน่ห์อย่าง "พลอย-พลอยปภัส วรพิสิษฐ์กุล" หรือ “แซนดี้ พลอย”

อาจเป็นเพราะในเมืองไทยสาวตาสวยผู้นี้เป็นเพียงตัวประกอบธรรมดาๆ แต่ที่ประเทศอิหร่านนั้นเธอกลับได้รับบทเด่นเป็นนางเอกของเรื่องเลยทีเดียว โดยเมื่อช่วงเดือนเมษายน 2558 เธอได้ติดปีกโกอินเตอร์ ไปเล่นภาพยนตร์เรื่อง "Jonsouda" ประเด็นนี้เองทำให้สื่อทุกสำนักต่างจับจ้องจ่อไมล์เข้าหา

M-lite สัปดาห์นี้ก็ไม่พลาดที่จะคว้าตัวเธอมาร่วมพูดคุย “แซนดี้ พลอย” มาตรงตามเวลานัดที่แหล่งชอปปิ้งมอลล์สุดชิค ย่านใจกลางเมือง Terminal 21 กับลุคหวานซ่อนเปรี้ยว เธอเดินมาพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นกันเอง แถมยังพกความมั่นใจมาเกินร้อย เธอกล่าวยกมือไหว้ทักทายก่อนจะเริ่มเล่าถึงการจับพลัดจับผลูได้รับบทเด่นเป็นถึงนางเอกแถวหน้า และได้ร่วมงานกับชาวต่างชาติได้อย่างไร? และต่อไปนี้คือบทสนทนาระหว่างเรา

“ต้องเท้าความก่อนว่าอิหร่านทำหนังเพื่อ film festival โดยตรง ทีนี้เขาก็จะมีเทศกาล international film festival เป็นประจำทุกปีแล้วเขาก็จะมีการโคป์ไปต่างประเทศ เพื่อที่จะออกมาทำหนังแล้วเอาเข้าประเทศ และเอาหนังไปใน international film festival โดยส่วนใหญ่เขาก็จะโดนโคป์ไป แต่ประเทศไทยมันยังไม่เคยมี แล้วเจ้าของหนังเรื่องนี้เขาชอบเมืองไทย เขาก็เลยโคป์มาทางประเทศไทย แล้วก็เข้ามาหาข้อมูล เข้ามาใช้ชีวิต เข้ามาทำการเวิร์กชอปเปิดกล้องแคสติ้ง แล้วพลอยก็เลยได้ทราบเลยลองเข้าไปแคสต์ดู”




เธอเกริ่นถึงประสบการณ์อันน่าประทับใจด้วยสีหน้าหน้ายิ้มแย้ม ซึ่งผู้สัมภาษณ์เองก็รู้สึกได้ถึงความดีใจและความตื่นเต้นพอควรกับงานชิ้นนี้ ที่ถือว่าเป็นงานชิ้นโบแดงที่เป็นความภาคภูมิใจของเธอ ซึ่งเธอก็ได้เล่าให้ฟังต่อว่าเธอยังเป็นนักแสดงคนไทยคนเดียวที่ได้ร่วมงานกับโปรเจกต์นี้อีกด้วย

“เราไปเอง คือจริงๆ กลุ่มพวกนักแสดงที่เป็นเหมือนกับตัวประกอบหรือว่าสมทบ เขาก็จะมีบอร์ดแคสงานกันเรื่อยๆ เขาก็จะบอก มีหนังต่างประเทศเรื่องนี้เข้ามานะ ถ้าคาแรกเตอร์ใครตรงก็ลองไปแคสต์ดูมั้ย เราก็คิดว่าบทเป็นถึงนางเอกเลยนะ (ยิ้มกว้าง) ก็ลองไปแคสต์ดูหน่อยแล้วกัน เขาเตรียมงานกันทั้งหมดประมาณ 2 เดือน ในส่วนของแคสติ้ง แต่เท่าที่ทราบมาเหมือนเขาหามาเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถูกใจซะที จนกระทั่งพลอยไปตอนท้ายๆ แล้ว แล้วเขาก็ไปประชุม ไปประเมินผลกันอีกทีหนึ่งว่าจะยังไงดี แล้วท้ายที่สุดก็เลือกสักประมาณ 1-2 อาทิตย์ได้ก็ทราบค่ะ




เป็นนักแสดงคนไทยคนเดียวเลยค่ะ ตื่นเต้นมาก คือตอนแรกที่ไปแคสต์ก็ไม่ได้หวังหรอกว่าเราจะได้เพราะมันคือนางเอก แต่ทีนี้เราก็คิดว่าไม่เป็นไร ลองดูก็ได้แล้วก็ทำของเราให้มันเต็มที่ พอแคสต์เสร็จก็มีคนแอบมาบอกว่าเขาชอบนะ แต่มันก็มีคนที่แย้งด้วยว่าจะเหมาะมั้ย แต่แอกติ้งโดยรวมคือเขาโอเค ที่นี้ก็คิดว่าจริงเหรอ แล้วจะได้มั้ย (หัวเราะ) เราก็แอบลุ้นๆ แต่ว่าไม่เป็นไร ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นโอกาส แต่ถ้าไม่ได้เราก็เอาใหม่ และท้ายที่สุดเขาก็แจ้งมาว่าเราได้ ก็ดีใจมาก (ทำท่าดีใจ)”

ในส่วนของคาแรกเตอร์นั้นเป็นดรามาจ๋าเลยทีเดียว เรียกได้ว่าแตกต่างจากตัวตนของเธออย่างชัดเจน เพราะโดยบุคลิกตัวตนของเธอนั้นเป็นคนเฟรนลี่ ร่าเริงและสดใสเอามากๆ

“มันยากนะ เพราะบทที่เขาแคสต์คือหนังมันเป็นดรามาทั้งหมดเลย และด้วยความที่คาแรกเตอร์เราเป็นคนร่าเริง เขาก็เหมือนกับก้ำกึ่งๆ ค่ะ แต่ทีนี้ตอนที่เขาประชุมเขาแอบเห็นความเข้มแข็งในตาลึกๆ แล้วก็เหมือนเป็นคนที่มุ่งมั่นพอควรเลยแหละ เขาก็เลยตัดสินใจเลือกให้ถ่ายทอดอารมณ์ในความดรามาของหนังออกมา แล้วก็ต้องทำเวิร์กชอปเยอะมาก”

โดดเด่นเพราะหน้าหวาน แววตาดุ

ไม่ง่ายเลยที่นักแสดงตัวเล็กๆ จะโดนเลือกให้ไปเล่นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในต่างแดน และยิ่งเป็นตัวประกอบด้วยแล้ว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่อาจไม่มีทางเป็นไปได้เสียด้วยซ้ำ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เพราะอะไรเธอถึงได้รับเลือก? และอะไรคือจุดเด่นของเธอที่ชาวต่างชาติอย่างร่วมงานด้วย?

“เท่าที่ทราบ เขาบอกว่า 1. เขาเห็นในแววตาพลอยว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งอยู่ข้างในลึกๆ แล้วก็มีความมุ่งมั่นมาก เขาอยากได้คนที่มีคาแรกเตอร์แบบนี้แหละ เพราะในหนังมันดรามาแล้วมันเป็นสู้ชีวิต แล้วคือคุณต้องแสดงออกทางสีหน้าทั้งหมดเลย เพราะว่าบทพูดจะน้อยมาก

2. เขาไม่ได้อยากได้นักแสดงไทยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพราะว่าที่ประเทศเขาชอบหานักแสดงใหม่ๆ แล้วแต่ละคนอาจจะมาจากอาชีพอะไรก็ได้ นั่นมันเป็นวิธีคิดของเขา ทีนี้เขาก็คิดว่าเขาไม่ได้อยากได้นักแสดงที่ดังอยู่แล้ว แล้วด้วยความที่ว่าเรามีผลงานอยู่ในเมืองไทยอยู่ในระดับหนึ่ง แค่เฉพาะคนกลุ่มหนึ่งที่ตามเรา เราก็ไม่ได้มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ เขาก็เลยโอเค”






เรียกได้ว่าการได้มาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้คือความโชคดีของเธอ แต่ในความโชคดีนั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว เพราะเรื่องนี้ถือเป็นงานหินอยู่ไม่ใช่น้อย และบทที่เธอได้รับคือ ‘นางเอก’ ของเรื่อง ซึ่งจะต้องเป็นตัวดำเนินเรื่องทั้งหมด

“กดดันมาก (ลากเสียง) คือตอนที่ถ่ายมันยากมากเพราะว่าอย่างที่เราเล่นมา บทเรามันไม่ได้เยอะแยะอะไรมากมาย แล้วเราก็ไม่ได้แสดงความสามารถหรือว่าอะไรของเรามากนัก อย่างไปเล่นแค่ 1 ตอนอะไรอย่างนี้ แต่อันนี้มันเป็นเรื่องทั้งเรื่องเลย คือตัวละครของเราตัวเดียวที่ต้องดำเนินเรื่องทั้งหมด แล้วจะมีตัวละครอื่นๆ รายล้อมมาบ้าง แต่เรื่องทั้งหมดจะอยู่ที่เราหมดเลย”

อีกทั้ง ยังมีในเรื่องของการใช้เทคนิคในการถ่ายทำ ซึ่งแตกต่างจากเมืองไทยเป็นอย่างมาก โดยในเมืองไทยเวลาถ่ายทำจะมีหลายกล้อง หากผิดก็แก้ไขได้ แต่กองของอิหร่านจะถ่ายทำเป็นฉากยาวไม่มีแก้ไข และค่อนข้างละเอียด

“เทคนิคการถ่ายทำของเขาจะต่างจากเมืองไทยโดยสิ้นเชิงเลย อย่างสมมติถ้าเป็นละครบ้านเราจะใช้ 3 กล้อง แล้วก็จะตัดรับหน้าใครหน้ามัน แล้วอย่างถ้าเป็นหนังก็จะเป็น 1 กล้อง 2 กล้อง แล้วก็เปลี่ยนมุมภาพ แต่ของเขาใช้กล้องเดียวแล้วถ่ายแบบ one เทค long เทคไปเลย ไม่มีคัตไม่มี edit ไม่มีอะไรใดๆ ตั้งแต่ต้นซีนจนจบซีน

ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องเป๊ะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบล็อกกิ้งที่เขาวาง แอกติ้ง ฟิลลิ่ง แม้กระทั่งการหันหน้าให้ตรงองศากล้อง แล้วบล็อกกิ้งเขาจะไม่ได้นิ่งๆ เขาจะมูฟเมนต์เยอะมาก แล้วก็จะให้กล้อง ช่างภาพมูฟตามเรา แล้วแต่ละซีนจะยาวมาก อย่าง 1 นาที 2 นาทีเป็นต้นไปเลย”




"jonsouda" ถ่ายทำทั้งหมดที่ประเทศไทยแต่ฉายที่ประเทศอิหร่าน เธอบอกเล่าเรื่องราวระหว่างการถ่ายทำ และบอกถึงคาแรกเตอร์ที่เธอได้รับให้ฟังว่าเป็นบทที่ยากมาก และเหนื่อยพอควร

“ถ่ายทำเดือนกว่าค่ะ อันนี้คือถ่ายในเมืองไทยทั้งหมด แต่ที่พลอยบินไปคือบินไปเปิดตัวหนัง แล้วก็ไปแถลงข่าวที่ international film festival ถ่ายที่พัทยาหมดเลย ลุยมากค่ะ ต้องวิ่งท่าเรือแหลมบาลีฮายวิ่งจนสุดท่า แล้วก็ขึ้นสองแถว ขึ้นมอเตอร์ไซค์ คือสมบุกสมบันมาก

แล้วคาแรกเตอร์ก็จะต้องเครียดตลอดเวลา หน้าก็จะต้องนิ่งต้องเครียดตลอดเวลาคิ้วจะชนกันตลอด ก็ต้องทำหน้าแบบนี้เอาไว้ แล้วก็จะเวิร์กชอปเป็นซีนต่อซีนเลยกว่าจะถ่ายได้ แล้วอย่างวันหนึ่งเขาก็จะวางซีนไว้ประมาณ 3-4 ซีนแค่นั้น เพราะมันยาก เขากลัวเราจะไม่ไหวด้วย”

 
 
ก่อนจะถึงดวงดาวต้องแลกด้วยความลำบาก

หลายคนคงเกิดคำถาม การทำงานกับชาวต่างชาติเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แล้วยิ่งเป็นคนอิหร่านด้วย ถือว่ายากขึ้นไปอีกขั้นหรือเปล่า? เธอตอบกลับทันทีว่านั่นไม่ใช่อุปสรรคเลย เพราะการสื่อสารมีล่ามเป็นตัวช่วย แถมยังเป็นคนที่น่ารักมากๆ เอาเสียด้วย เธอยิ้มหวานพร้อมเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าสบายใจ

“เราใช้ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ แต่เขาก็จะมีล่ามที่มาจากทางสถานทูตมาช่วย ล่ามเก่งมากต้องยกความดีความชอบให้เลยเขาเป็นลูกครึ่งไทย-อิหร่าน แล้วเขาจะเข้าใจวัฒนธรรมทั้ง 2 อย่าง เขาก็จะช่วยดูภาพรวมให้ แล้วก็จะอธิบายว่าผู้กำกับอยากได้อะไร

อุปสรรคในเรื่องของการสื่อสารไม่มีเลย เพราะว่าอย่างที่บอกล่ามเก่งมาก เข้าใจทั้ง 2 ฝ่าย แล้วก็พยายามโคป์กันให้ได้ดีที่สุด ส่วนใหญ่อุปสรรคจะเป็นเรื่องของธรรมชาติมากกว่า ฝนตก เครื่องบิน โลเคชั่นถ่ายไม่ได้ ก็คือเป็นธรรมดาทั่วๆไป”




ต่อด้วยเรื่องของการเตรียมตัวในครั้งนี้ เธอต้องขลุกอยู่กับกองโปรดักชันของอิหร่านอยู่เป็นเดือนๆ เพื่อทำความเข้าใจกับบท และให้งานออกมาดีที่สุด

“เตรียมตัวเยอะมาก เพราะต้องไปขลุกอยู่กับเขาประมาณเกือบ 1 เดือน ไปเวิร์กชอป ต้องเตรียมตัวกัน เขาก็จะพาอ่านบททีละซีน ทีนี้บทก็เหมือนกับค่อนข้างจะมีปัญหาเพราะว่ามันมาจากภาษาอิหร่าน แล้วก็แปลเป็นอังกฤษ แล้วก็มาแปลเป็นไทยอีกทีหนึ่ง แล้วพอเราอ่านเราก็จะงง แบบว่า เอ๊ะ..อะไรยังไง (หัวเราะ) แต่เขาก็จะค่อยๆ พาอ่านเรื่อยๆ แล้วก็ทำความเข้าใจทีละซีนๆ แล้วก็มาเวิร์กชอปแบบเป็นซีนต่อซีนเลยค่ะก่อนจะถ่ายจริง

พลอยไม่ได้เรียนอะไรเพิ่มเลย คือลักษณะการถ่ายของเขาเหมือนกันว่าเขาจะบอกมาประมาณหนึ่งว่าเขาอยากได้แบบไหน แล้วเราก็ต้องกลับไปทำการบ้านมาแล้วก็มาเล่นให้เขาดูก่อน แล้วถ้าอันไหนถ้ามันมากไปหรือน้อยไป เขาก็จะบอกว่าอยากไปประมาณนี้เพิ่มเติมเขาก็จะบอกมา ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็จะบรีฟมาแล้วเขาก็จะปล่อยให้เราเล่น เราก็จะเล่นให้เขาดูว่าประมาณนี้มันได้มั้ย ก่อนที่จะถ่ายจริง”




ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งความท้าทาย และเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่เธอได้รับ ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายนัก ที่นักแสดงตัวประกอบตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะมีโอกาสได้ฝากฝีไม้ลายมือให้กับชาวต่างชาติได้ชื่นชม และด้วยความตั้งใจของเธอ ผลสุดท้ายเธอก็ทำมันได้และผ่านมาได้ด้วยดี

“ท้าทายมากเลย (ลากเสียง) เพราะคือบทนางเอก คือบททุกอย่างอยู่เราหมดแล้วก็การแสดงออกทางสีหน้าจะชัดเจนมาก แล้วคือคาแรกเตอร์ของตัวละคร มันเป็นดรามาก็จริง แต่ไม่ใช่ดรามาแบบร้องไห้ฟูมฟาย แต่มันเป็นดรามาที่พยายามอีเจกต์กับสิ่งที่เราได้รับ

เหมือนพอเราได้รับอะไรมาสักอย่างแล้วช็อกกับมัน แล้วน้ำตาเรากำลังจะออก แต่เราต้องคิดว่า ไม่หรอก ไม่ไม่ไม่จริง มันไม่ใช่! แล้วก็ต้องพยายามให้น้ำตามันหายไป ก็คือจะเป็นแบบนี้ตลอด คือช็อกแล้วก็ต้องทำตัวเองให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่มาก ใหม่จริงๆ แล้วยากมาก

พลอยคิดว่าทำดีที่สุดแล้วนะ เพราะว่าอย่างที่บอกก็คือมันเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเรามาก แล้วอย่างพลอยจะเป็นที่ทำอะไรทำจริง ทีนี้ก็มีความรู้สึกว่ามันยากจังเลย แต่ความยากนี่แหละที่ทำให้เราต้องทำการบ้านกับมันเยอะขึ้น เรามีความรู้สึกว่าพออยู่เมืองไทยเราก็ทำอะไรเรื่อยเปื่อย แต่อันนี้มันเป็นโอกาสสำคัญของชีวิตมาก ที่เราจะได้แสดงฝีมือและแสดงศักยภาพของเราได้เต็มที และพลอยก็ทำทุกอย่างเต็มที่”

 
 
โสเภณีในต่างแดนหรือเปล่า?

“เราเคยเป็นโสเภณีมาก่อน แล้วก็แต่งงานกับคนอิหร่าน” และนี่คือบทบาทที่เธอได้รับ เธอเกริ่นให้ฟังพร้อมอธิบายเนื้อหาของเรื่องว่าจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าเธอเคยเป็นโสเภณีมาก่อน นั่นเป็นแค่การปูพื้นเรื่องเฉยๆ สาวหน้าหวานนัยน์ตามีเสน่ห์ อธิบายเนื้อเรื่องให้ฟังอย่างช้าๆ

“ในเรื่องภาพยนตร์ชื่อ ‘Jonsouda’ นะคะ ในเรื่องเขาปูพื้นมาให้ว่าเราเคยเป็นโสเภณีมาก่อน แล้วก็แต่งงานกับคนอิหร่าน แต่ทีนี้ในเรื่องจะไม่มีอะไรใดๆ ที่เกี่ยวข้องกันโสเภณีเลยในภาพยนตร์ คือคนดูไม่รู้หรอก คนดูก็จะเห็นว่าพลอยทำงานอยู่กับคนชราแล้วก็จะดูแลคนชรา เพียงแต่ว่าเขาปูพื้นให้เราฟังเฉยๆ ว่าเราเคยเป็นโสเภณีแล้วเราก็อยู่กับต่างชาติ แต่พอเราอยู่กับสามี เราก็ทำตัวเองเรียกว่าหันมาสู้ชีวิตแทนที่จะไปเริงร่ากับอะไรตรงนั้น แต่โดยภาพรวมคือไม่มีอะไรใดๆ ที่เกี่ยวกับโสเภณีเลย”




ด้วยความที่ประเทศอิหร่านเป็นประเทศที่เคร่งศาสนามาก ดังนั้น ในฉากภาพยนตร์จึงไม่มีฉากที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวเลยแม้แต่แต่ฉากเดียว

“ไม่มีฉากเปลืองเนื้อเปลืองตัวเลย เพราะว่าอิหร่านเขาเป็นประเทศที่เคร่งศาสนาและวัฒนธรรมมาก เขาจะค่อนข้างแบ่งแยกระหว่างหญิงกับชาย คือเขาจะให้เกียรติกันมาก อย่างที่พลอยบินไป เขาจะไม่แตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงเลย แล้วเสื้อผ้าก็จะต้องแขนยาวคลุม โพกผม

แต่อย่างในหนังเรื่องนี้มาถ่ายทำที่ไทยทั้งหมด การแต่งตัวก็จะมีกลิ่นๆ โดยที่แบบว่าแขนก็จะขึ้นมาหน่อยเป็น 3 ส่วนบ้าง แล้วก็ต้องคลุมก้น แล้วก็ใส่ขายาว คือจะไม่มีอะไรที่โป๊เปลือยเลย หรือมีฉากที่แตะเนื้อต้องตัวหรือฉากอะไรแบบนั้นเลย”


หลากหลายกระแสในโลกออนไลน์ต่างโหมกระหน่ำ ถึงประเด็นที่สาวพลอยได้โกอินเตอร์ โดยส่วนมากบอกว่าคนไทยที่ได้เล่นภาพยนตร์ในต่างประเทศก็มักจะได้รับบท ‘โสเภณี’ สาวพลอยตอบอย่างใจเย็นโดยเธออยากให้มองในเนื้อหาของเรื่องมากกว่า และยังย้ำชัดอีกครั้งหนึ่งว่าประเทศอิหร่านคือประเทศที่เคร่งศาสนา ดังนั้น จึงเสนอเรื่องราวที่สื่อไปทางนั้นไม่ได้เลยเพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

“อันนี้ก็แอบได้ยินมาเหมือนกัน คือจริงๆ อย่างที่บอกพอมันพูดถึงโสเภณี คนก็จะคิดกันไปต่างๆ นานา ด้วยความที่ว่าวัฒนธรรมของฝรั่งทางฝั่งอเมริกาเข้ามาเยอะ เหมือนกับว่าถ้าเป็นหนังทางด้านโน้น เขาก็จะโป๊เปลือยกันด้วยบท อะไรแบบนี้ แต่พลอยก็อยากให้มองเป็นเรื่องๆ หรือที่ตัวบุคคลไปดีกว่า อย่างที่พลอยบอกด้วยความที่เป็นหนังอิหร่าน เขาจะเสนอเรื่องแบบนี้ไม่ได้เลย เพราะมันผิดกฎหมายบ้านเขาเลย แล้วก็เป็นกฎหมายที่แรงมาก คือเขาก็แค่ปูพื้นให้เราเฉยๆ ว่าเราเคยเป็นโสเภณีนะแค่นั้นเอง คนดูก็จะไม่รู้เลย เพราะว่าจะเห็นพลอยอยู่แค่บ้านพักคนชรา”




ถึงจะมีกระแสด้านลบออกมาแต่สาวพลอยก็ไม่หวั่น เธอบอกว่านี่เป็นโอกาสสำคัญของชีวิตและเธอก็ตั้งใจทำมันให้ออกมาดีที่สุดแล้ว และก็ภูมิใจกับการทำงานในครั้งนี้มาก เพราะเมื่อภาพยนตร์ได้ออกโรงฉายปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด และการแสดงที่เข้มข้นตีบทแตกเล่นได้ลึกซึ้ง ทำให้ได้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังนานาชาติ international film festival อีกด้วย

“ดีมาก (ยิ้มกว้าง) คือตอนที่เราบินไปที่นู้นเราก็อเมซิ่งนะ เพราะอยู่เมืองไทยเราก็ทำงานไปเรื่อยๆ นะ แต่พอไปถึงเขาตื่นเต้นกันมากเพราะว่า มันเป็นครั้งแรกของโคป์โปรดักชั่นไทย-อิหร่าน พอพูดถึงก็จะตื่นเต้นกันมาก ก็จะไทย-อิหร่านๆ จันสุดาๆ อะไรแบบนี้ อย่างเรื่องอื่นๆ ก็จะเป็นทางจีนทางอินเดีย พอพูดถึงจันสุดาคนก็จะรู้เลย เขาก็จะตื่นเต้น ต้อนรับดีมาก

พลอยภูมิใจมากนะคะ (น้ำเสียงดีใจ) ตอนแรกที่บอกว่าได้ก็ดีใจแล้ว ครั้งที่ 2 บอกว่าเทคนิคการถ่ายทำแบบนี้ เราก็คิดตายแล้วเราจะทำได้มั้ย เราก็ทำได้ ท้ายที่สุดมันก็ผ่านไปด้วยดี มันก็หยุดแค่ตรงนี้ แล้วพอเขาเอาหนังกลับไปที่นู้น เราก็ไม่ได้อะไรนะคะ เขาก็คงไปทำกระบวนการอะไรของเขา

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เขาก็คอนแทกต์มาแล้วบอกว่าหนังคุณได้เข้าชิงรางวัล international film festival นะ เราก็ ฮะ!! จริงเหรอ แล้วยังไม่พอก็ยังเชิญเราไปที่นู้นด้วย เราก็เลยมีความรู้สึกว่า เฮ้ย..ที่ผ่านมาเราก็แค่ดีใจประมาณหนึ่งเพราะเราได้เป็นนางเอกและหนังก็จะไปฉายที่บ้านเขา พอได้ไปที่นู้นอีก เราก็เลยภูมิใจมาก”




ต่อข้อซักถามที่ว่า งานนี้สาวพลอยได้ค่าตัวถึง 7 หลัก จริงไหม? เธอตอบรับทันทีแล้วบอกว่ามันก็คุ้มกับค่าเหนื่อย “จริงๆ ต้องใช้คำว่าเกือบมากกว่า เพราะว่าหนังต่างประเทศมันก็จะประมาณนี้กันอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มันก็เหนื่อยจริง พลอยก็ว่ามันก็สมค่าเหนื่อยนะ”

ไม่ใช่มีเพียงแค่ผลงานในอิหร่าน แต่เจ้าตัวเตรียมตัวแจ้งเกิดวงการบันเทิงบอลลีวูดด้วย เธอเปรยให้ฟังว่ากำลังมีโปรเจกต์ใหม่กำลังเข้ามา

ตอนนี้จริงๆ มีงานบอลลีวูดเข้ามาด้วย แต่ของพลอยมันจะต่างจากของพี่แอน (แอน มิตรไชย)และพิ้งกี้ (สาวิกา ไชยเดช)เพราะอย่างของพี่แอนกับพิ้งกี้ เหมือนเขาได้ไปที่โน้นเลย เป็นคนของที่โน้นได้ไปเซ็นสัญญา แต่ของพลอยมันจะเป็นลักษณะเหมือนกับว่า คนจากทางบอลลีวูดเขาอยากจะมาทำโปรเจกต์ในเมืองไทย

ก็จะเหมือนกับมาว่ามาเพื่อที่จะมาหาแบรนด์แอมบาสซาเดอร์เพื่อที่จะสานวัฒนธรรมการเต้นในสไตล์บอลลีวูดที่เป็นคนไทย และในเมืองไทยทั้งหมดค่ะ ก็เริ่มๆ ไปบ้างแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็เดี๋ยวต้องรอดู แต่พลอยว่าก็น่าจะเป็นปีเหมือนกันในการเตรียมตัวอะไรแบบนี้ค่ะ”

ไม่ได้ตั้งใจเป็น ‘ตัวประกอบ’

การก้าวเข้าสู่วงการ ของเธอไม่ได้เริ่มมาจากอยากเป็นดาราเสียทีเดียว แต่เพราะเธอเคยทำงานเบื้องหลังมาก่อน เลยถูกชักจูงจากพี่ๆ ให้เข้ามาเป็นตัวประกอบเล่นๆ ในวันที่นักแสดงขาด และด้วยเหตุนี้เองเมื่อเธอทำสิ่งนี้ไปเรื่อยๆ เลยกลายเป็นเรื่องสนุกแล้วเธอก็มันชอบเสียด้วย เธอจึงหันหลังให้กับเบื้องหลังแล้วมาเอาดีทางเบื้องหน้าแทน

“พลอยเริ่มต้นมาจากการเป็นเบื้องหลัง พลอยทำผู้ช่วยผู้กำกับ การที่อยู่ดีๆ เราจะกระโดดไปเป็นตัวประกอบมันก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจซะทีเดียว เพราะเหมือนกับเราทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาก่อน แล้วทีนี้เราก็จะรู้พี่ๆ ในโปรดักชั่น ทั้งนั้นเลย มันก็จะเกิดการ เฮ้ย.!พลอยว่างปะไปเล่นให้หน่อยๆ เราก็วันไหนไม่มีถ่ายเราก็ไปซิ 1,500 2,000 3,000 ได้เงินด้วย มันก็เลยกลายเป็นสนุกค่ะ

แล้วก็จะเริ่มปากต่อปากไปเรื่อยๆ ทางผู้ใหญ่มีอะไรเขาก็จะนึกถึง จนมันก็มีงานทุกวันๆ ได้ละครเป็นเรื่องๆ หรือเป็นตอนๆ ไป พองานมันเริ่มมาแบบเยอะขึ้นๆ จนมันเริ่มชนกับเบื้องหลังแล้ว เราก็คิดหรือเราจะลองเปลี่ยนแนวดูดีมั้ย ก็เลยโอเคทำเรื่องสุดท้ายสุดท้ายมณีสวาทของช่อง 3 ประมาณ 2 ปีที่แล้ว เราก็เลยออกจากผู้ช่วยผู้กำกับแล้วก็ลองมาทำตรงนี้จริงจังดู”




และนี่คือความโชคดีของเธอที่ไม่ต้องเรียนการแสดง หรือเรียนแอ็กติ้งเพิ่มเลย เพราะเคยผ่านงานเบื้องหลังมาก่อน เลยซึมซับการแสดงมาได้มากว่าควรจะเล่นแบบไหน หรือทำตัวยังไง

“ไม่ได้เรียนการแสดงเลยนะ เริ่มจากบทง่ายๆ แล้วเราก็เรียนรู้ขึ้นมาเป็นสเต็ปๆ อาจจะด้วยความที่ว่าเราอยู่เบื้องหลังมา แล้วเบื้องหลังในตำแหน่งของพลอยมันจะเป็นการอยู่กับมอนิเตอร์กับผู้กำกับ คือเราจะไม่ได้ไปอยู่ในส่วนของตัวประกอบหรือว่าทางหน้าเซ็ตเลย

คือเราจะอยู่กับผู้กำกับเราจะมีหน้าที่ในการควบคุมดูภาพรวมทั้งหมดของงาน ดูแอ็กติ้งนักแสดง มันก็อาจจะทำให้เราซึมซับมา เพราะเราก็เห็นๆ อยู่ว่าใครเล่นเป็นยังไง เล่นแบบไหน บทแบบไหน เราก็ต้องมานั่งคิด ต้องคีปคาแร็กเตอร์ให้ตามนั้น”




เห็นเป็นแค่นักแสดงตัวประกอบตัวเล็กๆ แบบนี้ แต่เธอผ่านการงานละครมาเยอะมากทั้งซีรีส์ เรื่องสั้น หรือแม้แต่ละครยาวเธอก็ผ่านมาหมดแล้ว และบทส่วนใหญ่ที่เธอได้รับคือนางร้าย โดยคนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเธอหน้าหวานแต่ตาดุ เลยมักจะให้เธอเล่นบทแบบนี้เพราะมันเหมาะกับเธอมากกว่า

“จริงๆ เยอะมากเลยนะ คือประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา พลอยมีคาราบาวเดอะซีรีส์ นางงามตู้กระจก บันทึกกรรม มีศีล 5 แล้วถ้าเป็นละครยาวเป็นนางร้ายสายลับ คุ้มนางครวญ ฟาร์มเอ๋ยฟาร์มรัก สามใบไม่เถา แล้วก็เล็กๆ น้อยๆ อีกเยอะมาก เรารับเล่นทุกช่องเพราะพี่เราคืออยู่กันทุกช่องอยู่แล้วก็จะดึงตัวไปเล่น แล้วก็จะปากต่อปาก เหมือนตอนแรกก็ไปแบบขำๆ แล้วก็ยาวเลย (หัวเราะ)

บทส่วนใหญ่จะร้ายค่ะ คือจริงๆ ก็ไม่ได้ซีเรียสหรอกว่ามันจะดีหรือร้าย แต่ตอนแรกที่ไปคือซีนเดียวจริงๆ คือบทไม่มีอะไรเลยเป็นพนักงานขายของ แต่พอมันเริ่มเยอะขึ้นๆ เขาก็เลยให้ลองเล่นร้ายให้ดูหน่อยได้มั้ย เหมือนกับถ้านิ่งๆ มันก็จะนิ่งไปเลยเพราะหน้าเราจะเรียบๆ นิ่งๆ อะไรแบบนี้ และทีนี้ก็เลยลองดูค่ะแล้วปรากฏว่าเขาชอบเพราะเหมือนหน้าเราหวานแต่ว่าตาเราดุ พอเวลาเราเล่นอินเนอร์มันออกเลยกลายเป็นว่าเล่นร้ายแล้วเขาชอบ”




สาวพลอยอยู่ในวงการบันเทิงมาหลายปีแล้ว หากนับตั้งแต่เรียนจบเฉพาะงานเบื้องหลังประมาณ 4-5 ปี และอีกประมาณ 2 ปี ที่อยู่ในวงการการแสดง แต่เธอก็ไม่เคยคาดหวังว่าสักวันหนึ่งจะต้องขึ้นเป็นดาราที่มีชื่อเสียง เธอขอแค่เต็มที่กับทุกโอกาสที่ได้รับและขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

“จริงๆ ไม่ได้คิดเลย อาจจะเป็นเพราะว่า เราเริ่มต้นมาจากเบื้องหลัง เราไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องมาเป็นนักแสดง แต่ทีนี้เหมือนมันเป็นจังหวะของชีวิตที่จับพลัดจับผลูแล้วเราได้มาอยู่เบื้องหน้า ก็มีความรู้สึกว่าเราก็ทำของเราไป มีอะไรใหม่ๆ เราก็ค่อยๆ หาประสบการณ์เพิ่ม เก็บเกี่ยวไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้มองเลยว่าตัวเองจะต้องมาโด่งดัง แต่ว่าพอมีโอกาสอะไรเข้ามาก็เอาเลย”

อีกทั้งเธอยังขอเจริญรอยตามเจ้าหญิงในวงการบันเทิงอย่าง “แอน ทองประสม” อีกด้วย เพราะเธอผู้นี้มีชีวิตที่คล้ายกับสาวพลอยเหลือเกิน “มีความรู้สึกว่าพี่เขาสวยมาก สวยแบบมีคุณค่าแล้วพี่เขาเก่งมากแล้วก็ได้ทั้งเบื้องหน้าเบื้อหลังด้วย ชอบมาก ยึดเป็นแบบอย่างเลย”

โดนหยาม! ทำไม ‘ไม่เจียมตัว’

ครั้งหนึ่งเธอเคยโดนหยามและโดนดูถูกว่าเป็นแค่ตัวประกอบ ไม่มีทางได้รับบทดีๆ และขึ้นแท่นเป็นซุปตาร์ได้หรอก เธอเล่าด้วยน้ำเสียงน้อยใจ และค่อยๆ อธิบายให้ฟัง แต่เธอก็ยึดหลักที่ว่าใช้คำดูถูกของคนอื่นเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเอง และวันนี้เธอก็ทำได้ จากนักแสดงตัวประกอบขึ้นแท่นเป็นนางเอกแถวหน้าได้อย่างไม่มีข้อกังขา

“มีค่ะ คืออันนี้จริงๆ มีเยอะมาก เราก็ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรกับเรา แต่พลอยมีความรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะพลอยอยู่เบื้องหลังมาก่อน พอจะนึกภาพสภาพของเบื้องหลังได้มั้ยคะก็จะเซอร์ๆ แบบซกมกเลยค่ะ แล้วเราก็จะหัวฟูมัดจุกวิ่งไปวิ่งมา แต่ทีนี้พอ ณ วันหนึ่ง เรามาตรงนี้ ก็จะเหมือนมีคนมองเราว่าเป็นเด็กหลังกองวิ่งต๊อกๆ แล้วอยู่ดีๆ จะอยากมาทำเบื้องหน้า แล้วการที่มาทำเบื้องหน้าก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับบทที่ดี ก็เป็นได้แค่ตัวประกอบ คือมันก็จะมีแบบนี้เยอะค่ะ




อาจจะเป็นเพราะเขาเห็นเรามาแบบนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไร แล้วพอเรามาอยู่เบื้องหน้า บุคลิกเราก็เปลี่ยน การแต่งตัวเราก็เปลี่ยนอะไรอย่างนี้ ก็จะโดนดูถูกว่าไม่เจียมตัว แรงนะคะ โดนเยอะมาก ตอนแรกที่ได้ยินมาก็ไม่ได้น้อยใจมาก เพราะว่าฉันก็ทำขำๆ แต่พอเรารู้สึกว่าเราอยากเริ่มทำจริงจังมันก็เกิดแรงกดดันพอควรเหมือนกันนะคะว่าเราตั้งใจทำนะ แต่พอโดนดูถูกมันก็ทำให้เรานอยด์

ก็มานั่งคิดไปคิดมา ก็ไม่เป็นไรๆ ก็คิดแค่ว่าใครทำอะไรยังไงไว้ มันก็ได้แบบนั้นแหละ เหมือนกับว่าเราอยู่ในส่วนของเรา เราก็ทำงานของเราไป เราไม่ได้ไปยุ่งกับใคร ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร ก็ใช้ตรงนั้นเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นแรงผลักดันให้เรา เราก็หาอะไรให้ชีวิตไปเรื่อยๆ”

หากเป็นดาราคนอื่นเขาคงสร้างกระแสให้ตัวเองดังไปแล้ว แต่สำหรับเธอนั้นเธอบอกว่าไม่จำเป็นเธอไม่ต้องการแข่งขันกับใคร และการที่เธอมีชื่อเสียงทุกวันนี้เธอก็ไม่ได้ออกมาป่าวประกาศเพราะภาพยนตร์ที่เธอได้เล่นมันก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว แต่ที่เป็นข่าวขึ้นมา เป็นเพราะการบอกต่อๆ กันมากกว่า

“พลอยคิดว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้นเองคือนับจากนี้ต่อไป พลอยก็ไม่รู้ว่าพลอยจะโดนอะไรบ้าง แต่ว่าก็ไม่เป็นไร ยังไงก็เหมือนกับแบบเราก็ยึดหลักของเรา คือเราเป็นยังไง เราก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้าเป็นคนอื่นเขาก็อาจจะไปทำข่าวฉาวให้ตัวเองดังไปแล้ว แต่พลอยก็เปล่าพลอยไม่ทำ ก็ค่อยๆ ของเราไป

แล้วอย่างอันนี้พลอยก็แอบเซอร์ไพรส์นะ เพราะจริงๆ ที่เราไปที่โน้นก็ประมาณ 2-3 เดือนแล้วนะคะ แล้วอยู่ดีๆ เพิ่งมีคนทราบ เราก็เซอร์ไพรส์และเราก็ดีใจ ที่คนทราบอาจจะเป็นการบอกต่อว่า น้องไปมาๆ ก็เลยอาจจะเป็นประเด็นขึ้นมา เราไม่ได้ป่าวประกาศเลย เราก็เงียบๆ ของเรา เราก็ไปของเรามา”




ดังนั้น มุมมองในวงการบันเทิงของเธอ คือขึ้นอยู่ที่ตัวเรามากกว่า เธอเชื่อว่าหากทำดีเราก็ได้ดี หากทำไม่ดีสิ่งที่ได้รับกลับมาก็จะไม่ดีตามไปด้วย

“จริงๆ มันก็มีหลายมุมนะคะ ทั้งดีและไม่ดี แต่พลอยว่ามันขึ้นอยู่ที่ตัวเรามากกว่าว่าเราจะอยู่ตรงไหนที่มันดีหรือไม่ดี แต่สำหรับพลอย พลอยก็วางตัวแบบนิ่งๆ อยู่แล้วค่ะไม่ได้หวือหวาอะไรกับใครมาก”

ไม่เคยทะนงตัวว่า ‘ฉันโกอินเตอร์’

แม้ว่าเธอจะโกอินเตอร์และมีชื่อเสียงในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เธอก็ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเสียทีเดียว เพราะว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น และก็ไม่เคยคิดจะทะนงตัวเอง เพราะเธอก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

“พลอยว่ามันเพิ่งจะเริ่ม เหมือนที่บอกค่ะ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แล้วอย่างอันนี้เราไปเป็นนางเอกของที่โน่นก็จริง แต่เราไม่ทะนงตัวเลยว่าฉันดังแล้ว ฉันโกอินเตอร์ จะอัปค่าตัวมั้ย เหมือนที่มีคนถามมา พลอยก็ไม่นะคะ คือของพวกนี้มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแล้วก็การพิจารณาของผู้ใหญ่ด้วย แต่ในส่วนตัวพลอยทุกอย่างเหมือนเดิมไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย”




ส่วนคติในการดำเนินชีวิต เธอยึดหลักในทางสายบุญเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ ทำทุกอย่างให้เต็มที่และดีที่สุด และเธอก็เชื่อว่าหากมีสิ่งไม่ดีเข้ามากล้ำกรายในชีวิตความดีที่เธอทำก็จะช่วยขจัดสิ่งนั้นก็จะออกไปเอง

“คติในการดำเนินชีวิตจริงๆ พลอยค่อนข้างที่จะไปทางสายบุญ เพราะฉะนั้น เราก็ยึดแค่ว่าอะไรที่เราทำ เราเชื่อมั่นที่เราทำ ในสายที่เราเดิน เหมือนกับว่าถ้ามันมีอะไรก็ตามที่เข้ามาไม่ดีมันจะออกไปเอง เราก็ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง เราก็ถือได้ว่าเราทำเต็มที่แล้ว”

เธอไม่อาจรับรู้ได้ว่าอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไร จะโลดแล่นในวงการมายาได้ไกลแค่ไหน แต่เธอก็ขอทำทุกอย่างที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสมาอย่างเต็มที่ และท้ายที่สุดแล้วบั้นปลายของช่วงชีวิตเธออาจจกลับไปทำงานเบื้องหลังที่เธอรัก

“ไม่ได้คาดหวังเลยนะ อย่างที่บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมามันก็เป็นจังหวะของชีวิตมากกว่า และเราก็ทำเต็มที่ในทุกๆ เรื่อง ในทุกๆ อย่างที่ผู้ใหญ่ให้โอกาสมา ก็ทำตรงนั้นให้เต็มที่มากกว่า

ส่วนอนาคตไม่ได้มองเลย พอมันมีอะไรเข้ามาเราก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วจะยังไง พลอยยังแอบอยากกลับไปทำเบื้องหลังอยู่นะ เหมือนกับว่าจริงๆ แล้วเราเริ่มมาจากตรงนั้น แต่อันนี้มันก็เหมือนกับเพิ่งจะเริ่มพลอยก็จะลองดูทางนี้ไปอีกสักพักก่อนว่ามันจะไปในทางไหนยังไงบ้าง”




วงการนี้สอนอะไรให้กับเธอหลายอย่าง อาจเป็นเพราะเธอเคยทำงานเบื้องหลังมาก่อนเธอจึงได้เห็นอะไรหลายๆ ด้านทั้งดีและไม่ดี และในวันนี้เมื่อเธอได้ออกมาทำงานเบื้องหน้าแล้วเธอก็จะไม่ทำตัวแบบที่เธอเคยโดนมาก่อน

“สอนเยอะมากเพราะว่าด้วยความที่เราอยู่เบื้องหลังมาก่อน เราจะเห็นภาพรวมทั้งหมด ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเราจะเห็นคนทั้งหมดว่าแต่ละคนเป็นยังไง ในตำแหน่งไหน ทำอะไร เป็นยังไง อย่างที่ทราบเนอะว่าดาราบางคนอาจจะขี้เหวี่ยงขี้วีนทำตัวไม่น่ารัก ที่เราอยู่เบื้องหลังเราเห็นตรงนั้นทั้งอะไรที่มันดีและไม่ดี

ก็จะรู้สึกว่าพอวันหนึ่งเราได้ไปอยู่ข้างหน้า เราจะไม่ทำแบบนั้น เราจะไม่ทำเหมือนกับที่เราเคยโดนทำมาก่อน แล้วก็อาจจะด้วยนิสัยพลอยด้วยที่เป็นกันเองแล้วก็เฟรนลี่กับทุกคน เลยรู้สึกว่าพลอยก็จะวางตัวแบบนี้แหละ ติดดินก็คือติดดินได้ แต่อะไรที่ต้องอยู่กับผู้ใหญ่กับสังคมคือเราก็วางตัวได้ตามปกติ ไปได้หมด เพื่อนก็จะมีทุกระดับชั้น”




ใครเล่าจะคิดว่านักแสดงตัวประกอบตัวเล็กๆ คนนี้จะได้โกอินเตอร์และเป็นนางเอกแถวหน้าได้ ชีวิตคนเรามักผกผันได้เสมอ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและความตั้งใจมากกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองหากมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ แสวงหา ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

“อยากจะบอกทุกคนว่า อย่างตัวพลอยเป็นคนที่มุ่งมั่นตั้งใจอยู่แล้ว พลอยว่าทุกสิ่งทุกอย่างใดๆ ในโลกขึ้นอยู่กับตัวเรา สภาพแวดล้อมอย่างอื่นอีกส่วนประกอบหนึ่ง แต่พลอยว่าสิ่งสำคัญที่สุดมันอยู่ที่ตัวเรา คือถ้าเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ แล้วก็ขยัน แล้วก็แสวงหาแล้วก็เปิดโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอๆ พลอยว่ายังไงสิ่งที่เราตั้งใจหรือว่ามุ่งมั่นมันเป็นไปได้แน่ๆ ก็อยากจะฝากถึงในส่วนนี้กับทุกๆ คน ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ”



ประวัติส่วนตัว
ชื่อ : พลอย-พลอยปภัส วรพิสิษฐ์กุล
การศึกษา : คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุรนารี
ผลงานโดดเด่น : นางเอกภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่อง “จันสุดา” Brand Ambassader Bolly Thai Dance Venture
ละครที่เล่นเต็มตัว : เรื่อง ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด
ละครที่เคยสมทบ : เรื่อง นางร้ายสายลับ, คุ้มนางครวญ, ฟาร์มเอ๋ยฟาร์มรัก

สัมภาษณ์โดย ASTVผู้จัดการ Lite
เรื่อง: กรกนก วงษ์สุวรรณ
ภาพโดย: พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพบางส่วน: อินสตาแกรม “sandy_ploi”



มาสร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน!!ตัวอย่างงานในเซ็กชั่นทั้งหมด>>>...

Posted by ASTV ผู้จัดการ Live on Friday, August 21, 2015

รายละเอียดเพิ่มเติม (คลิก)>>> ตัวอย่างงานในเซ็กชั่น "ASTVผู้จัดการ Live"



มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...