xs
xsm
sm
md
lg

ไขความลับสุสานเครื่องบินกลางกรุง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ภาพจากคุณ Konglah สมาชิกเว็บ hfligh.net
ภายในพื้นที่รกร้างก่อนถึงหน้าวัดศรีบุญเรือง หรือหลังบางกะปิคอนโด (ไม่ไกลจากสถาบันนิด้า) ซากเครื่องบินจำนวนหนึ่งถูกทิ้งอยู่กลางเมือง ชวนให้เป็นปริศนาแก่บางคนที่ผ่านไปมา แต่หากเป็นคนพื้นที่แล้ว ซากเครื่องบินนี้ไม่ใช่ปริศนาแต่อย่างใด

หากทันทีที่ช่างภาพ Taylor Weidman มาพบชิ้นส่วนเครื่องบินนี้ที่กรุงเทพฯ และพบว่ามีคนอยู่อาศัยอยู่ในชิ้นส่วนเครื่องบินเก่าลำนี้ เมื่อภาพถ่ายถูกเผยแพร่ออกไปจึงกลับกลายมาสร้างความสนใจให้แก่ผู้คนอีกครั้ง ซ้ำบางคนยังสงสัยพร้อมเสริมแต่งจินตนาการความน่ากลัวไปเกินเลย บ้างก็ว่าไปถึงอาจเป็นเครื่องที่เคยประสบอุบัติเหตุตกมาก่อน และน่าจะเหมาะกับการล่าท้าผีมากกว่าท่องเที่ยว เพราะบรรยากาศในยามค่ำคืนหากเห็นแต่เพียงในรูปแล้วจะดูค่อนข้างเปลี่ยวและอันตราย
taylor weidman/getty images
โดยก่อนหน้านี้สื่อต่างชาติสำนักหนึ่ง ยังเคยจัดให้สถานที่แห่งนี้อยู่ในอันดับ 2 ของสถานที่ที่อะเมซิ่งที่สุดในกรุงเทพฯ โดยถึงกับขนาดมีการเขียนรีวิวบทความเส้นทางการท่องเที่ยวสุสานแห่งนี้ไว้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันชิ้นส่วนของเครื่องบิน 747 ลำนี้ กลายเป็นบ้านของ 3 ครอบครัว ที่มีอาชีพเก็บขยะ และเมื่อมีนักท่องเที่ยวหรือช่างภาพขอเข้ามาถ่ายรูปกับบ้านของพวกเขา จะคิดเงินครั้งละ 100 บาท เป็นค่าถ่ายรูป !

ปริศนาซากโบอิ้ง 747 กับอดีตลานเบียร์ Runway

“Cause I'm leaving on a jet plane I don't know when I'll be back again Oh, babe, I hate to go”

นนท์ หนุ่มรามผู้อาศัยอยู่ในย่านนี้มานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เล่าย้อนความให้ฟังถึงค่ำคืนหนาวราว 2 ปี ก่อน ที่เขาได้ยินบทเพลง “leaving on the jet plan” จากวงไทยที่นำมาร้องคัฟเวอร์ภายในลานเบียร์ อันเป็นค่ำคืนท้ายๆ ก่อนที่ลานเบียร์แห่งนี้จะปิดตัวลง!

“สมัยก่อนตรงนี้เป็นลานเบียร์ เคยมากินอยู่สี่ห้าครั้ง ตรงเครื่องบินนั่นแต่ก่อนประดับไฟเต็มไปหมด เคยมานั่งกินอยู่ครั้งสุดท้าย พอมาไม่นาน อีกประมาณอาทิตย์เดียวเองมั้ง ก็ปิดเลย” นนท์ เล่าย้อนความไปถึงสมัยที่ลานรกร้างที่มีซากเครื่องบินตรงนี้ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนที่มากินดื่ม พร้อมเสียงเพลง

มองไปจากริมถนนเราสามารถเห็นเครื่องบินนี้ได้อย่างชัดเจน... ซากเครื่อง 747 ถูกแบ่งเป็นสามท่อน ท่อนหัวหันหน้าออกมาทางถนน ส่วนท่อนกลางสองท่อน ถูกวางเรียงอยู่ข้างๆในบริเวณเดียวกัน อักษรอังกฤษข้างลำระบุคำว่า Thai และเมื่อดูจาก font ที่ใช้แล้ว ทำให้สามารถระบุได้ว่า เป็นเครื่องของ ORIENT THAI เพราะเป็นสายการบินเดียวของไทยที่ใช้อักษร font นี้

“ถ้าไปดึกๆ ดื่นๆ ทุกที่มันก็น่ากลัวทั้งนั้นแหละ แต่ก็ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไรนะ ปั่นจักรยานผ่านไปบ่อยๆ แต่ตอนนี้มีคนเร่ร่อนมาอาศัยอยู่แล้ว” นนท์บอก และเมื่อมองถึงลักษณะแล้ว ก็ดูไม่น่ากลัวเช่นที่คนร่ำลือกันแต่อย่างใด ด้วยความที่อยู่ติดถนนที่มีรถวิ่งตลอด

“แต่ก่อนแถวซอยรามคำแหง105 ตรงนี้เป็นชุมชนทั้งนั้น ประมาณ 100 หลังคาเรือนน่าจะได้ (แต่ก่อนเรียกซอยบางระจัน) ตอนหลังคงมีนายทุนหรือเจ้าของที่ไม่แน่ใจ คงให้รื้อถอน ตอนแรกนึกว่าจะทำคอนโด แต่ก็ปล่อยทิ้งไว้นานเหมือนกันนะ แต่อยู่ๆ มาก็เห็นเอาเครื่องบินมาลง แล้วกลายเป็นลานเบียร์เฉยเลย” นนท์เล่าถึงอดีต

ภายในพื้นที่กว้างขวางที่ปัจจุบันกลับมองไม่เห็นภาพของความคึกคัก หากเมื่อมองย้อนกลับไปเพียงสามปีก่อน
สถานที่รกร้างตรงนี้เคยเป็นลานเบียร์ชื่อ “Runway” หรือ “Runway Beer Festival (ลานบิน ลานเบียร์)” กับแนวคิดที่จะจัดเป็นลานเบียร์ถาวร และซากเครื่องบินที่ถูกปลดระวางลำนี้ก็ถูกซื้อมาเพียงเพื่อใช้ตกแต่งให้เข้ากับบรรยากาศและคอนเซ็ปต์ เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2555 กับจุดดึงดูดคือหัวเครื่องบินจัมโบ้ขนาดใหญ่ ที่ตกแต่งด้วยดวงไฟระยิบระยับ

และว่ากันว่าลานเบียร์แห่งนี้เคยถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งแฮงค์เอ้าท์อันดับหนึ่งของคนในย่านนี้ ด้วยพื้นที่จอดรถกว่า1,500 คัน !

พื้นที่ด้านหลังที่ตอนนี้ถูกหญ้าขึ้นปกคลุมจนทั่ว เคยเป็นที่รวมตัวของพ่อค้าแม่ค้าและเด็กแนว เพราะมันเคยเป็นตลาดนัดที่ขายสินค้าจับกลุ่มเฉพาะเด็กแนวมาก่อน จำพวกงานเสื้อผ้า หมวก กระเป๋า และงานแฮนด์เมดทั้งหลาย
และเราอาจเห็นคู่รักยืนโพสต์ท่าถ่ายรูปกับเครื่องบินลำนั้นเป็นเรื่องปกติ

“ตอนนั้นบริเวณหัวเครื่องบินจะเป็นซุ้มขายอาหาร ส่วนตรงบริเวณทางเข้าลานบิน จะเป็นซุ้มขายตั๋ว ถัดมาก็จะเป็นซุ้มเบียร์ เบียร์นอกก็มี Paulaner, Erdinger, Heineken ส่วนสิงห์ ลีโอ ก็มีอยู่แล้ว อารมณ์แบบสวนลุมไนต์สมัยก่อนเลย” นนท์ บอกเล่าความหลัง

“ผ่านไปสมัยนั้น บางทีก็มีงานอีเวนต์แสดงรถเก่าๆ รถเวสป้า นะ บางทีก็มีจัดฟรีคอนเสิร์ต แต่ที่ชอบที่สุด จำได้ว่าเก้าอี้มันจะเป็นลังไม้เก่าๆ อารมณ์แบบสนามบินอู่ตะเภายุคสงครามเวียดนาม”

ลังไม้กว่า 150 ลังที่ถูกนำมาจัดวางเรียงรายแทนโต๊ะเก้าอี้ให้อารมณ์แบบคลาสสิค ภายในพื้นที่โปร่งกว้างขวางอันสามารถรองรับผู้คนได้กว่า 600 คน ลึกเข้าไปคือเวทีดนตรี ซึ่งที่ Runway แห่งนี้จะมีดนตรีสดเล่นทุกคืน ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ลานเบียร์แห่งนี้เปิดตัวนั้น จึงถูกใช้จัดงาน Event และ Concert ของศิลปินอินดี้อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนนท์ก็เคยมาดูอยู่ครั้งหนึ่ง

เมื่อเดินลึกเข้าไปบริเวณลานเบียร์ เสียงรถยนต์จากถนนใหญ่ด้านนอกจะถูกแทนที่ด้วยความเงียบ โซนนี้จึงเหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัวและต้องการหลีกหนีออกจากความวุ่นวาย เมื่อถึงหน้าฝนเต้นท์พิเศษแบบใส จะถูกกางออกด้วยระบบออโตเมติก เช่นเดียวกับลานเบียร์ยุคสวนลุมไนต์ อันรุ่งเรือง ให้เหมือนบรรยากาศการนั่งกินกลางแจ้งเช่นเดิม หากปัจจุบันภาพความรุ่งเรืองทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความรกร้างวังเวง ซากเครื่องบินโบอิ้ง 747 ที่เคยระยิบระยับด้วยแสงไฟกลับกลายเป็นโลเคชั่นถ่ายรูปชั้นดีของบรรดาช่างภาพและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“เคยเห็นฝรั่งมาถ่ายรูปบ่อยๆ นะ” นนท์บอก ด้วยความที่มีการเขียนบทความท่องเที่ยวรีวิวถึงสถานที่แห่งนี้ไว้อย่างชัดเจน ปัจจุบันจึงไม่แปลกที่ผู้คนแถวนี้จะเห็นชาวต่างชาติมาถ่ายรูปกันอยู่บ่อยๆ จนบางครอบครัวที่มายึดเป็นที่อยู่อาศัย

โดยภายหลังธุรกิจลานเบียร์แห่งนี้ต้องปิดตัวลง เจ้าของพื้นที่ได้อนุญาตให้ นางเลียม รอดทอง และญาติ รวม กว่า10 คน เข้ามาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และเพื่อให้ดูแลความสงบเรียบร้อยให้ในบริเวณดังกล่าว และมอบหมายให้น้องเขยของนางเลียม คอยทำหน้าที่เป็นยามหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

ด้วยความที่ประกอบอาชีพเก็บของเก่า รายได้จึงไม่แน่นอน ไม่สามารถไปเช่าบ้านอยู่ได้ จึงมาอาศัยอยู่ในซากเครื่องบินลำนี้ และค่าถ่ายรูปครั้งละ 100 บาทนั้นก็เพราะปากท้องของหลายๆ ชีวิตในครอบครัว

“บางทีเราก็ไปรบกวนเขาป่าววะ ใครจะอยากมีคนมาถ่ายรูปบ่อยๆ คนนะไม่ใช่สัตว์ประหลาดนี่ ลองเป็นเรามีคนมาถ่ายรูปบ่อยๆ ก็รำคาญนะ” นนท์บอกทิ้งท้าย
 taylor weidman/getty images
ซากเครื่องบินพาณิชย์ซื้อขายกันได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก

ซากเครื่องบินที่เคยถูกใช้ตกแต่งลานเบียร์ ที่ซอยรามคำแหง 105 นำมาซึ่งความสงสัยของใครหลายคน แต่หากเราสืบค้นไปดูจริงๆ แล้ว จะพบว่าในกรุงเทพฯ นั้น ความจริงแล้วมีซากเครื่องบินปลดระวางอยู่หลายที่ ดังเช่นที่ถนนบางนาตราด กม.43 (ช่วงบางวัว ฝั่งขาเข้ากรุงเทพ) หากใครผ่านไปก็จะเห็นว่ามีเครื่องบินลำใหญ่จอดอยู่ภายในปั๊มน้ำมัน

เช่นกันกับที่ร้านอาหารอภิชาติ ตรงถนนลาดพร้าว (ปัจจุบันปิดตัวลงแล้ว และเครื่องบินถูกขนย้ายไป) รวมถึงข้างสนามกีฬาในย่านลาดกระบังก็มีซากเครื่องบินจอดทิ้งไว้อยู่ลำหนึ่ง โดยจากการสอบถามไปที่สำนักงานใหญ่ ของสายการบินโอเรียนท์ไทย พนักงานท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่า การซื้อขายเครื่องบินพาณิชย์ทำกันทั่วไป โดยเฉพาะสายการบินในประเทศเล็กๆ ที่อาจจะยังมีทุนไม่มากนัก เพราะอันที่จริงแล้วเครื่องบินเก่านั้นจะถูกนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อขายต่อไป แต่จะมีบางส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ และส่วนมากเป็นส่วนกลางของลำเครื่องโดยสาร

สำหรับเหตุผลการปลดระวางก็คือใช้มานาน การบำรุงรักษาสูง แถมใช้เชื้อเพลิงที่สูงในเชิงเปรียบเทียบกับเครื่องรุ่นใหม่ โดยแต่ละสายการบินจะมีสูตรคำนวณอายุการใช้งานแตกต่างกัน เพราะหากไม่มีการปลดระวาง ทางสายการบิน จะต้องแบกรับค่าจอดทิ้งไว้ถึงกว่าปีละประมาณ 1 ล้านบาท ทั้งนี้ ทางออกของเครื่องบินปลดระวางเหล่านี้ก็มีอยู่หลายหนทาง ทั้งการนำไปรีไซเคิล โดยเครื่องบินที่ปลดระวางแล้วมีราคาขายให้เอกชนรับซื้อไปชำแหละ (ราคาราวลำละ 6-10 ล้านบาท) ทั้งนี้ไม่รวมตัวเครื่องภายในที่ถอดออกไปก่อนแล้ว และส่วนมากที่ประกาศขายก็จะเป็นเครื่อง Boeing 747 ดังเช่นที่รามคำแหง 105 ส่วนเครื่องเก่าๆ ทั้งลำ ราคาอาจอยู่เพียงหนึ่งล้านถึงสองล้านบาท แต่ถ้าเครื่องที่พึ่งปลดระวางและมีสภาพดี ก็อาจจะอยู่ที่ราว 10 ล้านบาทขึ้นไป

ต่อมาอาจนำไปใช้ตกแต่งโรงแรม ร้านอาหาร ที่พัก โดยจะมีการตัดแบ่งชิ้นส่วนใส่รถเทรลเลอร์มาประกอบภายหลัง หรืออาจถูกทิ้งลงไปในทะเลเพื่อสร้างแหล่งปะการังใต้ทะเล เช่นที่ภูเก็ตภายหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ เครื่องบินหลายลำถูกทิ้งลงไปในทะเลเพื่อสร้างปะการังใหม่ขึ้นมาทดแทนกับที่ถูกคลื่นทำลาย

และท้ายที่สุดหากหาทางออกไม่ได้ ก็อาจจอดทิ้งไว้เฉยๆ รอให้ย่อยสลายไปตามกาลเวลา ดังเช่นสุสานเครื่องบินกลางทะเลทรายที่ประเทศอเมริกา
 taylor weidman/getty images
 taylor weidman/getty images
ขอบคุณภาพจาก sadoodta.com

ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live



มาสร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน!!ตัวอย่างงานในเซ็กชั่นทั้งหมด>>>...

Posted by ASTV ผู้จัดการ Live on Friday, August 21, 2015

รายละเอียดเพิ่มเติม (คลิก)>>> ตัวอย่างงานในเซ็กชั่น "ASTVผู้จัดการ Live"



มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...