xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตเก๋..เก๋ เลเดอเรอร์ ของเซ็กซี่สตาร์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คุณเคยพบใครสักคนเช่นนี้ไหม? ใครสักคนที่สามารถสะกดสายตาคุณได้ในรอยยิ้มแรกเมื่อเห็น หากได้พบเธอ คุณจะเข้าใจว่าคนบางคนนั้นมีแรงดึงดูดเพียงแรกพบ แม้คุณจะยังไม่ทันได้สนทนากับเธอสักคำ...

เรามีนัดกันในวันที่อากาศแลดูซึมเซาขมุกขมัว แต่การปรากฎตัวของบางคนทำให้ทุกอย่างดูสดใส และทำลายความซึมเซาเหล่านั้นไป แน่นอน เธอไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่คุณจะมองผ่านหากได้เดินสวนกันตามท้องถนน แต่เป็นผู้หญิงประเภทที่คุณต้องเหลียวหลังมองอย่างไม่ละสายตา แม้ยามเมื่อเธอเดินลับไปแล้ว หากคุณยังคงมีความเป็นผู้ชายแท้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม! ในชุดเดรสยาวเกาะอกสีดำขับให้เธอดูเปล่งประกาย เธอนั่งลง ยิ้มต้อนรับพร้อมแววตาเป็นมิตร เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยสเน่ห์ชวนหลงใหลแบบแปลกๆ อาจเป็นความลึกลับและยั่วยวนในที อย่างรอยยิ้มของผู้หญิงที่มีลุคแบบ sexy girl ! แต่แน่นอนว่าคุณก็มักจะตกหลุมรักผู้หญิงประเภทนี้ไม่ใช่เหรอ?

เก๋ กันยกร ศุภการค้าเจริญ คือชื่อเต็มๆ ของเธอ แต่ใครๆ มักจะเรียกเธอว่า เก๋ เลเดอเรอร์ และเมื่อได้สนทนากัน เราก็พบว่า ชีวิตของเธอนั้นมีครบทุกรสชาติไม่ต่างไปจากรอยยิ้มของเธอเลย...

ใส่แพมเพิสผู้ใหญ่ ขึ้นเวทีประกวดครั้งแรก!
บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น พร้อมๆ กับที่เธอบอกให้เราขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ “เข้ามานั่งใกล้ๆ กว่านี้ก็ได้ค่ะ” เธอบอกพร้อมขยับตัวเข้ามา อาจด้วยความประหม่าของเรา แต่ด้วยความเป็นกันเองและท่าทีเปิดเผยของเธอ ก็ทำให้บทสนทนาหลังจากนั้นไหลลื่นไปโดยธรรมชาติ ชีวิตวัยรุ่นของเก๋อาจคล้ายกับเด็กๆ ทั่วไป หากชีวิตพลิกผันเมื่อคุณพ่อของเธอ ตัดสินใจส่งเธอเข้าประกวดนางงามเป็นครั้งแรก ทั้งที่ในวัยเด็ก เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองสวยแม้แต่น้อย ด้วยความที่เป็นคนผอม ทั้งยังสูงมากจนเพื่อนๆ ตั้งฉายาให้เธอว่า “โปลิโอ”

“จำได้ว่าประกวดเวทีแรกคือ งาน miss motor show ของ honda ตอนนั้นเรียกได้ว่ายังไม่มีบัตรประชาชนเลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นคงอายุประมาณ 14-15 เอง ความจริงตอนนั้นเก๋ไม่มีความรู้สึกอยากประกวดเลย แต่ตามใจคุณพ่อ คุณพ่ออยากให้ประกวด เพราะถูกเพื่อนๆ ยุด้วย ก็เลยตามเลย เพราะเอาจริงๆ สมัยนั้นเรารู้สึกว่าเราไม่ได้สวยอะไรขนาดนั้น เพราะแต่ก่อนตอนวัยรุ่นจะผอมมาก ไม่มีทรวดทรงอะไรเลย จนคุณพ่อต้องซื้อแพมเพิสผู้ใหญ่มาให้ใส่ เพื่อช่วยเน้นให้ดูมีทรวดทรงขึ้นมาบ้าง” เธอยิ้มกว้าง เมื่อเล่าถึงตอนนี้

แม้จะไม่อยากประกวด แต่ก็ยอมรับว่า เคยแอบเอาสายสะพายกับมงกุฎของน้าสาว ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนางงามขวัญใจโรงพยาบาล หรือที่ทางเหนือ เรียกว่า “โรงยา” มาแอบใส่เล่นอยู่บ่อยๆ และนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เธอเห็นจากน้า และซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว “ตอนเด็กๆ ไม่มีใครบอกเลยว่าสวย มีแต่คนบอกว่าตาโตดีนะ แต่เป็นคนที่ผอมมาก สูงมาก จนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนพากันตั้งฉายาให้ว่า “โปลิโอ” เราก็รู้สึกขาดความมั่นใจไปบ้างนะตอนนั้น พูดถึงตรงนี้เธอหัวเราะแก้เขิน (อาจเป็นความจริงที่พูดกันว่า ผู้หญิงร้ายหากเขิน จะดูน่ารักที่สุด)

“สำหรับการประกวด "มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2011" ตอนนั้นถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ คือเก๋เข้ารอบ44 คนสุดท้าย หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีกปีหนึ่งในการสะสมประสบการณ์พัฒนาตัวเอง จนได้เข้าประกวด "มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012" และครั้งนี้เก๋สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ และคว้าตำแหน่งนางงามผิวสวยมาครองด้วยค่ะ” หากเวทีที่เธอแจ้งเกิดเต็มตัวและนับเป็นความภูมิใจที่สุด คือการประกวดที่ประเทศเลบานอน กับเวที "มิสเวิลด์เน็กซ์ท็อปโมเดล 2012” โดยสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ พร้อมกับข่าวฉาวที่มีคนกล่าวหาว่า "เอาตัวเข้าแลก" แต่เธอก็ไม่สนใจกับคำพูดของคนเหล่านั้น พร้อมยอมรับว่ามีเรื่องเช่นนี้ในวงการจริงๆ แต่ไม่ใช่เธอแน่นอน “คือเรื่องแบบนี้มันมีจริงๆ ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางชนะ แต่เรามีศักดิ์ศรี เก๋ไม่ทำแน่นอนค่ะ”

ช่วงเวลาที่สับสนของชีวิต
สำหรับชีวิตคนหนึ่งคน ย่อมมีช่วงเวลาอันเปราะบาง การก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ผิดพลาดจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตที่ดูสวยงามและเพียบพร้อมอย่างเธอที่มีช่วงหนึ่งของชีวิตหลงระเริงไปกับแสงสี ซึ่งเธอยอมรับว่า อาจเป็นเพราะวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น และอยากใช้ชีวิตในด้านที่ยังไม่เคยสัมผัส ดังนั้นเมื่อครั้งย้ายเข้ามาอยู่หอในกรุงเทพฯ อันเป็นช่วงชีวิตที่เธอมีอิสระมากที่สุด จึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหา ทดลอง และเป็นช่วงเวลาที่เธอ “ติดกับ” ในแสงสีของชีวิตกลางคืน

“ช่วงนั้นกำลังจะขึ้นปี 3 ประมาณเกือบปีที่หลงไปกับชีวิตกลางคืน ติดเที่ยว ไปร้านเหล้าทุกคืน แต่ไม่ได้ไปกับเพื่อนเลยนะ เราก็ไปของเราคนเดียว ไปนั่งชิวๆ ดื่มเหล้ามองโน่นมองนี่อยู่คนเดียว อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเราวัยรุ่น เลยต้องการเรียนรู้สังคมที่ต่างไปจากที่เคยรู้จัก แต่พอถึงจุดหนึ่งแล้วก็เบื่อไปเอง เพราะเก๋เป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะทำให้สุดทางไปเลย เหมือนเรียนรู้ให้สุดแล้วก็พอ พอรู้เห็นทุกอย่างแล้วก็ไม่เอาแล้ว ปัจจุบันเก๋ไม่เที่ยวกลางคืนเลย ซึ่งพอตอนนี้ย้อนกลับไปมองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะไปนั่งทำไมทุกคืน กลายเป็นไม่ชอบไปเลย ไม่รู้จะไปนั่งให้เสียเวลาทำไม” เธอเว้นช่วงคล้ายนึกอะไรบางอย่าง ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูต่างไป

“ถึงจุดหนึ่ง เรามาคิดได้ว่า จริงๆ แล้วชีวิตกลางคืนนั้นมันไม่มีอะไรเลย ด้วยความที่เป็นนางงามเป็นคนรักสวยรักงามด้วย ก็มานั่งคิดว่า นอกจากจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมแล้ว การเรียนก็ยังย่ำแย่ไปด้วย เสียเวลาไปเปล่าๆ โดยไม่เกิดประโยชน์ แต่ก็ต้องยอมนับว่ามันก็เป็นธรรมดาของคนเราที่จะต้องมีช่วงที่หลงระเริงลองผิดลองถูก ต่างกันที่บางคนอาจคิดได้เร็ว บางคนคิดได้ช้า แต่บางคนก็อาจจะเตลิดไปเลยก็มีนะ อย่างเก๋ยังโชคดีที่รู้ตัวไว แต่ที่อาจเป็นจุดที่ทำให้เก๋รู้สึกจริงๆ ก็คงเป็นวันที่พ่อแม่ท่านมาหาเก๋ที่หอ แล้วเปิดเจอเหล้าที่เก๋เก็บไว้ในลิ้นชัก เราก็แบบหน้าเสีย แต่พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไรสักคำเลยนะ แต่เขาเงียบ คือเงียบจนเรารู้สึกละอายใจเอง ซึ่งมันเจ็บกว่าการที่ท่านว่าเราอีกนะ คือพ่อแม่เก๋จะเป็นคนประเภทที่เวลาเสียใจมากๆ ท่านจะไม่พูดอะไร แต่จะน้ำตาไหลเลย ภาพที่เราเห็นวั้นนั้น มันทำให้เราคิดได้ว่า เราจะไม่ใช้ชีวิตแบบนี้อีกแล้ว”

ไม่ว่าคนๆ นั้นจะดูสดใสร่าเริงเพียงใด แต่ในช่วงชีวิตของทุกคน ย่อมมีเรื่องที่ทำให้เราเสียใจที่สุด อาจไม่สามารถเรียกว่าความทุกข์ ได้เต็มปาก แต่เป็นช่วงเวลาที่เรานั้นรู้สึกผิดพลาด เช่นกัน นอกจากช่วงเวลาที่เธอเคยยอมรับว่าติดเที่ยวกลางคืนแล้ว ยังมีอีกช่วงเวลาที่เธอสับสนกับชีวิตจนอยากทิ้งการเรียน แล้วหันหลังกลับบ้าน ประกอบกับความที่เธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง เวลาทำอะไรบางทีจึงตัดสินใจเร็วไป วันนั้นเองเธอจึงโทรศัพท์กลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่พะเยาเพื่อให้มารับตัวกลับ

“คือมันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกท้อ ด้วยความที่ช่วงนั้นเริ่มเบื่อๆ กับการประกวด และโดนกดดันจากพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเรามาก เลยมีอารมณ์แบบไม่เอาอะไรแล้ว ไม่อยากจะประกวดอีกแล้ว มาเรื่องมากกับฉันไปไหม คือตอนนั้นจริงๆ เกิดจากการที่พี่เลี้ยงมาสั่งให้ตัดผม จากเดิมที่ผมเก๋ยาวถึงกลางหลัง เปลี่ยนมาเป็นผมซอยสั้น คือมันสั้นมากสำหรับเรา จนเรารู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนากับชีวิต ด้วยความรู้สึกที่เกินจะทน 7 โมงเช้าวันนั้น เก๋ตัดสินใจโทรกลับไปหาพ่อแม่ที่พะเยา บอกให้เอารถมาขนของกลับบ้านในวันนั้นเลย” และเพียงแค่เวลาบ่าย 2 โมง พ่อกับแม่ก็มาถึงกรุงเทพฯ ทั้งสองช็อกกับภาพที่เห็นเธอถูกตัดผมจนสั้นกุด ด้วยความตกใจประกอบกับคำพูดของเก๋ ที่บอกกล่าวทั้งสองเพียงว่า เบื่อแล้ว จะไม่เรียน จะไม่ประกวดอะไรแล้ว จึงทำให้พ่อกับแม่ของเธอน้ำตาตก

“เก๋ยังจำภาพวันนั้นได้ พอพ่อกับแม่เปิดประตูเข้ามา ภาพแรกพอเห็นผมเราถูกตัดสั้นกุดเท่านั้นแหละ ทั้งคู่ตกใจมาก น้ำตาตกเลย แบบงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกฉัน” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง แต่ยังคงมีรอยยิ้มสดใส “แล้วท่านคงช็อกกับคำพูดของเก๋ด้วย ที่โทรไปบอกว่าจะไม่เรียนแล้ว จะไม่ประกวดอีกแล้ว ตอนหลังมาคิดได้ว่า ที่โทรไปให้ท่านขับรถจากพะเยามากรุงเทพฯ วันนั้น หากระหว่างทางเกิดพ่อกับแม่เป็นอะไรขึ้นมาจะว่ายังไง” เธอบอกด้วยแววตาอย่างคนสำนึกผิด

ผลงานคือบทพิสูจน์ตัวเอง ที่ทำให้พ่อแม่ยอมรับ
ในช่วงแรกที่เธอเริ่มถ่ายงานแนวเซ็กซี่หวือหวา ด้วยภาพลักษณ์ที่สังคมไทยและคนที่เติบโตมาในรุ่นเก่ายังมองงานถ่ายแบบประเภทนี้ว่าเป็นงานอนาจารโป๊เปลือย ไม่ได้มองในแง่ศิลปะ จึงทำให้พ่อแม่ของเธอไม่ยอมรับ
“ช่วงนั้นที่เริ่มถ่ายภาพแนวเซ็กซี่แรกๆ พ่อแม่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังมองว่ามันไม่ดี ไม่สนับสนุนเลยตอนนั้น เก๋ต้องอดทนใช้เวลาพิสูจน์ให้ทั้งสองเห็นอยู่นาน ว่ามันก็เป็นแค่งานชิ้นหนึ่ง จนตอนหลังท่านก็เข้าใจและกลับมาสนับสนุนเรา คือพอท่านเห็นว่ามันก็เป็นแค่งาน และตัวตนเราจริงๆ ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย และเราก็สามารถดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวได้ ท่านจึงเข้าใจและเปิดใจ เราพิสูจน์ให้ท่านเห็น นับแต่สมัยเรียนที่เคยออกจากบ้านมาส่งเสียตัวเองเรียน มาอยู่กับน้องชายบุญธรรม (เอิร์ก เลเดอร์เลอร์) เก๋พิสูจน์ตัวเองมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเราสามารถเอาตัวเองรอดได้ รับผิดชอบตัวเองได้ ตอนนั้นเราอยากมีอิสระ เลยออกมาอยู่กับน้องชาย โดยที่ไปแบบไม่ได้บอกเหตุผลกับพ่อแม่เลย” เก๋ เล่าด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกอย่างคนมั่นใจสูง

และกับผลงานล่าสุดที่เธอถ่ายร่วมกับ เมฆ วินัย ไกรบุตร อันได้รับกระแสการพูดถึงในวงกว้างด้วยความแรงและวาบหวิว ประกอบกับการที่ฝั่งนายแบบออกมาเผยกับ “อ.ยิ่งศักดิ์” ในรายการคนดังนั่งเคลียร์ ว่าจับนมเก๋แล้วมีอารมณ์! ยิ่งทำให้เพิ่มกระแสความแรงของงานชิ้นนี้ หากพ่อแม่ของเก๋กลับชื่นชม และเข้าใจว่ามันคืองาน “มันก็แค่งานชิ้นหนึ่ง พ่อแม่เห็นแล้วก็ชมว่า สวยดีนะ แล้วพอดีแม่ก็ชอบพี่เมฆอยู่แล้วด้วย พอบอกถ่ายกับพี่เมฆ วินัย ไกรบุตร แม่นี่แบบ โอ้โห! วินัย ไกรบุตร พระเอกแม่นาค ขวัญใจแม่เลย (หัวเราะ) ปัจจุบันเก๋มองว่า งานทุกงานไม่ว่าจะถ่ายอะไรแนวไหน มันก็คืองานชิ้นหนึ่งที่เราจะต้องทำให้ดีที่สุด งานคือเงินค่ะ” เธอเน้นเสียงตรงประโยคสุดท้าย

ด้วยความที่เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง เธอจึงยอมรับว่างานถ่ายแบบแนววาบหวิวที่กลายเป็นภาพลักษณ์ของเธอนั้น มีส่วนส่งเสริมกับธุรกิจครีมบำรุงผิวของเธอที่กำลังทำอยู่ ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า "เลเดอเรอร์" เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า เริ่มต้นมาจากน้องชายของเธอคือ เอิร์ก เลเดอร์เลอร์ ที่ชอบสรรหาครีมมาบำรุงผิว กระทั่งมาพบกับครีมตัวนี้เมื่อครั้งที่บินไปเที่ยวเยอรมัน หลังจากทดลองใช้ก็พบว่า ผิวนั้นเนียนขาวขึ้น ในเมื่อขนาดผู้ชายใช้ยังมีผิวที่เนียนสวยได้ขนาดนี้ เธอจึงตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจนำเข้าครีมดังกล่าว เรียกได้ว่าการบินไปเที่ยวเยอรมันของน้องชายนั้นได้จุดประกายการทำธุรกิจของทั้งคู่ขึ้นมา

“ตอนเรียนจบใหม่ๆ ก็ส่ง resume สมัครงานไปบ้างเหมือนกัน แต่เหมือนดวงของเราด้วยที่จะรวย (หัวเราะ) จากที่จะทำงานประจำ เลยได้พลิกผันมาทำธุรกิจ แรกๆ ก็เหนื่อย ต้องขับรถไปส่งครีมกันเองกับเพื่อน แต่ตอนนี้ทุกอย่างเป็นระบบหมดแล้ว ก็เหนื่อยอยู่ แต่น้อยลงเยอะ คืองานของเราทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานถ่ายแบบ หรืองานเพลงมันล้วนส่งเสริมธุรกิจครีมของเก๋ทั้งนั้น ตอนนี้ธุรกิจครีมมีคู่แข่งในตลาดเยอะมาก ดาราแทบทุกคนก็ทำกัน เราจึงต้องแรง ต้องดัง เพราะไม่งั้นจะสู้กับครีมของดาราคนอื่นๆ ได้ยังไง”

นอกจากผลงานถ่ายแบบ เธอยังผลิตผลงานเพลงในนามค่าย “เลเดอเรอร์ เอนเตอร์เทนเม็นท์” (Lederer Entertainment)โดยมีเอ็มวีแรกคือเพลง “เป๊ะ” ซึ่งสร้างกระแสในวงกว้างและเรียกยอดวิวในยูทูปได้หลักล้าน ที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เอ็มวีนี้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นยอดขายครีมของเธอเป็นอย่างมาก จนยอดขายทะลุเป้าไปถึงหลักหลายร้อยล้านบาท! ต่อมาด้วยตัวที่สอง คือเอ็มวีเพลง “ติดเรท” ที่สื่อความหมายตรงตัวตามชื่อเพลง คือเน้นขายความเซ็กซี่แน่นอน จนมาถึงเพลง 18+ ซึ่งเพียงแค่ชื่อของเพลงก็สื่อความหมายอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว ว่าเป็นเพลงติดเรท ที่ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 และล่าสุดกับเอ็มวี not easy (ไม่ง่าย) แต่ไม่ว่ากระแสสังคมจะพูดถึงในแง่ใด เธอยอมรับว่ายิ่งฉาวยิ่งดัง! และทั้งหมดนั้นส่งผลดีกับธุรกิจครีมของเธอ

เธอยิ้มมุมปาก เมื่อเราถามว่าเพลงของเธอนั้น เน้นขายเซ็กมากกว่าเพลงหรือปล่าว เธอตอบชัดถ้อยชัดคำว่า “เราเน้นให้มันดังมากกว่า คือทำอย่างไรให้มันดัง ให้คนอยากดู ให้คนพูดถึง เพราะถ้าทำออกมาแล้วไม่มีใครดู ไม่มีใครสนใจ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม” เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่คึกคักขึ้นว่า “แต่เก๋ก็มีลิมิตขอบเขต ถึงจะขายความเซ็กซี่ แต่ก็ต้องให้มันไม่เสื่อมจนเกินไป อย่างต่างประเทศก็ถือว่าธรรมดาสำหรับงานแบบนี้ แต่เมืองไทยอาจจะดูแรง แต่เก๋ก็รู้ขอบเขตของงาน ยังไงก็ไม่ถึงขนาดกับแก้ผ้าแน่นอนค่ะ” โดยเธอวางแผนการทางธุรกิจของเธอว่าในหนึ่งปี จะออกเอ็มวีแค่ 2 เพลงเท่านั้น “อย่างที่บอกค่ะ เราทำเพลง ทำเอ็มวีขึ้นมา ก็ต้องทำให้เราได้รับการพูดถึง และแน่นอนว่างานวงการบันเทิงทุกงานที่ทำก็ล้วนทำเพื่อส่งเสริมธุรกิจครีม ทุกอย่างเป็นแผนธุรกิจที่ส่งเสริมกัน และพ่อแม่เก๋ก็เข้าใจว่าทั้งหมดมันคืองาน”

ความรักหลากมิติ กับความสุขในแบบเก๋ๆ
เมื่อถามถึงข่าวที่ทำให้ใครๆ หลายคนอิจฉากับแหวนเพชรวงงาม ที่เพียงเธอบ่นอยากได้มาประดับนิ้ว โดยโพสต์ภาพแหวนเพชรลงในอินสตาแกรม ยังไม่ทันที่หนุ่มหรือสาวคนไหนจะซื้อให้ ทันทีที่ เอิร์ก เลเดอเรอร์ น้องชายสุดหล่อได้เห็นก็ไม่รอช้ารีบไปจัดแจงหามาเซอร์ไพรส์พี่สาวตัวเองทันที “ความจริงแล้วก็มีคนที่จะซื้อให้ แต่เราก็เลือกที่จะไม่รับ เพราะเราไม่แน่ใจว่าคนที่ให้นั้น ให้ด้วยใจบริสุทธิ์หรือเปล่า หรือเขาหวังอะไรจากเรา เพราะคงไม่มีใครให้แหวนเพชรราคาเป็นล้านโดยไม่หวังอะไรหรอก จริงไหมคะ แล้วความจริงก็แค่เปรยไปเล่นๆ เอง เพราะเห็นเพื่อนใกล้ตัวสวมแหวนแต่งงานมีครอบครัวกันไปหลายคนแล้ว เราก็เลยอยากได้บ้าง ก็แค่โพสต์ลงในอินสตาแกรมไปขำๆ แต่ปรากฎว่าน้องกลับซื้อให้หลังจากนั้นไม่กี่วัน เซอร์ไพรส์สุดๆ เลยค่ะ” เธอยิ้มกว้าง แล้วเล่าต่อถึงเหตุการณ์สุดประทับใจในวันนั้น “จำได้เลย วันนั้นกำลังจะเปิดประตูออกไปดูคลีนิคของตัวเอง ก็เห็นช่อดอกไม้สีขาวที่มีแหวนเพชรอยู่ด้วย แต่ตาเราจ้องไปที่แหวนเพชรนั่นอย่างเดียวเลย ดอกไม้อะไรไม่สนเลย สนใจแต่แหวนอย่างเดียว ก็เป็นอะไรที่ประทับใจกับน้องชายคนนี้มาก” และไม่ใช่แค่ครั้งนี้ ก่อนหน้านี้น้องชายสุดรัก ก็เคยเซอร์ไพรส์เป็นรถปอร์เช่คันงามราคากว่า 10 ล้าน! พร้อมตั้งชื่อรถหรูคันงามว่า “น้องแสนล้าน”

“สำหรับรถปอร์เช่ เราเคยบ่นว่ารถปอร์เช่สวยจัง อยากได้ หลังจากนั้น 1 ปี น้องก็ซื้อให้ ไม่คิดว่าเขาจะจำได้ด้วยซ้ำ สำหรับเอิร์ก หลายๆ คนจะรู้ว่าเขาไม่ใช่น้องชายแท้ๆ ในสายเลือด เราเป็นพี่น้องบุญธรรมกัน นั่นมันทำ ให้เรายิ่งภูมิใจ เป็นรางวัลชีวิตเลย เพราะน้องเห็นว่าเราทำงานหนัก ต้องเดินทางติดต่อลูกค้าตลอด ที่พูดๆ กันว่า “น้ำข้นกว่าเลือดนั้นมีอยู่จริงๆ แน่ เขาไม่ต่างจากน้องชายแท้ๆ เก๋รู้สึกภูมิใจและรักน้องคนนี้มากๆ”

นอกจากความรักระหว่างพี่น้อง ความรักในมิติอื่นๆ ของเก๋ ก็ล้วนมีสีสัน ดังเป็นที่ทราบกันดี ถึงความรักครั้งที่ผ่านมากับ กระต่าย แมกซิม นางแบบสาวสวยที่มีความเซ็กซี่ไม่แพ้ใคร ความรักแบบหญิงกับหญิงที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้คนในวงการ และอาจถือเป็นการเปิดเผยรสนิยมทางเพศของเธอให้ผู้คนได้รับรู้ในวงกว้างเป็นครั้งแรก โดยเธอพูดถึงความรักในรูปแบบนี้ไว้ว่าไม่แตกต่างจากความรักทั่วไป ซ้ำยังเข้าใจกันได้ง่ายกว่าด้วยความที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ซึ่งเธอบอกว่าตอนนี้ถึงแม้จะเลิกรากันไป แต่ก็ยังคงมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และขอที่จะไม่พูดถึงมันอีก โดยเธอยังเล่าย้อนไปถึงสมัยเด็กๆ ว่า “ความรู้สึกชอบเพศเดียวกันมันอธิบายยากค่ะว่ารู้สึกแบบนี้ตอนไหน มันเป็นธรรมชาติของเรามากกว่า เพราะตอนเด็กๆ จะมีเพื่อนผู้ชายเยอะกว่า เรียกได้ว่าแม้แต่รูมเมดของเก๋ก็ยังเป็นผู้ชาย ด้วยความที่มองผู้ชายเป็นแค่เพื่อน ที่ผ่านมาเก๋จึงไม่เคยมีแฟนผู้ชายเลยแม้สักคนเดียว อย่างสมัยเด็กๆ พอถึงวันเสาร์อาทิตย์มักจะมีเพื่อนผู้ชายปั่นจักรยานมาหาหน้าบ้านเต็มเลย แม่ก็ตะโกนไปว่า จะมาจีบลูกสาวฉันเหรอ เพื่อนๆ ก็บอกปล่าว จะมาชวนเก๋ไปกระโดดน้ำเฉยๆ (หัวเราะ)” นอกจากนี้เธอยังแย้มอีกว่า ปัจจุบันมีคนคุยด้วยเยอะทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่อยากทุ่มเวลาให้กับงานและธุรกิจก่อนในตอนนี้

“ตอนนี้ยอมรับว่ามีคนเข้ามาคุยด้วยเยอะทั้งหญิงและชาย แต่ยังไม่ปักใจเลือกใคร เพราะตอนนี้มีความสุขของเก๋คือการทำงานและทำธุรกิจ อยากหาเงินให้ได้มากๆ เพราะการที่เก๋สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเองและเกื้อกูลจุนเจือครอบครัวให้มีความสุขและมีครบในทุกๆ อย่าง รวมไปถึงธุรกิจที่ทำกับน้องชาย (เอิร์ก เลเดอเรอร์) ซึ่งเราทั้งคู่เริ่มต้นมาจากศูนย์ จนตอนนี้ ระยะเวลาเพียงแค่สามปี มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนฝัน บางทีเก๋ก็แอบคิดว่ามันเกินฝันไปแล้วด้วยซ้ำ ซึ่งความสุขเหล่านี้ เก๋คิดว่ามันคือที่สุดในชีวิตเก๋ตอนนี้แล้วค่ะ”
และด้วยความที่เธอเป็นคนมองโลกในแง่ดี ทุกอุปสรรคและเรื่องราวร้ายๆ ที่ผ่านเข้ามา เธอจึงไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นความทุกข์ หากมองว่าสิ่งเหล่านั้น คือบททดสอบของชีวิต ที่จะทำให้เราก้าวขึ้นไปสู่อีกขั้นหนึ่งของชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าเงินคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดในชีวิตตอนนี้! “สรุปคือ เก๋ไม่เคยมองเรื่องใดว่าทุกข์สำหรับเก๋เลยค่ะ เวลาเก๋เครียด ก็จะลงขายของ เพราะเวลาขายของแล้วได้เงินมา มันทำให้เก๋มีความสุขค่ะ และนั่นคือกิจกรรมที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าการทำให้หายเครียดอีก” เธอฉีกยิ้มกว้าง

สุดท้ายเมื่อถามว่าหากขอพรได้ข้อหนึ่งจะขออะไร เธอแทบไม่ใช้เวลานึกที่จะตอบ “เก๋ขอให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ จะได้มีแรงหาเงินแบบนี้ไปตลอด เพราะคนเราต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน สุดท้ายถ้าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา ก็ต้องนำเงินที่หาได้มารักษาตัวเอง นอกจากนั้นยังทำให้คนรอบข้างรวมไปถึงคนที่รักเราทุกข์ใจไปด้วย ดังนั้น สมบัติที่ล้ำค่าที่สุด คือสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงค่ะ” พร้อมกับที่บทสนทนาจบลง เธอเหลือบมองไปที่รถหรูคันงาม

ก่อนจากกันเราขอให้เก๋มาเป็นแบบถ่ายภาพคู่กับรถปอร์เช่ส์สุดหรูของเธอที่จอดอยู่หน้าบ้าน เธอแอคติ้งวางท่าทางอย่างมืออาชีพโดยที่เราไม่ต้องบอกกล่าว และเราสามารถสัมผัสได้ทันทีว่า ไม่ใช่เพียงความสวย รวย มั่น! เท่านั้นที่เธอมี หากผู้หญิงคนนี้ยังมีความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มเปี่ยมในทุกงานที่เธอเลือกทำ...

เรื่องโดย ดาม่อน
ภาพโดย สันติ เต๊ะเปีย
ขอขอบคุณภาพจาก เก๋ เลเดอเรอร์ และ playboy thailand
กำลังโหลดความคิดเห็น...