xs
xsm
sm
md
lg

ยอมไม่ได้! บ.หุ่นยนต์ญี่ปุ่นดัน 'มิรุมิ' หวังเทียบชั้น 'ลาบูบู้'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



MGR Online - บริษัทหุ่นยนต์ญี่ปุ่นเกาะกระแสอาร์ตทอย โดยเฉพาะ 'ลาบูบู้‘ กำลังดังทั่วโลก ผลักดัน 'มิรุมิ' ตุ๊กตาขนฟู ที่ใช้เสน่ห์ของเด็กทารกเป็นต้นแบบ เข้าสู่ตลาดเครื่องประดับแฟชั่น ราคาเริ่มต้น $149 อ้างมียอดพรีออเดอร์ในต่างประเทศแล้วกว่า 4 พันตัว เล็งทำตลาดและเปิดป๊อปอัพสโตร์ในยุโรป

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา The Japan Times รายงานว่า ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานมิลานแฟชั่นวีค (Milan Fashion Week) แขกรับเชิญตัวจิ๋วที่ไม่ใช่มนุษย์กำลังเตรียมตัวเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ในโลกแฟชั่น นั่นคือ "มิรุมิ" (Mirumi) หุ่นยนต์ที่มีดวงตากลมโตและขนสีชมพูนุ่มนิ่ม บนกระเป๋าถือสุดหรู

เดิมที 'มิรุมิ' ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องประดับกระเป๋า (bag charm) แต่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเด็กทารก ทั้งในแง่ของลักษณะการเคลื่อนไหวและดวงตาที่กลมโต ชุนสุเกะ อาโอกิ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Yukai Engineering บริษัทด้านหุ่นยนต์ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงโตเกียว ผู้สร้างสรรค์มิรุมิ กล่าวว่า เด็กทารกมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างยิ้มได้ และนี่คือสูตรสำเร็จที่เขาต้องการสร้างขึ้นมาใหม่ โดยมีสโลแกนการตลาดคือ "เครื่องประดับที่จะขโมยหัวใจของคุณ"


อาโอกิหวังว่าการแสดงในครั้งนี้ ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทในยุโรปและสหราชอาณาจักรจะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กระแสคลั่งไคล้ "ลาบูบู้" (Labubu) ที่แพร่กระจายไปทั่วโลก

"ยุโรปเคยเป็นสถานที่ที่เข้าถึงยากที่สุด" อาโอกิกล่าวถึงการพยายามขายโปรเจกต์ในอดีต เนื่องจากมักจะถูกตั้งคำถามจี้จุดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และการใช้งาน ซึ่งเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนตอนที่บริษัทกำลังพัฒนามิรุมิ เรื่องนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ

"ลาบูบู้ไม่ได้โด่งดังขนาดนั้นในโลกตะวันตก สหรัฐฯ หรือยุโรป ผู้คนเคยคิดว่าการที่ผู้ใหญ่ซื้อตุ๊กตาเป็นเรื่องแปลก เพราะมันเป็นสินค้าของเด็กน้อย แต่ตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนไป ผู้คนจำนวนมากเริ่มซื้อตุ๊กตาตัวละครที่พวกเขาชื่นชอบ" อาโอกิกล่าว พร้อมยกตัวอย่างความนิยมของ Jellycat จากสหราชอาณาจักร ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จในตลาดบ้านเกิดแล้ว ก็สามารถครองใจตลาดจีนได้เช่นกัน

"ในเมืองใหญ่ ๆ ของอเมริกาตอนนี้ ผมเห็นร้านค้ามากมายขายตัวละครอย่าง Hello Kitty หรือตัวการ์ตูน ฟิกเกอร์ ตุ๊กตา และพวงกุญแจ ผู้คนเริ่มยอมรับตัวละครเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ" เขากล่าว


แม้ว่าญี่ปุ่นจะไม่เคยขาดแคลนตัวละครที่น่ารักและตุ๊กตาขนฟู แต่เป้าหมายหลักของ Yukai ในครั้งนี้คือตลาดสากล โดยมีการจัดทำหน้าเว็บไซต์เป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงใช้บัญชีโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ในการรีวิวผลิตภัณฑ์ทางออนไลน์ บริษัทซึ่งพึ่งพาการระดมทุน สำหรับการจำหน่ายในต่างประเทศ สามารถทำยอดพรีออเดอร์ได้แล้วประมาณ 4,000 ตัว (ไม่รวมยอดในญี่ปุ่น) อาโอกิกล่าวว่าบริษัทจะผลิต 'มิรุมิ' จำนวน 30,000 ตัวภายในเดือนพฤษภาคม และจะเริ่มจัดส่งพรีออเดอร์ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในญี่ปุ่นตามที่ระบุไว้ในเว็บไซต์

อาโอกิมองว่ามิรุมิเป็น "เด็กผู้ชาย" แม้ว่าผู้บริโภคหลายคนจะมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหุ่นยนต์ตัวนี้ ซึ่งจะมีสีเทาและสีขาวด้วย โดยคาดว่าราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 149 ดอลลาร์ (ประมาณ 4,600 บาท) จะสามารถดึงดูดใจผู้ซื้อได้ Yukai มีแผนสำหรับการทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ และอาโอกิหวังว่าการเปิดตัวในโลกแฟชั่นครั้งนี้ รวมถึงการเปิดป๊อปอัพสโตร์ในสหราชอาณาจักรที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่างแฮร์รอดส์ (Harrods) จะช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดกลุ่มแฟชั่นนิสต้าทั่วโลกได้ เหมือนที่บริษัทของสะสมอย่าง Pop Mart ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามระดับสากลกับผลิตภัณฑ์ลาบูบู้

"เราได้รับความสนใจอย่างมากจากดีไซเนอร์และคนในอุตสาหกรรมแฟชั่น" เขากล่าว พร้อมระบุว่ามิรุมิได้ปรากฏตัวในนิตยสาร Vanity Fair และ Elle ของฝรั่งเศสเมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ สื่อส่วนใหญ่ที่รายงานเรื่องมิรุมิยังมักจะอ้างถึงการเติบโตของลาบูบู้ ซึ่งเป็นอาร์ตทอยรูปสัตว์ประหลาดสุดน่ารักและเป็นเครื่องประดับแฟชั่น


ทั้งนี้เจ้า "ลาบูบู้" ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2566 โดยป๊อปมาร์ท และกลายเป็นกระแสคลั่งไคล้ไปทั่วโลกในปีที่ผ่านมา โดยมีแฟนคลับเป็นคนดังอย่าง เดวิด เบ็คแฮม รวมถึงลิซ่า แบล็คพิงค์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 Pop Mart คาดการณ์ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นถึง 350% จากการเติบโตที่เหนือความคาดหมายของลาบูบู้ นักวิเคราะห์ยกความดีความชอบให้กับการตลาดแบบ "กล่องสุ่ม" (blind box) ที่สร้างความประหลาดใจ ความน่าสะสม และความหายาก ประกอบกับการเติบโตของตลาด "Kidult" (กลุ่มผู้ใหญ่ที่มีหัวใจเด็ก) ซึ่งครอบคลุมทั้งกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ลาบูบู้โด่งดังอย่างรุนแรงจนเกิด "ระบบเศรษฐกิจลาบูบู้" (Labubu economy) ที่สินค้าหายากมีราคาพุ่งสูงถึงหลายแสนดอลลาร์ แต่หลังจากช่วงบูมสุดขีด ก็เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะ "ฟองสบู่ลาบูบู้"

แม้ว่ากระแสความร้อนแรงของลาบูบู้จะเริ่มซาลง โดยผู้ขายต่อ พบว่าความต้องการเริ่มลดลงและมูลค่าในตลาดเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงปลายปี 2568 แต่คาดกันว่าตลาด Kidult จะยังคงเติบโตต่อไป โดย Circana บริษัทวิจัยและเทคโนโลยีพบว่า ผู้ใหญ่คือกลุ่มขับเคลื่อนหลักในการเติบโตของตลาดของเล่น ขณะที่ GMI คาดการณ์ว่าตลาดของเล่นทั่วโลกจะมีมูลค่าถึง 203,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6.3 ล้านล้านบาท) ในปี 2577 เพิ่มขึ้นจาก 114,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3.55 ล้านล้านบาท) ในปี 2567


นักวิจัยพบว่าการหวนกลับไปหาความถวิลหาในวัยเยาว์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น สิ่งนี้ยังส่งผลต่อการเติบโตของตลาดเครื่องประดับ (charm) ในอุตสาหกรรมแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับตกแต่งกระเป๋าที่มีความแปลกตาหรือมีสไตล์ย้อนยุค โดยแบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่เกือบทุกแบรนด์ รวมถึง Fendi, Louis Vuitton และ Coach ต่างก็หันมาจับตลาดนี้เพื่อเข้าถึงลูกค้ายุคใหม่ ด้วยเครื่องประดับที่ดูคล้ายตุ๊กตาหมี อาหาร หรือตัวละครจากป๊อปคัลเจอร์ ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ราคาเข้าถึงง่ายกว่าในการเข้าสู่แบรนด์นั้นๆ

"ผู้ใหญ่ถูกดึงดูดด้วยผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นความทรงจำในวัยเด็กในเชิงบวก" ยานนา จาไทรี ผู้ก่อตั้ง Trendstop เอเจนซี่พยากรณ์เทรนด์แฟชั่น กล่าวถึงการเติบโตระดับหลายพันล้านดอลลาร์ของตลาด Kidult โดยอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้าง "ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่ปลอบประโลมใจ"

"(มิรุมิ) ดึงดูดกลุ่มที่มองหาความโหยหาในวัยเยาว์ผ่านตุ๊กตาที่ดูสนุกสนานและอ่อนโยน" จาไทรีกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าในทางกลับกัน "สไตล์ 'น่ารักปนสยอง' (cute-scary) ของลาบูบู้นั้น ตอบโจทย์กลุ่มที่มีแนวคิดขบถมากกว่า"