xs
xsm
sm
md
lg

หลุมดำแดนศักดิ์สิทธิ์ แหล่งลาภสักการะ มานะ ทิฐิ และอำนาจ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

การประท้วงของพระสงฆ์กรณีการตั้งเจ้าอาวาสวัดโสธรวรวิหารเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
และแล้วความวุ่นวาย ณ วัดใหญ่ริมฝั่งน้ำบางปะกงก็ผ่านพ้นไป แต่อย่าได้เข้าใจว่าผ่านแล้วจะผ่านเลย ผลประโยชน์กว่า 3 พันล้านบาทไม่เคยเข้าใครออกใคร แม้แต่พระสงฆ์องคเจ้าก็พร้อมจะกระชับจีวรออกมาห่ำหั่นกัน ซึ่งถ้าจะทำให้พุทธศาสนิกชนรู้สึกสะท้อนใจบ้าง คงช่วยไม่ได้แต่จะไปให้ไกลกว่าความขัดแย้งเฉพาะกรณีได้อย่างไร

ในเมืองไทยมีวัดอยู่นับหมื่น ถ้านับว่าวัดเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง เงินที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจแห่งหนึ่งปีหนึ่งน่าจะตกหลายหมื่นล้านบาท คำถามตัวโตๆ ก็คือเงินจำนวนมากอันเกิดจากจิตศรัทธาของผู้คนเหล่านี้ มันเดินทางไปอยู่ที่ไหนและอย่างไร

ดูจะเป็นคำถามที่สังคมไทยยังไม่ค่อยให้ความใส่ใจ อาจเพราะเห็นว่าเมื่อทำบุญไปแล้วก็เป็นอันจบ และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าย่อมน่าจะละกิเลสแล้ว ไม่กระทำการอันเสื่อมเสียแก่ตัวเองและวงการศาสนา...เป็นแนวคิดที่ออกจะโรแมนติกเกินกว่าจะใช้ได้จริงในสภาวะปัจจุบัน การถามหาความโปร่งใสในการบริหารจัดการดูแลเงินบริจาคแก่วัดต่างๆ จึงเป็นประเด็นที่ต้องใส่ใจอย่างจริงจังเสียที

เงินทองของล่อใจ

นพ.มโน เลาหวณิช หรืออดีต พระเมตตานนฺโท ซึ่งเคยบริหารจัดการด้านการเงินของวัดพระธรรมกายมาร่วม 20 ปี อธิบายว่าปัญหาเรื่องความโปร่งใสในกาiบริหารจัดการเงินภายของวัดต่างๆ ในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่สะสมและเรื้อรังมานานมากแล้ว อำนาจส่วนใหญ่อยู่ในมือของเจ้าอาวาส โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากองค์กรใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ก็เปรียบเสมือนอีกอาณาจักรหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในประเทศ

ยิ่งวัดใหญ่ๆ หรือวัดที่เป็นพระอารามหลวงที่มีพวกเจ้าคุณเป็นผู้บริหารก็ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ เพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบ เว้นแต่มีการแจ้ง ซึ่งส่วนใหญ่ผลร้ายก็มักตกอยู่กับตัวผู้ที่แจ้งเอง เพราะวัดพวกนี้ค่อนข้างมีอิทธิพลมาก ที่สำคัญแม้แต่รัฐบาลเองก็ยังปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้

“ถึงในรัฐธรรมนูญจะมีการกระจายอำนาจทางด้านต่างๆ แต่อำนาจที่ไม่มีกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลยก็คือ อำนาจในการบริหารงานด้านศาสนา ทั้งที่เงินที่เข้าสู่วัดเป็นเงินบริจาค พระเองไม่เคยหาเงินได้เอง แล้วการขายตะกรุดหรือขายพระเครื่องก็แทบไม่เพิ่มผลผลิตให้แก่ประเทศชาติเลย เพราะธุรกิจพวกนี้ไม่มีการเก็บภาษี พูดง่ายๆ คือมันเป็นธุรกิจที่อยู่ในภาวะดำมืด แล้วเงินที่เอามาทำ บางทีก็มาจากนักลงทุนหรือพระบางรูปก็ลงทุนเอง ซึ่งไม่มีการตรวจสอบอีกเหมือนกัน”

ด้าน สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการจัดการทรัพย์สินของวัดว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักการก่อนว่า คนในศาสนาเมื่อออกบวชแล้ว จุดประสงค์เพื่อต้องการหลุดพ้นจากภาระทางโลกทั้งปวง ในฐานะของนักบวชจึงไม่ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติ จึงเป็นเรื่องผิดตั้งแต่ต้นที่เปิดโอกาสให้พระหรือนักบวชเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของศาสนสมบัติ

“ในความคิดเห็นผม พระจะต้องไม่มี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สมบัติ ไม่ว่าจะเป็นของส่วนตัว ของวัดใดๆ ก็ตาม เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ ผมพูดคำนี้มาตลอด ยกตัวอย่างในช่วงปี 2540 ที่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ แต่ยอดเงินบริจาคของวัดโสธรกลับไม่ลดลงเลย กรณีนี้ผมเห็นแล้ววรู้สึกสะอิดสะเอียน มันเป็นเรื่องของสงฆ์หรือเปล่า พอตั้งเสร็จอุตส่าห์ไปเดินขบวนคัดค้านถึงนครปฐม พอต่อต้านไม่ได้ก็ทำทีเป็นขอขมา ผมว่านักบวชพวกนี้สอพลอตอแหลทั้งสิ้น เพราะรู้ว่าขวางไม่ได้แล้วก็ต้องยอมรับ ถ้าไม่ยอมรับก็ต้องหลุดจากวงจรของผลประโยชน์ที่จะได้รับต่อไป”

นอกจากนี้ นพ.มโน ยังเล่าประสบการณ์ของตัวเองต่อว่า ช่วงที่บริหารเงินของวัดพระธรรมกายก็เจอปัญหาลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้งเช่นกัน แม้ว่าระบบของวัดจะค่อนข้างโปร่งใสเท่าที่ควรก็ตาม

“มันถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอึดอัดนะ เพราะอย่างช่วงแรกๆ ความชัดเจนในการบริหารก็ไม่มี เราเองก็สร้างระบบให้ตรวจสอบได้ แต่ทำได้เฉพาะระดับล่าง ส่วนระดับหัวที่เป็นผู้บริหารก็ยังทำไม่ได้เท่าที่ควร เพราะอำนาจสูงสุดก็ยังอยู่กับข้างบน สามารถเอาไปใช้จ่ายได้โดยอิสระ

“แต่เราไม่ได้เจอปัญหาแบบวัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งนะ เพราะคนที่เป็นกรรมการวัดส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ศรัทธา ยกเว้นเสียแต่ว่าเจ้าอาวาสท่านจะรู้เห็นเป็นใจด้วยแล้วก็ให้อำนาจไป แต่ระบบทั้งระบบโปร่งใส มีขั้นตอนตรวจสอบได้ตลอด ซึ่งต่างกับวัดอื่นๆ ที่ไม่มีทางตรวจสอบได้เลย เงินวัดกับเงินสมภารก็เป็นกระเป๋าเดียวกัน หยิบเข้ากระเป๋าซ้าย เอาเข้ากระเป๋าขวา”

ทำวัดให้โปร่งใส

สำหรับความเป็นไปได้ในการขจัดปัญหาเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปนั้น นพ.มโน กล่าวว่าสามารถทำได้ แต่ก็ต้องอาศัยกำลังแรงขับเคลื่อนทางด้านการเมือง และความเข้าใจของคนในชาติที่มีต่อศาสนาเสียก่อน

วิธีแรกก็คือต้องมีการกระจายอำนาจทางศาสนาให้สามารถตรวจสอบเงินรายได้ และการเสียภาษีของวัดแต่ละแห่งว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ขณะเดียวกัน ก็ควรนำพระธรรมวินัยเข้ามาเป็นหลักปฏิบัติ พระภิกษุไม่ควรยุ่งกับเรื่องการบริหารเงินหรือมีสมบัติส่วนตัว แต่ควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของฆราวาส โดยอาจจะใช้รูปแบบของสหกรณ์เป็นเครื่องมือบริหาร คัดเลือกกรรมการจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณธรรมและประชาชนยอมรับ

หลักการของสหกรณ์ที่จะตั้งขึ้นมานี้ ควรทำหน้าที่บริการชุมชน ไม่ใช่นำเงินไปลงทุนทำธุรกิจหรือแสวงหาผลกำไร และอีกสิ่งหนึ่งที่ควรปฏิรูปมากที่สุดก็คือวาระการดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยเฉพาะวัดใหญ่ๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พระสะสมอำนาจหรือแสวงหาผลประโยชน์จากรายได้ของวัด

“ตำแหน่งเจ้าอาวาสควรจะหมุนเวียน เพราะเดี๋ยวนี้ ปกครองแบบวัดใครวัดมัน เป็นระบบศักดินา ผลก็คือเกิดการสะสมอำนาจ พอมีอำนาจมากเงินมันก็เยอะ พอมีเงินมีอำนาจก็เริ่มละโมบ เอาเงินทำการลงทุน ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ควรทำ ยิ่งใครอยู่นานๆ ยิ่งกลายเป็นผู้มีอำนาจในท้องถิ่น ไม่ว่าตำรวจหรือนักการเมืองก็กลัว

“ดังนั้น หากมีการหมุนเวียนพระสังฆาธิการจากวัดหนึ่งไปอีกวัดหนึ่ง หรือกำหนดเทอมครั้งหนึ่งไม่เกิน 6 ปี ปัญหาพวกนี้ก็น่าจะลดลงไป และที่สำคัญ พระเหล่านี้ก็ยังมีโอกาสจะไปสร้างความเจริญให้แก่พื้นที่ตรงนั้นได้อีกด้วย”

ขณะที่สมฤทธิ์เสนอว่า ควรให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลทรัพย์สินในฐานะกรรมการและมีการตรวจสอบในรูปแบบมูลนิธิเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระรูปใด

นอกจากนี้ สมฤทธิ์ยังเสนอแนวคิดว่า ทรัพย์สมบัติของวัดต่างๆ ที่มีมูลค่ามหาศาล ควรจะต้องมีการเจียดบางส่วนนำมาตั้งเป็น ‘กองทุนพุทธศาสนา’ ของประเทศ ไม่ใช่ว่าวัดไหนมีเงินเข้าเยอะวัดนั้นก็เจริญรุ่งเรือง วัดไหนที่ไม่มีก็ขาดแคลนยากไร้ กลายเป็นว่าศาสนาเป็นเรื่องของอัตตา ทั้งที่จริงแล้วศาสนาเป็นเรื่องของส่วนรวม

“อย่างวัดโสธรก็ดีหรือวัดพนัญเชิงก็ดี วัดใดๆ ก็ตามที่มีรายได้ปีหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยล้าน จะต้องมีการนำเงินส่วนหนึ่งของวัดนั้นมาลงในกองทุนพุทธศาสนาแห่งชาติ เงินนี้จะใช้เพื่อการบำรุงพุทธศาสนาและพระภิกษุสงฆ์ ผมเคยสอนมหาจุฬาฯ ในระดับปริญญาโท แล้วผมก็เคยเห็นรายชื่อของพระภิกษุที่ยังไม่ได้จ่ายค่าลงทะเบียน มันเป็นสิ่งที่น่าละอายว่า ในขณะที่เราสร้างวัดกันเต็มประเทศไทย แต่ใครจะรู้ว่ามีพระมหาศาลจำนวนหลายรูปมาก ท่านไม่มีเงินแม้แต่จะลงทะเบียนซึ่งมันถูกแสนถูก”

เพราะฉะนั้น จึงควรที่จะตั้งกองทุนพุทธศาสนาแห่งชาติและกองทุนนี้จะต้องบริหารจัดการไปเพื่อการปริยัติปฏิบัติทางพระธรรม ส่วนทางมูลนิธิเองก็ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ว่า เงินทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการบริจาคจะต้องจุนเจือพระสงฆ์ ไม่ให้เดือดร้อนอย่างไรบ้าง ต้องกำหนดบทบาทให้ชัดเจนว่า พระสงฆ์เป็นบุคคลภายนอก ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินทรัพย์ใดๆ

“พระธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไม่มีข้อไหนที่พระภิกษุต้องมาเกี่ยวจ้องกับทรัพย์สินเงินทอง แทนที่จะปริยัติปฏิบัติเพื่อลดละเลิก แล้วพวกเจ้าคุณต่างๆ ยศถาบรรดาศักดิ์สูงๆ ก็วุ่นวายทรัพย์สมบัติทั้งนั้น เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องกระทบธรรมดา มันทั้งกระทบทั้งสถาบันศาสนาทั้งระดับชาติ”

ดังนั้น ถ้ามีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา ก็เป็นการป้องกันพระและป้องกันคนที่จะมาหากินกับวัดได้อีกทางหนึ่ง แต่ถ้ากรรมการโกงทั้งหมดก็นับเป็นกรรมของวัดและของประเทศ ซึ่งสมฤทธิ์เชื่อว่ายังมีคนดีอยู่ในสังคมไทย

“แนวความคิดที่ผมพูดจะทำได้หรือไม่ ต้องพิจารณาก่อนว่ามันเป็นประโยชน์หรือไม่ ถ้าคนยอมรับในหลักการแล้ว ก็ไม่ยากที่จะดำเนินการ ผมคิดว่าถ้าเราชี้แจงให้ชัดเจนว่าโดยหลักการแล้วมันมีประโยชน์กับตัวพระด้วยซ้ำ ท่านจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเรื่องทางโลก ใช้เวลาในนการศึกษาปฏิบัติ แล้วช่วยสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้าน”

..........

วัด-ชุมชน จับมือกัน ดูแลกัน

วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดตราด ได้รับการบอกเล่าว่ามีการบริหารจัดการดูแลทรัพย์สินที่ค่อนข้างโปร่งใส สอบถามไวยาวัจกรของวัด ประดิษฐ อินทรประเสริฐ ก็ได้ความว่า ตั้งแต่เขาเข้ามาทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ปี 2536 การจัดการเงินบริจาคของวัดที่ไม่มีระบบ เขาก็ปรับเปลี่ยนระบบใหม่

“พอผมเข้ามาก็เปลี่ยนระบบ แบ่งเงินบริจาคให้เป็นหมวดหมู่ หมายความว่าเงินค่าน้ำค่าไฟก็แยกเป็นบัญชีหนึ่ง เงินหมวดก่อสร้าง อย่างเราจะสร้างเจดีย์ก็แยกอีกบัญชีหนึ่ง แต่ก่อนนี้จะรวมเป็นเงินวัดหมด จะใช้ก็เอาออกมาได้เลยจากบัญชี

“แล้วผมก็ตั้งเจ้าหน้าที่การเงินของวัดเข้ามาอีก 2 ท่านตามหน้าที่ เวลาจะเบิกต้องมีคนเซ็น 2 ใน 3 มีเจ้าอาวาสเป็นคนยืน คือต้องมีชื่อเจ้าอาวาสหนึ่ง อีก 2 คนอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน ไวยาวัจกร หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส แล้วแต่บัญชีไหนที่ใครดูแล อย่างเรื่องการก่อสร้างเจดีย์ ท่านเจ้าอาวาสก็จะมอบให้รองเจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแล รายรับ รายจ่ายทุกอย่างจะต้องลงบัญชีหมด

“เงินผมจะไม่รับจากผู้บริจาคโดยตรง ถ้ามีคนจะมาบริจาคค่าน้ำค่าไฟ จะให้เขาใส่ตู้ไว้ เดือนหนึ่งจะมีผู้รับผิดชอบคือรองเจ้าอาวาส เราก็มานับกันแล้วมาลงบัญชีรองเจ้าอาวาสชุดหนึ่งก่อน ว่าได้เงินบริจาคมาเท่าไหร่ แล้วผมจะเอาไปลงบัญชีรับของวัดอีกทีหนึ่ง ฉะนั้น บัญชีรายรับของผมกับรองเจ้าอาวาสจะตรงกัน แต่การจ่ายเจ้าอาวาสจะเป็นคนสั่งจ่าย มันจะตรวจสอบได้ครับ เพราะบัญชีมันจะยันกันอยู่ พอสิ้นปีต้องสรุปไว้ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตรวจสอบ”

ที่สำคัญและขาดไม่ได้คือการดึงชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลทรัพย์สินของวัด

“วัดไผ่ล้อมเราจะไม่มีกรรมการวัด แต่เราจะใช้กรรมการเฉพาะกิจ อย่างจะก่อสร้างเมรุ เราก็มีกรรมการชุดหนึ่ง ก่อสร้างเจดีย์ก็มีกรรมการชุดหนึ่ง เวลาประชุมก็ต้องรายงานว่าเงินเหลือเท่าไหร่ ขาดเท่าไหร่ เบิกไปเท่าไหร่ กรรมการก็เป็นชาวบ้านในชุมชนหรือคนที่อุปถัมภ์วัด”
..........
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : ทีมภาพ CLICK