xs
xsm
sm
md
lg

เปิดอกคุย “บอลลูน – พินทุ์สุดา” เซ็กซี่ร้อนแรงแต่น่ารัก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ในหมู่หนุ่มๆ หากจะนึกถึงสาวน้อยน่ารักอกโตแห่งวงการ คงต้องมีชื่อของบอลลูน - พินทุ์สุดา ต้นไพเราะ อยู่ในความคิดอย่างแน่นอน จากความน่ารักสดใสแต่ขนาดไซส์ไม่ธรรมดา ทำให้คนทั่วไปมีภาพจำว่า เธอคือเซ็กซี่สตาร์คนหนึ่งของวงการบันเทิง
 
มาถึงวันนี้สาวใสแอบร้อนแรงได้กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายไปจากวงการ กับความร้อนแรงครั้งล่าสุด เธอกับชุดว่ายน้ำในแฟชั่นเซตรับลมร้อนเป็นครั้งแรก ซึ่งร้อนแรงกว่าใครในนิตยสาร mars ฉบับล่าสุด

ในวันที่เธอกลับมาพร้อมความเซ็กซี่แบบที่หนุ่มๆ หลายคนถามหา ทีมงาน M -Lite นัดพูดคุยกับเธอ หลายคำถามในช่วงเวลาที่ห่างหาย มาทำความรู้จักตัวตนของเธอให้มากกว่าแง่มุมของความน่ารัก

“เรามองว่าตัวเองเรียบๆ เฉยๆ มากกว่า” เธอเอ่ยถึงตัวตนของตัวเอง เรียบๆ เฉยๆ แต่วันนี้เธอก็มากับชุดเสื้อสายเดี่ยวเดรสตัวสั้นสีหวานน่ารักแอบเซ็กซี่ กับเลกกิ้งสีเข้มมันเงาเผยให้เห็นเรียวขาสวย

หากแต่คนเราจะตัดสินกันเพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกก็คงไม่ได้ บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้คือ การพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตัวตนปัจจุบันของเธอ มาทำความรู้จักตัวตนเรียบๆ เฉยๆ ในภาพเซ็กซี่ของเธอกันดีกว่า

ช่วงที่เงียบหาย

หากเป็นแฟนๆ ที่ตามติดผลงานของเธอ คงรู้กันมาบ้างแล้วว่า สิ่งที่ทำให้เธอต้องหายหน้าหายตาไปคือการกลับไปมุ่งมั่นเรียนหนังสือให้จบ ซึ่งตอนนี้เธอก็อยู่ในช่วงทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้จบปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

“ก็มีรับงานค่ะ แต่ก็น้อย สิ่งที่เรียนส่วนมากก็จะเป็นงานเบื้องหลังไม่ได้เกี่ยวกับเบื้องหน้า” บอลลูนเอ่ยตอบ ท่ามกลางเสียงจอแจในร้านอาหาร ยังคงเป็นช่วงแรกของการสนทนา เธอตอบกระชับเป็นพิเศษ “มุมมองในการรับงานก็เหมือนเดิม เพราะเราก็หายไปไม่นาน มันขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ทั้งความสามารถของตัวเราเอง และเขาคิดว่าเราเหมาะสมกับงานนั้นหรือเปล่า”

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนในวงการบันเทิงเมื่อไม่มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องก็ไม่ต่างจากการตายไปจากวงการ การถูกลืมจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนกลัวและยังคงต้องมีผลงานออกมา หรือไม่ก็สร้างข่าวเพื่อให้คนไม่ลืม กับเธอคนนี้ก็เช่นกัน บางคนอาจลืมสาวน้อยที่ชื่อบอลลูนไปแล้ว แต่เธอกลับมองว่า มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิดขึ้น

“เหมือนเดี๋ยวนี้ วงการบันเทิงก็มีคนใหม่ๆ เข้ามาในวงการเยอะ เราเข้าใจวงการบันเทิงมากกว่า มันก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนเดิมๆ หน้าซ้ำๆ คนก็เบื่อ เราไม่ได้กลัวว่าคนจะลืม ไม่ได้กลัวขนาดนั้น เพราะเราคิดว่าแค่ให้คนจำงานเราได้บางงาน เราก็โอเคแล้ว”

โดยเหตุที่เธอเลือกจะรับงานน้อยลง ชนิดที่ว่าหลายคนแอบเกิดคำถาม หรือเธอจะออกจากวงการไปแล้ว? เธอให้เหตุผลว่าเพราะในรอบสัปดาห์ต้องเรียนเกือบทุกวัน ทั้งยังมีการบ้านที่ต้องจัดการเพื่อเรียนรู้ด้วยตัวเองนอกเวลาอีก ทำให้เธอตัดสินใจพักงาน และรับเพียงงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต่อเนื่องเท่านั้น

“มันก็ไม่ขนาดหยุดไป มีรับงานเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เพราะช่วงก่อนหน้านี้อย่างปีที่ผ่านมา มันก็เรียนเยอะเหมือนกัน ก็เรียนเกือบทุกวันเลย แล้วการบ้านต้องทำนอกเวลาเรียนเยอะมากค่ะ”

สิ่งที่เธอได้เรียนรู้เพิ่มเติมมาคืองานเบื้องหลังที่เกี่ยวพันกับสิ่งที่เธอทำ เธอเผยว่า การเรียนครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อให้คนอื่นมองเธอใหม่ จากข้อครหาที่คนสวยน่ารักมักถูกโจมตีว่า คงจะไม่ฉลาด

“ก็แล้วแต่มุมมองของคนแต่ละคนมากกว่า เราก็ทำของเราในแบบที่เราควรจะทำ เราไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนหนังสือเพื่อให้คนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเรา”

อิสรภาพกับครอบครัว

เมื่อมองถึงภาพในมาดแรงๆ เหวี่ยงๆ ที่หลายคนเห็นปรากฏออกมาตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ หรือแม้แต่ภาพจากผลงานในแนวน่ารักสดใสปนเซ็กซี่ เป็นหลายภาพที่แตกต่างกัน ทั้งยังต่างจากภาพของตัวเธอเวลาอยู่กับครอบครัวอีกด้วย บอลลูนเล่าว่า เธอไม่ได้อยากเข้าวงการตั้งแต่เด็ก หากแต่มาจากการดำเนินชีวิตปกติ จนมีโอกาสผ่านเข้ามาในชีวิต เธอก็คว้ารับไว้ แล้วเดินมาเรื่อยๆ บนเส้นทางของโอกาสเหล่านั้น

“จริงๆ แล้วก็เป็นครอบครัวที่ให้อิสระทางความคิดนะคะ เหมือนคอยห่วงอยู่ห่างๆ ถ้าสมมติว่าเราทำอะไรที่มันไม่เหมาะสม เขาก็จะคอยเตือน แต่ในการตัดสินใจทุกๆ อย่าง เขาก็จะให้เราตัดสินใจด้วยตัวเอง” เธอเล่าถึงการเลี้ยงดูของครอบครัวที่ทำให้เธอมาเป็นตัวเองอย่างทุกวันนี้ “เขาจะให้เราลองเองว่า อันนี้เราตัดสินใจแบบนี้ไปแล้ว มันผิดหรือถูกอย่างไร เรียนรู้ด้วยตัวเอง”

การตัดสินใจที่เข้ามาในชีวิต หลายครั้งก็เป็นเธอเองที่เลือกเดิน แต่ก็มีบ้างที่เสียงทักท้วงจากครอบครัวจะดังขึ้น และทุกครั้งที่เป็นแบบนั้น เธอบอกเลยว่า ต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน

“คุณพ่อคุณแม่จะไม่ดุ แต่จะพูดมากกว่า ซึ่งบางอย่างที่เขาพูดก็คือควรเชื่อแล้วนะ เพราะถ้ามันไม่เลวร้ายจริงๆ เขาก็จะไม่มาว่า”

โดยงานเกือบทุกชิ้น เธอจะปรึกษาครอบครัวเสมอ บอกได้ว่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนในครอบครัว และคนรอบข้างมากๆ

“อย่างงานถ่ายชุดว่ายน้ำ ตอนแรกถ้าในความคิดเรา เราก็ไม่อยากถ่าย ซึ่งแต่ก่อนครอบครัวเขาก็บอก อย่าถ่ายเลย จนล่าสุดลองปรึกษาเขาดู เขาก็บอกว่า ให้เราคิดเองได้แล้ว ก็คือโตแล้ว มีวุฒิภาวะตัดสินใจเรื่องอะไรอย่างนี้ได้แล้ว เราก็ลองตัดสินใจเอง เขาก็จะพูดตลอดว่า โตขนาดนี้แล้ว เราควรจะตัดสินใจอะไรเอง เพราะว่าสมมติ เราให้เขาช่วยตัดสินใจตลอด ต่อไปเกิดเขาไม่อยู่ เกิดเขาเป็นอะไรขึ้นมา เราก็คงจะทำอะไรไม่เป็น”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนชีวิตการเข้าวงการนั้นก็มาจากการตัดสินใจของเธอเอง เพราะช่วงแรกที่เข้าวงการ เธอยังคงเป็นวัยรุ่นตอนต้นอายุเพียง 15 - 16 ปีเท่านั้น ครอบครัวจึงอยากให้เธอเลือกที่จะเรียน มากกว่ามาทำงาน

“ไม่เลยค่ะ” เธอตอบทันทีที่เราถามว่า ครอบครัวส่งเสริมให้เข้าวงการหรือเปล่า? “เขาเฉยๆกับวงการบันเทิงมาก แล้วช่วงแรกคือเราเข้าวงการมาตอนอายุ 10 นิดๆ เขาก็อยากให้เรียนหนังสือมากกว่า เพราะช่วงนั้นต้องเรียนหนังสือหนักพอดี แต่เขาจะให้อิสระทางความคิดในการตัดสินใจที่จะทำอะไรเอง ถ้าเราเลือกที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เขาก็จะคอยเตือนว่า เราควรที่จะทำอะไรบ้าง”

และชีวิตในวงการบันเทิง ชีวิตในแสงไฟที่หลายคนหลงใหลก็มีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน มรสุมข่าวมากมายถาโถมใส่ชีวิต เรื่องส่วนตัวถูกหยิบยกมาเป็นเรื่องสาธารณะ ภาพแรงๆในข่าวของเธอส่งผลหลายอย่างต่อความรู้สึกของทั้งตัวเธอเองและคนรอบข้าง

สิ่งที่ทำให้เธอผ่านพ้นมาได้ส่วนหนึ่งคือคำสอนจากครอบครัวที่ สอนให้เธอเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น

“น่าจะคล้ายๆกับที่เราเข้าใจอยู่แล้ว” เธอเอ่ยถึงสิ่งที่ครอบครัวสั่งสอนในการดำเนินชีวิต “ก็คือถ้าเกิดปัญหาอะไรในชีวิต ขอให้เข้าใจกับปัญหา ไม่ใช่วิ่งหนีปัญหา คือปัญหาทุกปัญหามีทางแก้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่ามันยากหรือมันง่าย ต้องเข้าใจกับปัญหา แล้วเลือกทางออกที่มันดีที่สุด”

น่ารักหรือเซ็กซี่?

ย้อนกลับไปตอนเข้าวงการ เธอเข้าวงการมาด้วยลุคน่ารักสวยใสจากนิตยสารแคตช์ (Katch) วัยรุ่นชื่อดังที่อยู่ในเครือเบเกอรี่มิวสิค เป็นลุคดาราวัยรุ่นทั่วไป เสื้อยืด ขาสั้น กับแฟชั่นริมทะเล แต่กับงานแนวเซ็กซี่ชุดว่ายน้ำ เธอเผยว่า กับนิตยสารมาร์คือครั้งแรก!!

“ตอนเข้าวงการแรกสุดเลย ถ่ายนิตยสารแคตช์ของเบเกอรี่มิวสิค ก็จะเป็นนิตยสารเด็กวัยรุ่นทั่วไป น่ารักๆ ใสๆ ถ่ายริมทะเลบ้าง เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ประมาณนั้นมากกว่า เหมือนดาราวัยรุ่นทั่วไป จริงๆแล้วเราก็รับงานลุคเซ็กซี่บ้าง แต่อย่างชุดว่ายน้ำก็เป็นครั้งนี้ครั้งแรก เราคิดว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ในวงการมันก็มีลุคเซ็กซี่อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ”

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากภาพแรงๆ เซ็กซี่ๆ เธอเผยว่า ทำให้ชีวิตส่วนตัวมีหลายคนตัดสินตัวเธอก่อนที่จะได้รู้จักตัวตนจริงๆ ซึ่งเธอเข้าใจได้ และรู้ว่าหากรู้จักกันความคิดของคนเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไป

“คนที่รู้จักเราจริงๆ เขาคงมองเราจากตัวจริงไม่ได้มองจากข่าว หรือภาพที่ถูกสร้างขึ้น แต่คนภายนอกหรือคนที่ยังไม่รู้จัก เขาก็อาจจะยังมองภาพเราจากที่คนอื่นเขามองกัน หลายคนเลยตัดสินไปก่อนที่จะรู้จัก”

ภาพของดาราขายลุคเซ็กซี่ในสังคมไทยนั้นถูกมองในทางลบมาโดยตลอด ยิ่งเมื่อมีการโยงข่าวก็ยิ่งสร้างกระแส เธอเลือกมองในมุมมองของงานที่ตัวเธอเองรับ ในชีวิตที่ผ่านมา ไม่มีงานไหนที่โป๊จนน่าเกลียด

“คือการขายความเซ็กซี่ ในมุมมองของตัวเองกับงานที่ตัวเองรับทุกงาน ไม่มีงานไหนที่มันเซ็กซี่หรือโป๊จนน่าเกลียด เราไม่รับอยู่แล้ว พวกเลิฟซีนตั้งแต่เล่นมาก็ไม่เคยมี ชุดว่ายน้ำเพิ่งถ่ายครั้งแรกตอนอายุเท่านี้แล้ว เราโตพอที่จะถ่ายได้แล้ว บางคนอาจจะบอกว่าสายเกินไปด้วยซ้ำ ก็อย่างงานอื่นๆ ก็ไม่มีงานไหนที่รับแล้วแบบโป๊ คือไม่มีงานไหนที่สังคมจะวิจารณ์และรับไม่ได้ เพราะว่าเราจะคิดก่อนทุกงาน”

ขอบเขตความเซ็กซี่ เธอทำหน้าจริงจังก่อนบอกว่า คิดอยู่ตลอดเวลา และมีขอบเขตที่ชัดเจนมาโดยตลอด

“จริงๆ ขนาดชุดว่ายน้ำก่อนหน้านี้ ยังไงก็คิดว่าไม่รับแน่ๆ จนตอนหลังเพิ่งมาเปลี่ยนความคิด เราเปลี่ยนความคิดเอาตอนที่เราอายุเท่านี้ มันโตมากๆ แล้ว แต่ขอบเขตหลังจากถ่ายชุดว่ายน้ำมาแล้ว เราก็ไม่คิดว่าจะไปเล่นเลิฟซีนโป๊ๆ หรืออะไรอย่างนี้ คือยังไงก็ไม่ หยุดอยู่ตรงนี้ ชุดว่ายน้ำก็ถือว่าพอสมควรแล้ว”

ทั้งนี้ ความน่ารักดึงดูดในแบบของเธอ ไม่แปลกที่จะทำให้มีแฟนคลับหนุ่มๆ ตามติดผลงาน และบรรดาแฟนคลับเหล่านั้น ความคลั่งไคล้ถึงขั้นโรคจิตก็มี เข้ามาถึงตัว มีถึงขั้นโทรศัพท์แบบเห็นหน้า(facetime) เข้ามา และจ้างออกมาขอพบเจอ

“ทุกวันนี้ก็ยังเจออยู่คะ ไม่แน่ใจว่าเขาโรคจิตหรือเปล่า เราก็จะไม่รับ คือปกติแล้วคนเราจะไม่ค่อยโทร.เฟสไทม์กันถ้าไม่ค่อยสนิท ขนาดเรารู้จักกันจริงๆ เราก็ยังไม่โทร.เฟสไทม์เลย ส่วนใหญ่เขาก็จะโทร.มา แต่บางทีก็โทร.ปกติ โทร.มาจนเรารู้สึก บ้าหรือเปล่า พอรับสาย เขาก็บอกว่า เขาเป็นแฟนคลับนะ เขาอยากขอเจอหน้าเราได้มั้ย จ้างเพื่อเจอหน้าเรา อย่างงี้มันผิดปกติ เราก็แก้ด้วยการไม่รับสาย หรือรับสายเราก็คุยไม่กี่ประโยค บล็อกเบอร์”

ภาพข่าวหวือหวา

ภาพภายนอกที่หลายคนจดจำเธอ นอกจากผลงานในลุคน่ารักเซ็กซี่ ภาพจากข่าวฉาวเปลี่ยนผู้ชายที่เดินด้วยบ่อยครั้ง เธอยืนยัน หลายข่าวสร้างภาพเกินกว่าความเป็นจริง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่น้องชายแท้ๆ ถูกเขียนว่าเป็นแฟนใหม่ของเธอ แต่เธอก็เลือกที่จะเข้าใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

“มันก็ไม่ได้มีอะไรที่รุนแรงมาก อย่างข่าวก็จะเป็นเรื่องเจ้าชู้เรื่องอะไรแบบนี้ เป็นข่าวที่ส่วนใหญ่ผู้หญิงในวงการก็จะเจอมา” เธอตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนยิ้มเล็กๆ เล่าถึงความเข้าใจนั้น “เราก็เข้าใจว่ามันเป็นแบบนี้ บางทีเราไปเดินกับใครที่คนนี้เป็นเพื่อนเรา บางทีเขาไม่รู้หรอกว่าเป็นเพื่อนกันหรือว่าอะไร เห็นเดินด้วยกันเขาก็ถ่ายรูปไปลง แล้วบางทีหน้าเปลี่ยนไป เดือนที่แล้วเดินกับคนนี้ แต่เดือนนี้เราเดินกับอีกคนหนึ่งทั้งที่คนนี้อาจจะเป็นน้องเราเอง คือน้องชายแท้ๆของเราเองก็เคยเป็นข่าว เราคิดว่าสมัยคนส่วนใหญ่น่าจะเข้าใจกันแล้ว”

เกิดข่าวทำนองนี้หลายครั้งก็ส่งผลต่อคนในครอบครัวของเธอ ช่วงแรก เธอเผยว่า ครอบครัวก็รู้สึกแปลกใจกับข่าว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรับไม่ได้ ทั้งนี้ ผลที่ตามมา เธอยอมรับว่า ข่าวเหล่านี้ส่งผลต่อการวางตัวของเธอเอง และการเข้าหาผู้ใหญ่ในสังคม เพราะหลายครั้ง ตัวเธอก็รู้สึกกังวลกับความคิดของคนอื่นๆ ที่มองเธอจากภายนอก จากข่าวที่ออกมา

“บางข่าวผู้ใหญ่เขาเห็นแล้วมันไม่ดี ก็จะมีผลเวลาเราเข้าหาผู้ใหญ่หรือคนที่เราไม่รู้จัก เราไม่รู้ว่าความคิดเขาลึกๆแล้วเขาคิดยังไงกับเรา ทำให้บางครั้งเราไม่ค่อยกล้าที่จะเข้าหาใคร”

เพราะสิ่งที่เธอให้ความสำคัญไม่แพ้สิ่งใดก็คือครอบครัว ข่าว หรือการรับงาน ผลกระทบที่เธอกลัวที่สุดคือความรู้สึกที่คนในครอบครัว หรือผู้ใหญ่ที่รู้จักจะมีต่อเธอ

“เรานึกถึงครอบครัว นึกถึงผู้ใหญ่ที่เรารู้จัก อย่าง ปู่ย่าตายาย เขาก็คงไม่อยากให้ การรับงานหรือทำอะไร เราก็อยากให้พวกเขาสบายใจมากที่สุด”

ความสำเร็จที่ไม่ต้องไปให้ถึง

แรงผลักของการเดินไปบนเส้นทางบันเทิง หลายครั้งก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ดาราหลายคนขับเคลื่อนตัวเอง โลดแล่นไปในวงการ โดยมีเป้าหมายให้ชีวิตได้ก้าวเดิน ทว่ากับสาวมาดเซ็กซี่คนนี้ เธอเผยแต่แรกเริ่มแล้วว่า ไม่ได้อยากเข้าวงการ เธอบอกตรงๆว่า ไม่เคยพยายามเพื่อที่จะต้องไปประกวด หรือเพื่อให้ได้เข้ามาในวงการนี้ สิ่งที่ทำมีเพียงดำเนินชีวิตมาเรื่อยเท่านั้น

“มีงานเข้ามา งานที่เห็นว่าเหมาะกับเรา น่าจะทำได้ มีความสามารถพอ เราก็ทำ หรือบางงานที่เราคิดว่ามันไม่ไหว มันหนักเกินไปสำหรับเรา เราก็ไม่ได้ทำ มันก็เข้ามาเรื่อยๆมากกว่า ไม่ใช่ว่าเราอยากเข้า” เธอยิ้มเบาๆ ให้แก่ชีวิตเบาๆ แบบไม่เร่งรีบให้ประสบความสำเร็จของเธอ

และชีวิตการทำงานในวงการก็ให้หลายสิ่งหลายอย่างกับเธอ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะได้รับ เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตำราเรียน การได้เจอกับการทำงาน ผู้คน และมุมมองจากคนเหล่านั้น ทำให้ความคิดของเธอแตกต่างจากคนทั่วไป

“ตอนนั้นเราเข้าวงการ คนอื่นก็อาจจะเรียนหนังสืออย่างเดียว เช้าไปเรียน เย็นกลับบ้าน แต่เราก็มาทำงานตรงนี้ เราได้ประสบการณ์เยอะ ได้เจอคน ได้เจอผู้ใหญ่ เจอหลายๆ มุมมอง มันก็ทำให้เรามีความคิดที่แบบบางทีอาจจะไม่เหมือน หรือเปลี่ยนไปจากคนทั่วไป หรือนักศึกษาที่เรียนหนังสือทั่วไป”

สำหรับเส้นทางที่ผ่านมา เธอยังไม่นิยามว่า มันคือหนทางที่ประสบความสำเร็จ หากแต่ความสำเร็จก็ไม่ได้มีให้แก่ทุกคน ทว่าสิ่งที่เธอทำได้คือการทำงานทุกงานให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ดี เธอพร้อมยอมรับในผลงานและคำวิพากษ์วิจารณ์เพื่อกลับมาปรับปรุงชีวิตทั้งหมดในทุกแง่มุมของการทำงานในวงการ เธอยืนยันแม้ในแง่ลบมันก็ยังเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิต

“ชีวิตที่ผ่าน...ไม่มีอะไรที่ไม่ชอบ ก็รู้สึกว่ามันคือประสบการณ์ที่ดี เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตเรา ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าเราไม่ทำงานตรงนี้ เราจะมีชีวิตอยู่ในแบบไหน ก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น มันก็คือสิ่งที่ทำให้เรามีวันนี้ ทำให้เรามีตัวตนในวันนี้ ไม่ว่ามันจะดีหรือไม่ดี มันก็คือส่วนหนึ่งของชีวิต อะไรที่ไม่ดีมันก็เป็นบทเรียนของเรา อะไรที่ดีมันก็เป็นประสบการณ์เรา มันเป็นเรื่องที่ดีค่ะ...ไม่คิดว่าอะไรไม่ดีเลย”

แต่สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในวงการ เลขอายุที่มากขึ้น นอกจากชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น สำหรับบางคนมันหมายถึงขาลงที่ใกล้เข้ามา กับชีวิตในวงการของบอลลูนที่ลอยไม่ถึงเป้าหมาย เธอยิ้มสบายก่อนบอกว่า เป้าหมายไม่ได้ถูกวางไว้อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว

“จริงๆ แล้วเหมือนที่บอกไปว่า เราไม่ได้คิดว่า เราต้องประสบความสำเร็จ ดังเป็นพลุแตก ก็คือเราไม่ได้หวังว่า เราต้องอยู่ตรงนั้น คือเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังกับทุกๆ อย่างค่ะ ทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด แต่ไม่ได้คาดหวังให้ว่าต่อไปมันต้องเป็นยังไง”

ความเซ็กซี่ในสังคมไทย

ยุคสมัยที่ผ่าน ความเซ็กซี่ในกรอบของสังคมดูจะยิ่งกว้างมากขึ้น การขายเซ็กเป็นเรื่องง่ายที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คน ดาราสาวที่เลือกจะให้ลุคร้อนแรงของตัวเองเป็นจุดเรียกความสนใจจึงเกิดขึ้นมากมาย จากที่เข้าวงการมาตั้งแต่วัยรุ่น บอลลูนเป็นคนหนึ่งที่เห็นถึงความเป็นไปของสิ่งที่เกิดในสังคมไทย

“คิดว่าแต่ก่อนการถ่ายชุดว่ายน้ำมันเป็นอะไรที่ต้องคิดหนักกว่านี้ เพราะว่าถ้าถ่ายชุดว่ายน้ำแต่ก่อน 10 ปีที่แล้ว เขาก็จะเฮ่ย! ถ่ายชุดว่ายน้ำ แต่ทุกวันนี้รู้สึกว่า มันเป็นเรื่องปกติ รู้สึกว่า ใครๆ ก็ถ่าย แทบจะน้อยมากที่ไม่ถ่าย ทำให้รู้สึกว่า วงการบันเทิงมันเปิดกว้างมากขึ้นในการทำงาน เปิดกว้างในทางความคิดมากขึ้น รวมถึงคนดูด้วย”

เธอเผยว่า ชุดว่ายน้ำไม่ได้เป็นอะไรที่น่ากลัวแล้วในสมัยนี้ แต่หากย้อนไปเธอเล่าว่า ชุดว่ายน้ำมันเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก

“ถ่ายชุดว่ายน้ำเหรอ? คิดดีแล้วเหรอ? ชุดเป็นยังไง? คือมันต้องคิดหลายเรื่องค่ะ แต่เดี๋ยวนี้คนเขาถ่ายกัน ขอดูแค่หัวหนังสือเท่านั้นเอง”

แต่ในสังคมนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ดาราเท่านั้นที่ขยันขายภาพเซ็กซี่ แม้นักเรียน - นักศึกษา การโพสต์ภาพเซ็กซี่ลงโซเชียลมีเดียก็เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่สังคมตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เธอมองว่า การโซเชียลมีเดียมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับแนวทางที่แต่ละคนจะเลือก หากเลือกจะเซ็กซี่แล้วขายได้ มันก็คือทางเลือกของคนนั้น

“มันมีทั้งประโยชน์และโทษ ก็มีหลายคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ขายของ โปรโมตตัวเอง มันมีหลายอย่าง บางทีคนก็ดังเพราะโซเชียลมีเดีย คนที่ร้านเขาประสบความสำเร็จขายได้เพราะโซเชียลมีเดียเยอะมาก หรือบางคนโดนภาพหลุดก็มี มันก็แล้วแต่มุมมองของเขา เราก็พูดไม่ได้ว่าอย่าทำเลย เพราะบางทีเขาทำแล้วเขาอาจจะดังก็ได้ มันก็แล้วแต่ว่าเขาจะอยากดังไปในทางไหน

“ถ้าเขาโชว์อย่างนั้นแล้วเขาดังไปในทางนั้น เขาพอใจแล้วเหรอที่จะดังไปในทางที่โชว์ตัวเองโป๊ๆ ในโซเชียลมีเดียให้ดังๆ มันก็แล้วแต่มุมมอง มันก็คือความคิดของเขา สิทธิ์ของเขาที่เขาจะทำ ถ้าเขาคิดว่ามันดัง โพสต์เฟซบุ๊กแล้วคนมาเซฟเอารูปมันคุ้มก็ตามใจเขา”

ขี่ม้ากับฟิตเนส

ในช่วงว่างเว้นจากงาน ระหว่างการเรียนปริญญาโท สิ่งที่ทำในยามว่างส่วนมากคือการเข้าฟิตเนส โดยเริ่มมาราวปีเศษ บอกได้ว่าหุ่นสวยเป๊ะที่เห็นนั้น ไม่ได้เกิดจากการฟิตหุ่นเพื่อรับงานชุดว่ายน้ำแบบที่ดาราหลายคนต้องทำ หากแต่เป็นความใส่ใจต่อสุขภาพที่เธอบอกว่า เริ่มต้นจากการที่คนใกล้ตัวต้องป่วยหนัก ทั้งที่รักษาคุณภาพมาตลอด

เหตุการณ์นั้นทำให้เธอฉุกคิดขึ้นว่า ต้องหันรักษาสุขภาพมากขึ้น

“แต่ก่อนไม่เคยออกกำลังกายเลย เพราะรู้สึกว่ามันไม่สำคัญ แล้วเราก็ไม่ได้ต้องการหุ่นผอม เพราะเราไม่ได้อ้วนมากอยู่แล้ว”

แต่เหตุการณ์ที่คนใกล้ตัวต้องพบหมอบ่อยครั้ง และเป็นโรคที่ค่อนข้างหนักโดยคนนั้นก็ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำให้เธอคิดว่า เพียงแค่ตัวเองกินอิ่มนอนพอยังไม่เพียงพอต่อการห่างไกลจากความเจ็บป่วย

“จากที่เราเห็นเขาดูแลสุขภาพตัวเองดี ทานอาหารดีมาตลอด ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า เขายังไม่สบายเลย ยังป่วยเป็นโรคหนักเหมือนกัน เราก็เลยรู้สึกว่า มันไม่ใช่แล้วนะ มันไม่ใช่แค่เรากินดีอยู่ดีกินอาหารดีนอนพอ มันจะมีสุขภาพดี มันไม่ใช่แค่นั้นแล้ว เราเลยหันมาออกกำลังกายบ้าง ทานอาหารที่มันดีๆ หน่อย ไม่ได้ทานมั่วก็ทำให้เราดูแลตัวเองมากขึ้น”

จุดเริ่มต้นการเล่นฟิตเนสจึงไม่ใช่เพื่อหุ่นที่ดูดี แต่เป็นฟิตเนสเพื่อสุขภาพ หลังจากเรียนหนัก การทำงานการบ้านโดยใช้คอมพิวเตอร์ การได้ออกกำลังกายก็ถือว่าเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง และเธอแบ่งเวลาให้แก่สิ่งนี้วัน 2 ชั่วโมงเสมอมา ผลที่ตามมาคือหุ่นที่ดูดี และสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“จากแต่ก่อนที่แบบ เดินนิดเดียวก็จะรู้สึกเหนื่อย เพราะตลอดมาไม่ได้ออกกำลังกาย พอเราเล่นฟิตเนสแล้วเราดีขึ้นอย่างนี้ เราก็เลยคล้ายๆกับทำเรื่อยๆ เสมอมา”

นอกจากเรื่องสุขภาพ ในช่วงว่างๆ เธอยังชอบไปขี่ม้า ด้วยเพราะเธอชอบอยู่กับสัตว์ต่างๆ การได้ออกกำลังกายไปด้วย พร้อมทั้งอยู่กับม้าก็เป็นสิ่งที่เลือกในการพักผ่อน

“เราเรียนขี่ม้ามาตั้งแต่เด็ก เป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว แล้วพอเป็นกีฬาที่คู่กับสัตว์ก็เลยชอบ ขี่มาเรื่อยๆ แล้วหายไป แล้วพอกลับมาเริ่มออกกำลังกาย ขี่ม้าก็เป็นอย่างหนึ่งที่ทั้งสนุกและได้ออกกำลังกายด้วย”

การขี่ม้านั้น เธอบอกว่าปกติแล้วจะมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือแบบเดสเซิร์ต (dressage) ที่เป็นเหมือนม้าเต้นรำ ขี่ให้ม้าเดินเยอะๆ เพื่อความสวยงาม แบบคอสคันทรี (cross country) ขี้ม้าข้ามภูมิประเทศ และแบบโชว์จัมปิ้ง (showjumping) ข้ามสิ่งกีดขวาง ซึ่งตอนเด็กเธอก็เคยขี่แบบผาดโผนบ้าง แต่ตอนนี้เริ่มขี่แบบธรรมดาลงแล้ว

“เราก็ขี่ปกติไปก่อน เราไม่ได้ผาดแผลงอะไรมากมาย เพราะว่า มีเพื่อนขนาดเป็นนักกีฬาทีมชาติยังตกม้าเลย กระโดดข้ามเครื่องกีดขวางแล้วตกลงมาสลบไป เราก็เลยไม่ได้ผาดแผลงอะไรมาก ตอนเด็กอาจมีบ้างแต่เดี๋ยวนี้ก็จะขี่เอาความสนุกด้วย ออกกำลังกาย ได้เจอม้า เจอสัตว์ก็สนุกดี ได้เจออีกสังคมหนึ่ง”

ทางที่จะไปต่อ...หากไม่ได้กลับมา

ท่ามกลางคลื่นลูกใหม่มากมาย ชื่อของบอลลูนยังเป็นชื่อที่ขายได้อยู่หรือเปล่า? คือคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นสำหรับการกลับมาของเธอ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งเธอเห็นต้องมีเงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งโอกาส ความเหมาะสม รวมถึงเวลา แต่หากกลับมาไม่ได้ เธอตอบแบบสบายๆ ว่า ตอนนี้ยังคงโฟกัสที่การทำวิทยานิพนธ์

“เราก็บอกถึงอนาคตไม่ได้ ตอนนี้ยังไงก็คิดว่าต้องทำวิทยานิพนธ์ให้จบก่อน ให้มันดีที่สุด ตอนนี้ก็ต้องหาข้อมูลเก็บข้อมูล ยังเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ ซึ่งเมื่อก่อนนี้ก็คิดว่า มันคงจะไม่ยากอะไร แต่พอมาทำเอง มันก็ยากเอาเรื่องเหมือนกัน”

โดยแผนระยะยาวของชีวิตตัวเอง เธอเผยว่า ไม่ได้คาดหวังอนาคต เพราะคิดว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

“สมมติเราคาดหวังไว้ว่า เราจะต้องทำอย่างนี้ แต่พอไปถึงตรงนั้น มันอาจจะไม่เหมาะที่จะทำอันนั้น หรือโอกาสมันไม่ใช่ ความเหมาะสมมันไม่ได้ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า มันไม่สำเร็จ มันผิดหวัง ก็เรียกว่าการใช้ชีวิตของเรามุมมองอาจจะต่างจากคนอื่นบ้าง ก็คือเราจะใช้ชีวิตทุกวันให้มันดีที่สุด ทำทุกงาน ทำทุกอย่าง ทุกปัญหาที่มันเข้ามาให้มันดี แต่อนาคตแล้ว ไปดูตรงนั้นดีกว่าว่าเราเหมาะสมกับอะไรแล้วเราค่อยทำ”

อย่างไรก็ตาม แม้เธอจะไม่ได้วางแผนระยะยาวไว้ ก็ยังคงความฝันเล็กๆ ที่แอบคิดไว้ว่าอาจจะทำรายการทีวีของตัวเองโดยเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากการท่องเที่ยวที่เธอได้ไปเยือนถึงยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ (universel studio) ที่สหรัฐอเมริกา

“ก็ชอบไปเที่ยว ทั้งในประเทศต่างประเทศ เราจะชอบไปในที่ที่ไม่เคยไป ไม่ใช่คนประเภทที่เจอที่เที่ยวที่ชอบแล้วก็จะไปอยู่ที่เดียว เราไม่ใช่แบบนั้น เราชอบไปเปิดหูเปิดตา เจอที่ใหม่ที่ไม่เคยไป”

วัฒนธรรมแปลก การเปิดโลกในมุมที่ไม่เคยเห็นเป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน ไม่เว้นแม้แต่กับตัวเธอเอง วันหนึ่งที่เธอได้ไปดูการถ่ายทำรายการโทรทัศน์ เดอะ ทูไนต์โชว์ วิท เจย์ เลโน(the tonight show with Jay Leno) การเตรียมงานเบื้องหลัง ความคลั่งของผู้คนต่อวงการบันเทิงที่ผู้คนต่อคิวแต่เช้าเพื่อเข้าร่วมชมในสตูดิโอ

“เป็นการรายการระดับโลกของซีเอ็นเอ็น เราได้มีโอกาสเข้าไปดูเขาถ่ายทำให้เข้าใจว่า วงการบันเทิงของเมืองนอก มันเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่ อัดรายการหนึ่ง คนก็จะไปต่อคิวแต่เช้าเพื่อรอประตูสตูดิโอเปิด ได้เห็นผู้คนที่มีคลั่งไคล้ในตัวนักแสดง รวมถึงการทำงาน มันก็ได้มุมมองใหม่ๆขึ้น มีโอกาสก็จะไปดู”

หลังจากที่ไปได้ดู เธอเผยว่า ทำให้เกิดความคิดว่าอยากจะทำรายการทีวีขึ้นมาเหมือนกัน

“พอไปดูมาแล้วก็ชอบๆ ก็คิดไปเรื่อยๆ ชอบแบบนี้ๆ แต่มันก็ยังไม่ถึงเวลานี้ที่จะทำ เราก็แค่ชอบไปก่อน เหมือนได้แรงบันดาลใจ ได้แนวคิดใหม่ๆ วันหนึ่งถ้ามีโอกาสจริงๆ เราค่อยไปเต็มที่กับมัน ตอนนี้ก็ยังเก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ก่อน”

ปรัชญาที่เธอยึดถือในดำเนินชีวิตคือการเข้าใจปัญหา ไม่จำเป็นต้องพุ่งชนกับปัญหา หรือวิ่งหนี แต่ให้มองอย่างเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานั้นแล้วค่อยแก้ไข เพื่อก้าวต่อไป ในอนาคตที่แม้เธอไม่ได้วาดวางไว้ หากแต่เป็นอนาคตที่เกิดจากการเผชิญปัญหาโดยตัวของเธอเอง

ภาพโดย พลภัทร วรรณดี
ภาพจากนิตยสารmars ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2556
ภาพบางส่วนจากอินสตาแกรม @balloon_balloon

ชื่อ พินทุ์สุดา ตันไพเราะห์
วันเกิด 12 มกราคม 2526
งานอดิเรก ขี่ม้า, เลี้ยงสุนัข, ดูหนัง, เล่นฟิตเนส
การศึกษา ปริญญาโท นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ผลงานที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่อง สยิว, อาภรรพ์แก้บนผี, ขุนกระบี่ ผีระบาด ,ไฉไล

















กำลังโหลดความคิดเห็น...