xs
xsm
sm
md
lg

‘จ้อการเมือง’ รายการทีวีของนักการเมือง โดยนักการเมือง และเพื่อการเมือง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ความดุเดือดของการรายการทีวีการเมือง ที่ปรากฎอยู่บนหน้าสื่อโทรทัศน์เรียกว่าร้อนระอุดุจลาวาเดือดพร้อมจะระเบิดขึ้นมาได้ทุกเวลา

ก็ไม่รู้ว่าเป็นความทัดเทียมของกลุ่มการเมืองในเรื่องการใช้ ‘สื่อ’ เป็นเครื่องมือการสื่อสารทางการเมืองหรือเปล่า แต่จากที่เห็นด้วยตาไม่ว่าจะเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และฟรีทีวี ก็มีการสาดโคลนกันอย่างสนุกปาก เร้าใจผู้ชมเสียเหลือเกิน

อย่างรายการ ‘สายล่อฟ้า’ ของที่ดำเนินการโดย 3 ทีมโฆษกหนุ่มฝีปากกล้าแห่งพรรคประชาธิปัตย์ เทพไท เสนพงศ์, ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต และ ศิริโชค โสภา ออกอากาศผ่านช่องทีวีดาวเทียม บลู สกาย แชนเนล ก็ตั้งวงระเบิดสงครามน้ำลายวิพากษ์เหตุบ้านการเมืองกันอย่างเร่าร้อน แน่นอนว่าประเด็นร้อนของรายการนี้ก็ต้องมุ่งไปที่การจับจ้องวิพากษ์การทำงานของคณะรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งวงสนทนาเจ้ากรรมก็ดูท่าจะเผ็ดร้อนเสียจนแสบทรวงไปถึงผิวท่านผู้นำประเทศ จนถึงขั้นจะมีการฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทกันเลย

งานนี้มีหรือที่รัฐบาลจะติดตามชมรายการของฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว เร่งเครื่องส่งรายการ ‘ครม.เพื่อประชาชน’ หรือที่เรียกเล่นๆ ว่า ‘3 ฉนวน’ มาประชันถล่มผ่านน้ำลายแตกฟองทางฟรีทีวีซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลอย่าง ช่อง 11 ออกมาโต้ตอบทุกกลุ่มการเมือง โดยดำเนินรายการโดยทีมโฆษกรัฐบาล

ดูท่าว่าจะยาวเป็นละครการเมืองผ่านรายการจ้อการเมืองเหล่านี้ ปลุกเรตติ้งช่องเคเบิลและทีวีดาวเทียม และปั่นกระแสช่องฟรีทีวีอย่างทั่วถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า

มองผ่าน ‘จอแก้ว’ กับ ‘นักการเมือง’
หากย้อนกลับดูความสัมพันธ์ของวงการจอแก้วกับนักการเมือง ช่วงนี้ไปไกลกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากแต่ก่อน รายการที่มีนักการเมืองมาออก จะไม่ได้มาเป็นพิธีกรเองเหมือนสมัยนี้ แต่จะมาในลักษณะแขกรับเชิญมากกว่า และจะได้รับเชิญเฉพาะช่วงที่เหมาะสมกับสถานการณ์เท่านั้น เช่น ตอนที่ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อนิจกรรม รายการวิเคราะห์ข่าวรายการหนึ่ง ก็มีการเชิญบรรดานักการเมืองที่ความใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ เช่น ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ หรือ สมัคร สุนทรเวช มาร่วมพูดคุย หรือช่วงที่นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร รายการพวกนี้ก็จะเชิญบรรดาหัวหน้าหรือแกนนำของแต่ละพรรคมาพูดคุยถึงทิศทางของสถานการณ์บ้านเมืองต่อไป

ซึ่งรายการพวกนี้ ถูกเรียกรวมๆ ว่ารายการสนทนาเชิงข่าว หรือนิวส์ ทอล์ก ซึ่งรายการแรกที่ออกอากาศก็คือ สนทนาปัญหาบ้านเมือง ออกอากาศทางช่อง 7 เมื่อปี 2524 ก่อนที่ช่องอื่นๆ จะตามมา เช่น ช่อง 3 ก็ผลิตรายการเหตุบ้านการเมือง ช่อง 5 ก็ทำรายการสนทนา 45 นาที ส่วนช่อง 11 ก็มีรายการกรองสถานการณ์ มองต่างมุม และที่ถือว่าโดดเด่นสุดๆ ก็คือช่อง 9 สมัยที่ แสงชัย สุนทรวัฒน์ เข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อสมท.) เมื่อปี 2537 ซึ่งมีการปรับรายการหลังข่าว เป็นรายการสนทนาข่าวใหม่ๆ เช่น เนชั่นนิวส์ทอล์ก ขอคิดด้วยคน ลานบ้านลานเมือง ฯลฯ

สำหรับในของตัวพิธีกรนั้น หลักๆ หากไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับแวดวงสื่อ ผู้ประกาศหรือนักข่าวที่ก้าวขึ้นมาทำรายการโทรทัศน์ เช่น พิษณุ นิลกลัด, สุทธิชัย หยุ่น, สุภาพ คลี่ขจาย ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล หรือสรยุทธ สุทัศนะจินดา ก็มักจะเป็นนักวิชาการอย่าง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ดร.ไชยา ยิ้มวิไล, ดร.วิษณุ เครืองาม, ดร.เกษมสันต์ วีระกุล ฯลฯ

ทว่า ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่อำนาจ รายการในลักษณะนี้กลับมีลดลง บางสถานีตัดรายการแบบนี้ทิ้งไปด้วยซ้ำ โดยเฉพาะช่อง 9 ซึ่งผังเก่าถูกโละทิ้งหมด และเหลือรายการแบบนี้แค่รายการเดียว คือ ถึงลูกถึงคน ส่วนรูปแบบรายการที่เหลือเริ่มเปลี่ยนมาเป็น รายการเล่าข่าว หรือวิเคราะห์ข่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้พิธีกร 1-2 คน บวกกับแขกรับเชิญประจำอีกเท่านั้น เช่น รายการคุยคุ้ยข่าวของสรยุทธ สุทัศนะจินดา และกนก รัตน์วงศ์สกุล รายการสมัคร-ดุสิตคิดตามวัน ที่มีสมัคร สุนทรเวช ซึ่งประกาศวางมือจากการเมืองแล้ว กับดุสิต ศิริวรรณ จัดคู่กัน รายการรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ฯลฯ

และยิ่งเห็นชัดมากขึ้น หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เนื่องจากช่องทางการออกอากาศของนักการเมืองที่น้อยลง บวกกับกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมที่เริ่มขยายขึ้น ก็ทำให้บรรดานักการเมืองบางส่วนฉวยช่องทางตรงนี้ ผลิตรายการคุยและวิเคราะห์ข่าวของตัวเองขึ้นมา โดยรายการที่เห็นชัดสุดก็คือ ความจริงวันนี้ ซึ่งดำเนินรายการโดยวีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกอากาศทางช่อง MV5 ก่อนที่จะขยับมาออกทางช่อง 11 เมื่อจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวร่วมของกลุ่มนี้เข้ามาคุมกรมประชาสัมพันธ์ ในปี 2550

และเมื่อพ้นยุครัฐบาลพลังประชาชนไปแล้ว บทบาทของนักการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักไทย (ในอดีต) เช่น อดิศร เพียงเกษ, สุธรรม แสงประทุม, จารุพงษ์ เรืองสุวรรณ, จตุพร พรหมพันธุ์ ฯลฯ ก็ยิ่งเห็นชัด เพราะมีการรวมกลุ่มตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อมาผลิตสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำตั้งแต่ช่อง D-Station จนถึง Asia Update และมีบรรดานักการเมืองเหล่านี้เข้าไปมีบทบาทในฐานะของพิธีกรบ้าง วิทยาการประจำรายการบ้าง จนกลายเป็นเทรนด์ปฏิบัติของนักการเมืองในยุคเดียวกันว่า ต้องมีสื่อหรือรายการเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้เองหลังพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ก็เกิดช่องปริศนาขึ้นมาที่ชื่อ Blue Sky และมีสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งเข้ามาดำเนินรายการ ไม่ว่าจะเป็นอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, กษิต ภิรมย์, เทพไท เสนพงศ์ เป็นต้น

เชิญรับชมจ้อการเมืองที่แผลงเป็นละครการเมืองน้ำเน่า
“มันกลายเป็นทีวีของละครทีวีทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ออกมา อาจจะผ่านรูปแบบเสวนาทางการเมือง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นละครทางการเมืองในรสชาติแบบไทยๆ มันก็ต้องมี พระเอก ผู้ร้าย เพราะฉะนั้นมันต้องสร้างพระเอกขึ้นมาสักคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง แล้วก็สร้างผู้ร้าย ฝ่ายตัวเองเป็นพระเอก ฝ่ายผู้ร้ายก็ผิดเลวทุกอย่าง” ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าว

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วกันว่า สื่อโทรทัศน์นั้นเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้จำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยกว่าค่อนประเทศที่มีพฤติกรรมการเสพติดสื่อทีวี มีพลังในการสร้างองค์ความรู้แล้วยังทำให้ก่อเกิดอารมณ์ร่วมเพราะผู้ชมได้สัมผัสทั้งภาพและเสียง ฉะนั้นในเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารใดๆ ย่อมีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนเป็นอย่าง

สื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะช่องฟรีทีวีนั้น จัดเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่าสมัยก่อนรัฐบาลจะกุมอำนาจไว้เพียงส่วนเดียว แต่ปัจจุบันกลุ่มการเมืองมีทางเลือกในการเผยแพร่ทัศนะของตนมากขึ้น จึงไม่แปลกที่มีช่องรายการโจมตีทางการเมืองเผยแพร่อยู่ตามช่องเคเบิลทีวี

“อดีตที่ผ่านมาทีวีก็ถูกคุมโดยรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นข้อมูลข่าวสารก็เลยไปในทิศทางเดียว ถามว่าทีวีเป็นเครื่องมือทางการเมืองไหม...ต้องตอบว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้ง เพียงแต่ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของภาครัฐ ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารออกมา ฉะนั้นก็จะสังเกตได้ว่าเวลาที่มีการเปลี่ยนยุค เปลี่ยนรัฐบาล แม้กระทั่งในเรื่องการปฎิวัติอย่างแรกที่เขาต้องตรงไปบริหารจัดการให้เรียบร้อยก็คือทีวี เพราะว่ามันสามารถเข้าถึงประชาชนในหมู่มากในชนบทได้มากกว่า

“พอช่วงหลังเทคโนโลยีได้มีการพัฒนามากขึ้น เริ่มมีทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี ก็จะทำให้ในส่วนของการเข้าไปบริหารจัดการถือครองในเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารกระจายออกไปจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว กระจายออกไปสู่กลุ่มคนต่างๆ มากขึ้น เพราะต้นทุนในการผลิตต้นทุนข่าวสารผ่านทีวีมันต่ำลง ช่องทางการสื่อสารที่อาจจะมีทัศนคติตรงกันข้ามกับรัฐบาลที่คุมทีวีกระแสหลักในขณะนั้นอยู่”

หากมองในมุมของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนแล้ว รูปแบบรายการสนทนาการเมืองอย่างดุเด็ดเผ็ดมันนั้นเป็นเรื่องปกติ อย่างกรณีรายการของวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลก็เช่นกัน เพราะมันเป็นเครื่องมือในการสร้างข้อมูลข่าวสารในแบบของเขา ซึ่งสิ่งสำคัญคือผู้ชมผู้รับสารต้องมีวิจารณญาณเสพสื่ออย่างถูกต้อง

“มันเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของตัวเอง เป็นข้อมูลด้านเดียว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลจริงหรือเปล่า มันยาก! เพราะแต่ละฝ่ายก็จะพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว ในส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์ เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม ตรงนี้ก็อยู่ที่ว่าประชาชนจะเลือกใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวอย่างไร รัฐบาลทุกยุค จะใช้ทีวีของรัฐ ซึ่งจริงๆ น่าจะเป็นรัฐของประชาชนโดยส่วนรวม ตรงนี้น่าจะมีการตีความด้วยซ้ำไปว่า มันถูกต้องไหม ว่าทุกรัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศถ้าใช้คลื่นสาธารณะมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง สู้ไปใช้คลื่นทีวีดาวเทียมเป็นเครื่องมือของตัวเองไม่ดีกว่าหรือ”

เสียงสะท้อนจากคนวงใน
"ในช่วงที่ผ่านมา มีสื่อใหม่ทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม รวมไปถึงวิทยุชุมชนซึ่งตั้งใจให้เป็นของภาคประชาชน เกิดขึ้นเยอะมาก แต่ด้วยความไม่ชัดเจนหลังจากที่องค์กรที่กำกับดูแลในอดีต อย่าง กสช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) บวกกับเรามีรัฐธรรมนูญ 2540 ที่อยากให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน และต้องมีคลื่นของประชาชน ตรงนั้นแหละที่เป็นจุดเปลี่ยนที่นักการเมืองเห็นช่องว่าง แล้วก็เข้ามา ซึ่งแบบนี้แหละที่ผมเรียกพวกนี้ว่า 'สื่อเทียม' แล้วก็ปล่อยให้นักการเมืองเป็นเจ้าของวิทยุในท้องถิ่น เป็นเจ้าของเคเบิลทีวี และหลังจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ก็ยิ่งทำให้บรรดานักการเมืองรู้ว่า เขาสามารถใช้สื่อเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการได้”

สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย อธิบายถึงสาเหตุที่มีนักการเมืองเข้ามาทำรายการโทรทัศน์เป็นจำนวนมากว่า เป็นเพราะสังคมปล่อยปละละเลยมานาน ประกอบกับทางนักการเมือง และตัวสื่อเองก็ขาดจริยธรรม ทำให้เกิดปัญหาการล้ำเส้นขึ้นอย่างที่ทุกวันนี้

"ส่วนเรื่องจริยธรรมของสื่อเองก็มีปัญหา เพราะสื่อกลับยอมรับให้นักการเมืองใช้เครื่องมือตรงนี้ แล้วก็ไม่ได้ออกมาต่อต้าน ขณะที่สื่อบางส่วนก็เข้าไปพึ่งงบโฆษณาของผู้มีอำนาจในรัฐ ที่เป็นนักการเมืองบ้าง เป็นรัฐมนตรีบ้าง โดยไม่มีการตรวจสอบ สิ่งเหล่านี้มันก็เลยเป็นเหมือนขนมจีนกับน้ำยา แล้วที่สำคัญก็ต้องยอบรับว่า เครื่องมือของสื่อนั้นไปผูกอยู่กับมือของรัฐ โดยเฉพาะวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งอยู่แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลย แล้วก็ไม่มีการแบ่งสรรกันอย่างถูกต้อง มีแต่แนวคิดแต่สุดท้ายก็ไม่เกิดอะไร"

คำถามก็คือ ทางออกของเรื่องนี้จะควรจะเป็นเช่นนี้ใด ซึ่งสมชายก็บอกว่า หากเป็นระยะสั้น ก็คือต้องมีการกำหนดกติกาให้ชัดเจน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ายาก เพราะถึงแม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเป็นผู้กำหนดตรงนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องทำเป็นกฎหมายอยู่ดี ซึ่งหมายความว่าต้องผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ อย่างนักการเมือง และเมื่อมันกระทบกับผลประโยชน์ของตัวเอง ก็คงต้องหาทางสกัดทุกวิถีทาง

ส่วนในระยะยาว ก็คือการปฏิรูปคลื่นความถี่ให้หมดเลย โดยเฉพาะการแปรสภาพสถานีโทรทัศน์ที่รัฐเป็นเจ้าของ ถือว่าสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานแก่เอกชนเพื่อเป็นทีวีเสรี ไม่ก็ทำเป็นทีวีสาธารณะแบบไทยพีบีเอส หรืออย่างช่อง 5 ก็อาจจะเหลือไว้แต่รายการด้านความมั่นคงเท่านั้น

เพราะตราบใดที่นักการเมืองไม่ว่าพรรคไหนก็ตามยังคงครอบครองสื่ออยู่ ก็ย่อมจะพยายามจะหาทางใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีในมือนั่นเอง
>>>>>>>>>>>>>
…………
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : ทีมภาพ CLICK