xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจหลวงแม่ ไม่ได้ “เซลฟี” คณะสงฆ์ย้ำไม่รองรับภิกษุณีในไทย!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“หญิงห่มเหลือง โพสต์เฟซบุ๊กขอค่าน้ำมัน” พาดหัวข่าวทำนองนี้กระจายว่อนโลกออนไลน์ กลายเป็นประเด็นเดือดเรียกให้ชาวพุทธเข้ามาฉะพระภิกษุณีชื่อดังอย่าง “พระภิกษุณีมโนรา” ที่โพสต์เฟซบุ๊กแนบเลขบัญชี ขอบิณฑบาตค่าน้ำมันรถสำหรับการเดินทางไปปฏิบัติธรรม
ชวนให้ตั้งคำถามว่าปฏิบัติเช่นนี้อาบัติหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วท่านเป็นเพียงหญิงห่มเหลือง เพื่อขจัดทุกข้อข้องใจ งานนี้ หลวงแม่จึงยอมเปิดใจกับทีมข่าว ASTVผู้จัดการ Live ให้เป็นกรณีพิเศษ!





บิณฑบาตค่าน้ำมัน เพราะเบรกรถเป็นเหตุ

(โพสต์ต้นเหตุ ก่อชนวนดรามาในผ้าเหลือง)

"กำลังเดินทางไปกิจนิมนต์ วัดป่าเทพนิมิตร บ.โนนยาง ต.หนองบัวทอง อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ 16-19 ธันวาคม 2557
ขอบิณฑบาต ค่าน้ำมันรถในการเดินทางกิจนิมนต์ปฏิบัติธรรม อานิสงส์ช่วยส่งผลให้มีเงินตลอดปีโชคดีตลอดไป ไปแห่งหน ณ ที่ใด มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู เงินไหลมากอง ทองไหลมาเต็ม ปฏิหาริย์โชคลาภ ไหลมามิขาดสาย... เทอญ
ชื่อ xxxx xxxx ธนาคารxxxx สาขาxxx เลขบัญชี xxxx"

ด้วยโพสต์นี้ที่โพสต์ทิ้งเอาไว้ในเฟซบุ๊ก “เขตภูเขียว หลวงแม่พระภิกษุณี มโนรา” ตั้งแต่วันเกิดเหตุ เดือนที่ผ่านมา กลับกลายมาเป็นประเด็นร้อนให้ชาวพุทธได้วิพากษ์วิจารณ์กันแบบสาดเสียเทเสียในวันนี้ ยิ่งทราบว่าเจ้าของประเด็นคือ ศ.ดร.พระภิกษุณีมโนรา รัตนนันดี ประธานมูลนิธิแม่ชีมโนรา ซึ่งรู้จักในนามนักบวชชื่อดัง ยิ่งส่งให้เสียงก่นด่าหนักข้อยิ่งขึ้น และบรรทัดต่อจากนี้ไปคือคำอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดจากปาก “หลวงแม่พระภิกษุณีมโนรา” เอง ที่ไขทุกข้อข้องใจในทุกกรณีเอาไว้กับทีมข่าว ASTVผู้จัดการ Live ผ่านปลายสาย ที่นี่ที่เดียว!

“มันก็เป็นอย่างข่าวจริงๆ นั่นแหละโยม พอดีวันนั้นเดินทางไปสุรินทร์แล้วปรากฏว่ารถหลวงแม่เสีย รถฟอร์จูนเนอร์ ไปเปลี่ยนเบรก เบรกหมด แล้วก็ถ่ายน้ำมันเครื่อง เครื่องมันเสีย แล้วก็ซ่อมรถไปประมาณ 9,000 กว่าบาท คิดว่าตายแล้ว...เงินไม่มีที่จะเติมน้ำมัน พอดีว่าเบรกมันหมด มันไหม้ พอเขาแกะออกมาดู ก็เลยต้องเปลี่ยนหมด หนำซ้ำน้ำมันเครื่องมันก็หมดอีก หลวงแม่ก็คิดว่าทำไงดี นึกไม่ออก ลูกศิษย์มันก็เลยโพสต์ให้ โพสต์บอกบุญ

ก่อนหน้านี้หลวงแม่ก็ไม่เคยโพสต์เรื่องค่ายานพาหนะเลย ไม่เคยโพสต์บอก แต่พอเหตุเกิดตอนนั้นก็คิดว่าจะทำยังไงดีนะ จะขอค่ารถกับทางวัดที่เราจะไปแสดงธรรม เราก็ไม่กล้าเพราะเขานิมนต์เราไป เราบอกท่านเองว่าเราจะไปช่วยท่าน นี่คือสิ่งที่หลวงแม่พูดออกมาจากใจจริง แล้วก็ทำในสิ่งที่หลวงแม่ไม่ได้คิดว่ามันไม่เหมาะสมในตอนนั้น ก็ต้องขออภัยด้วย ถือว่ามันก็เป็นความผิดของหลวงแม่ที่ทำไป

ปกติแล้ว หลวงแม่ไม่พกเงินสดเลย หลวงแม่เป็นคนที่ไม่เก็บเลย บางทีเงินในบัญชีหลวงแม่มี 1 บาทก็มี มาดูอีกทีก็ตกใจ ภายนอกคนจะคิดว่าหลวงแม่มีเงินมากมาย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะเวลาวัดไหน โรงเรียนไหนมาขอ เราก็ให้หมด และหลวงแม่ก็ชอบเดินทางไปบรรยายธรรมในที่ต่างๆ ทำแบบนี้มาตลอด ก็ไม่นึกว่าครั้งนี้จะเกิดเรื่อง แต่หลวงแม่ก็คิดซะว่าเป็นบุญของหลวงแม่นะในครั้งนี้ที่ผู้คนทั้งหลายเข้ามาคอมเมนต์ในทางที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี



(ได้แต่ปลงเมื่อตกเป็นข่าว ยังเดินทางธรรมต่อไป)
พอรู้ว่าเป็นข่าว ก็ไม่ได้ตกใจอะไรมากมาย เพราะว่าสิ่งที่มันจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราไม่ได้ไปทำความไม่ดีตรงไหน เราเดินทางตามกิจวัตรของเราปกติ เราไม่ได้ไปปล้นไปจี้ไปทำสิ่งที่ไม่ดีกับใคร สิ่งที่เราทำ เราถือว่าเราเปิดเผย ในการเดินทางของหลวงแม่ ไปไหนหลวงแม่ก็จะบอกเพราะถูกศิษย์ลูกหาของหลวงแม่ก็อยากทราบ ก็เลยเป็นเหตุอีกอย่างหนึ่งที่โพสต์กันเป็นปกติในการถ่ายภาพต่างๆ

มีญาติโยมที่เขาศรัทธา เขาก็โทร.มาถามแล้วก็สงสารหลวงแม่ด้วยซ้ำ ทั้งต่างประเทศทั้งในไทย เป็นห่วงหลวงแม่ถามว่าเป็นยังไง หลวงแม่ก็เลยบอกไปว่าหลวงแม่ก็ไม่รู้จะทำยังไง บอกลูกศิษย์ว่าไม่เป็นไรหรอก เป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ เราทำดีที่สุดแล้ว เราไปไหนเราทำความดีเพื่อแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง หลวงแม่มีแต่ความตั้งใจในการสร้างบารมีเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา

เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น หลวงแม่ก็ต้องขออภัยในความไม่เหมาะสมหรืออะไรต่างๆ ที่ทำไป หลวงแม่ก็ไม่ได้คิดอะไร เวลาไปไหนมาไหนก็โพสต์ภาพในการเดินทางเป็นปกติ ถือว่าเราทำอย่างเปิดเผยสู่สายตาของผู้คนที่มาพบเห็น ที่เกิดขึ้นก็เป็นภาพที่ออกมาไม่สวยไม่งาม ก็อยากฝากบอกลูกศิษย์ลูกหาว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ให้มองเอาสิ่งที่ดีที่หลวงแม่มี มองความดีที่จะทำกันดีกว่า ฝากบอกว่าหลวงแม่ยังมีความตั้งใจตั้งมั่นที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามคำสอน ยังตั้งมั่นในคุณงามความดีสืบต่อไป




ตั้งมั่นในธรรมเพื่อเชิดชู “ภิกษุณี” ในไทย

“ผลงานที่หลวงแม่ทำ หลายๆ คนคงจะเคยเห็น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทั่วโลกในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ก็ฝากบอกลูกศิษย์หลวงแม่ด้วยว่าหลวงแม่ยังสบายดี ยังทำกิจวัตรของหลวงแม่อยู่ ตอนนี้ก็อยู่ที่จังหวัดพิจิตร มาเตรียมงานทอดผ้าป่า กำลังจะมีคอนเสิร์ตการกุศลวันที่ 11-14 ก.พ.ที่จะถึงนี้ หลวงแม่ยังทำกิจวัตรของหลวงแม่ตามปกติ ยังทำคุณงามความดีเพื่อให้คนทั้งหลายได้นับถือว่า มีพระภิกษุณีเกิดขึ้น เป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีความตั้งใจที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ครบทั้งพุทธบริษัท 4

อยากฝากบอกไว้เลยว่าภิกษุณีไม่ได้ตายจากจิตใจของผู้คนและพระศาสนาเลย พระภิกษุณียังคงอยู่ ถึงแม้พระภิกษุณีจะหมดไปตั้งแต่สมัยพระพุทธกาลแล้ว แต่หลวงแม่ก็ยังคงเผยแผ่ศาสนาให้ครบทั้งพุทธบริษัท 4 ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่คบ ฝากบอกด้วยว่าสิ่งที่หลวงแม่ทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อจะฟื้นฟูให้มีพระภิกษุณีเกิดขึ้น

ส่วนเรื่องที่พาดหัวข่าวกันโครมๆ ว่าหลวงแม่เซลฟีนั้น ท่านขอยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิดที่คนพูดกันไป ภาพที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กครั้งนั้น หลวงแม่มโนราบอกว่าเป็นฝีมือการถ่ายของสามเณรี “เขาเป็นลูกศิษย์จ้ะ สามเณรีที่อยู่ด้านหลังเขายื่นไปด้านหน้าหลวงแม่ แล้วก็ถ่ายให้หลวงแม่”


(ยืนยันชัดเจน ไม่ได้เซลฟี)


อีกหนึ่งประเด็นเดือดที่คนรุมตั้งคำถามกันคือความเหมาะสมเรื่องการนุ่งห่มจีวร ท่านขออธิบายเอาไว้ตรงนี้เลยว่าสำหรับภิกษุณีแล้วสามารถใส่ได้เหมือนพระภิกษุทั่วไป “เพราะพระภิกษุณีจะต้องนำเอาจีวรมาบวชสงฆ์ 2 ฝ่าย ซึ่งบวชยากมาก ฝ่ายพระภิกษุณีสงฆ์บวชให้แล้ว ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ก็มาบวชให้อีก แล้วก็ต้องบวชเป็นแม่ชีก่อน ไม่ได้บวชง่ายๆ นะลูกนะ หลวงแม่บวชเป็นแม่ชีมา 10 ปี แล้วหลังจากนั้นก็บวชเป็นสารเณรี ประกาศสิกขมานา ถือศีล 6 ข้ออย่างเคร่งครัดอยู่ 2 ปี แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยบวชเป็นพระภิกษุณีสงฆ์ ถือศีล 311 ข้อ บวชยาก ต้องไปอยู่ประเทศศรีลังกาเป็นเวลา 3 ปี หลวงแม่ไปบวชตั้งแต่ปี 54 แล้ว

บางทีคนไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าผู้หญิงอะไรมาห่มเหลือง ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ แต่อยากจะบอกว่ามันไม่ใช่แค่จู่ๆ เอาผ้าเหลืองมาห่มแล้วก็มาเที่ยวเร่ร่อนบอกบุญ ฝากไว้ด้วยว่าขอโอกาสให้ผู้หญิงเป็นนักบวชที่สง่างามที่จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ดีกว่าจะมานั่งจับผิดสิ่งไม่ดี ยังมีสิ่งดีๆ ที่เคยทำมามากมาย ถ้าไม่อย่างนั้น คนที่เขาทำความดีมาโดยตลอดก็จะจิตตก ประเทศชาติบ้านเมืองก็บอบช้ำอยู่แล้ว มาช่วยให้ประเทศชาติรุ่งเรืองกันดีกว่า

หลวงแม่เชื่อในบุญนะลูก เชื่อในความดีที่เราทำ อย่างวันที่ 8 ก.พ.ที่จะถึง เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงแม่ ก็จะนิมนต์พระภิกษุสงฆ์สามเณร จำนวน 1,000 รูป ไปทำบุญ อ.ลี้ จ.ลำพูน เพราะหลวงแม่มีสถานปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น หลวงแม่ทำอยู่อย่างนี้ตลอดทุกปี หลวงแม่เชื่อในบุญว่าบุญนั้นจะค้ำชู บุญนั้นจะส่งผลให้เรามีแต่สิ่งดีๆ คนเราสร้างความดีมันย่อมมีมาร ถ้ามารไม่มี บารมีก็ไม่เกิด อย่างที่ท่านว่าไว้

ตัวหลวงแม่เองก็มีสอนนักเรียนนักศึกษาเรื่องการปฏิบัติธรรม เจริญจิตภาวนา ทำคุณประโยชน์ให้กับหมู่บ้าน วัด โรงเรียน สถานที่ราชการมาโดยตลอด ที่ผ่านมา หลวงแม่ก็ได้ช่วยสร้างโบราณวัตถุมากมาย ทั้งสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล นับไม่หวาดไม่ไหว หลวงแม่ก็จะนึกถึงบุญตรงนี้และบุญนั้นจะส่งผลให้หลวงแม่ผ่านมันไปได้



ทุกวันนี้ มูลนิธิแม่ชีมโนรามีสำนักตั้งอยู่หลายที่ มีทั้งใน หนองจอก, ลำพูน, พัทยา และวัดที่ท่านไปช่วยสร้างในแม่ฮ่องสอน ส่วนเฟซบุ๊กของหลวงแม่มีอยู่ทั้งหมด 3 อัน ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ใช้ชื่อว่า “พระภิกษุณีมโนรา เขตภูเขียว” ซึ่งหลวงแม่เป็นคนโพสต์เองสลับกับความช่วยเหลือของลูกศิษย์, อันที่สอง ใช้ชื่อ “เขตภูเขียว หลวงแม่พระภิกษุณี มโนรา” ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของโพสต์ต้นเหตุทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา หลังเกิดเรื่องลองเสิร์ชดูกลับไม่พบเฟซบุ๊กชื่อนี้แล้ว และหลวงแม่ก็ได้แต่ให้รายละเอียดไว้ว่าจำรหัสไม่ได้แล้ว ไม่ค่อยได้ใช้เพราะลูกศิษย์เป็นคนทำเฟซบุ๊กตัวนี้ให้ และอันสุดท้าย ใช้ชื่อ “ดร.ภิกษุณีมโนรา / หลวงแม่มาแล้ว” ซึ่งก็เป็นแฟนเพจที่ลูกศิษย์ลูกหาตั้งให้อีกเช่นกัน




ย้ำชัด! ไม่มีภิกษุณีที่มหาเถรสมาคมรองรับในไทย!

(จาริกธรรมในฐานะ ภิกษุณี แม้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในไทย)
อาบัติหรือไม่? คือคำถามที่หลายคนอยากรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการถ่ายรูป โพสต์รูป และบอกบุญผ่านโซเชียลมีเดียเช่นนี้ พระราชธรรมาภรณ์ หัวหน้าวิญญาธิการ ผู้ทำหน้าที่คุมกฎของพระ ประจำวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ไม่ขอตัดสินว่าการกระทำดังกล่าวถูกผิดประการใด เพราะแท้จริงแล้ว “ภิกษุณี” ไม่มีสถานะที่ได้รับการยอมรับในมหาเถรสมาคมไปนานแล้ว!

“ถ้ามีแบบนี้ในสมัยพระพุทธกาลก็ถือว่าทำไม่ได้ แต่เราไม่พูดถึงว่าสมัยนี้จะทำได้หรือไม่ได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีอย่างทุกวันนี้ ส่วนเรื่องการขอบิณฑบาต ก็ขอให้มองในฐานะคนคนหนึ่งที่มาขอ จึงขึ้นอยู่กับว่าคุณจะให้หรือไม่ให้ อย่าไปมองว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนา คือในสมัยหนึ่งภิกษุณีเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา แต่ในสมัยหนึ่ง จะไปทำอะไรผิด เราเป็นชาวพุทธ เราต้องไปศึกษาว่าภิกษุณีในสมัยนี้กับสมัยนู้นต่างกันยังไง

ส่วนเรื่องการอาบัติของพระภิกษุกับภิกษุณี มันก็คล้ายๆ กัน แต่จริงๆ แล้วการมี “ภิกษุณี” ในคณะสงฆ์ ถือว่าหมดไปแล้ว ไม่ยอมรับในสถานะของพระภิกษุณีอีก คือคุณจะทำยังไงมันก็เป็นเรื่องของคนคนหนึ่งที่จะโพสต์ แต่ถ้าถามว่าคณะสงฆ์จะเอากฎอะไรเข้าไปยุ่ง มันก็ไม่ได้ นอกจากทราบว่าภิกษุณีรูปนี้อยู่ในสังกัดไหน ซึ่งโดยปกติแล้วภิกษุณีจะบวชเองไม่ได้

ถ้าไปบวชที่ศรีลังกามา นี่ก็ถือเป็นปัญหาของคณะสงฆ์อยู่ทุกวันนี้อย่างหนึ่ง เพราะเมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ภิกษุณีนั้นไม่ได้ขึ้นโดยการปกครองของเราโดยตรง จากเดิมทีเดียว ภิกษุณีจะต้องสังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง ถ้าจะอ้างว่าบวชจากที่อื่นมา แล้วเขาจะมาถือสิทธิอะไรในเมืองไทย จะควบคุมอย่างไรเมื่อเขาไม่อยู่ในกฎ ในเมื่อคณะสงฆ์ในยอมรับสถานะของพระภิกษุณี เพราะการจะบวชภิกษุณีได้จะต้องประพฤติสิกขามนา ต้องรักษาศีลอยู่นานมาก ถ้าทำผิดข้อไหนต้องนับเริ่มหนึ่งใหม่หมด และปัจจุบันในประเทศไทย ถือว่าไม่มีพระภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทยที่จะยอมรับแล้ว



อยากจะให้เข้าไปศึกษาแก่นของธรรมะที่แท้จริง ศึกษาพระพุทธศาสนาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน แล้วจะรู้ว่าพุทธบริษัท 4 ซึ่งหมายถึง ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก และอุบาสิกา นั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง สมัยพระพุทธเจ้า ในครั้งพระนางมหาปชาบดี โคตมี จะบวชเป็นภิกษุณีคนแรก พระพุทธเจ้ายังไม่อยากให้บวชเลย เป็นเพราะอะไร เพราะท่านมีเหตุผล อยากให้ลองไปศึกษาดูในพุทธประวัติ จะได้เอาวิกฤตต่างๆ ในนั้น จะได้ตระหนักรู้ถึงพุทธประสงค์ของพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร

พุทธบริษัททั้ง 4 ที่จริงเกิดขึ้นมาในสภาพที่เหมือนกัน แต่คนที่เข้ามาบวชพระก็ดี หรือมาเข้าใกล้ศาสนามากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะปล่อยวางสิ่งเหล่านั้นออกไป อาจจะมีคนมองว่าทำไมพระผู้ชายหรือพระภิกษุ ถึงไปกีดกันพระผู้หญิงหรือภิกษุณี ตรงนี้ก็อยากให้มองถึงเรื่องกฎที่วางไว้ เหมือนกฎหมายของแต่ละสังคมที่วางไว้ เราในฐานะลูกพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างนี้ว่า คนจะมาบวช บวชได้ แต่คุณต้องประพฤติสิ่งเหล่านี้ให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไป เหมือนพระ ถ้าองค์ไหนอยู่ไม่ได้ เมื่อประพฤติผิดก็ต้องสึกออกไปเช่นกัน

จริงๆ แล้ว คณะสงฆ์ไม่ได้กีดกันภิกษุณีนะ ผู้หญิงสามารถปฏิบัติได้ แต่พระเราไม่สามารถจะขัดสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ และเป็นมติของมหาเถรสมาคมหรือพระเถรผู้ใหญ่ชั้นบริหารในยุคหนึ่งที่มีคำสั่งเอาไว้ ท่านมีระเบียบที่เราต้องยึดถือระเบียบนั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้”

ในส่วนปฏิกิริยาทางลบที่ปรากฏเชิงด่าทอ แสดงอาการหมดศรัทธาในศาสนานั้น พระราชธรรมาภรณ์อยากให้ลองมองให้ดี โดยพิจารณาตัวนักบวชออกไปจากตัวหลักธรรมอย่างชัดเจน แล้วดวงตาจะเห็นธรรม

“ถามว่าเรื่องที่เกิดมันสะเทือนถึงพระมั้ย คำว่าภิกษุกับภิกษุณี มันใกล้กัน พูดถึงทางเสียหาย คนไม่เข้าใจอาจจะมองว่าเสียหาย แต่ถ้ามองภาพจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เสียหายกระทบอะไรต่อพระพุทธศาสนา เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร เรายังคงยืนยันว่าชาวพุทธต้องศึกษาข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ถึงพุทธประวัติ-พุทธศาสนาให้มาก อย่าเป็นชาวพุทธแต่เพียงในบัตรประชาชน

ทุกวันนี้ส่วนใหญ่มักเป็นพุทธศาสนากันโดยผิวเผิน บางทีเอาเงินไปใส่ตู้ก็จบแล้ว เห็นพระมาก็ไหว้ เห็นพระมาก็ใส่บาตร แต่พอมีข่าวพระเสียหายออกมาก็บอกว่า อ้าว! ศาสนาเสื่อมแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเข้าใจจะรู้ว่า พระคือบุคคลคนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทำให้ศาสนาเสื่อม ความประพฤติเสื่อม แต่ศาสนาไม่ได้เสื่อมไปไหน พระมีหน้าที่รักษาคำสอน สิ่งไหนที่มันเป็นพุทธดำรัส พระก็มีหน้าที่เป็นลูกคนโตของพระพุทธเจ้า จำเป็นจะต้องศึกษาให้มาก”


ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “เขตภูเขียว หลวงแม่พระภิกษุณี มโนรา” และ "พระภิกษุณีมโนรา เขตภูเขียว"




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@astv_live" กันได้ที่นี่!!

และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...