ปรัชญาการทำงานแบบ “เจแปนเวย์” ผ่านมุมมองของผู้บริหารชาวไทย ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานกับชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี....โดย ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล ที่ปรึกษากรรมการบริหาร บริษัทอิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด

ตอนที่ 42
ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า “飲み会 (のみかい | Nomikai)”หมายถึง “การดื่มสังสรรค์หลังเลิกงาน” ฟังดูเหมือนงานเลี้ยงทั่วไปที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน แต่ในวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น Nomikai มีความหมายมากกว่านั้น มันคือ “ภารกิจทางสังคม” ที่แฝงอยู่ในชีวิตคนทำงานแทบทุกคน
Nomikai เครื่องมือสร้างความสามัคคี หรือพิธีแห่งความจำยอม
แนวคิดของ Nomikai เริ่มต้นจากความตั้งใจดี เพื่อให้เพื่อนร่วมงานได้ผ่อนคลายหลังวันทำงานที่ยาวนาน เป็นโอกาสพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ สร้างความสนิทสนม และลบช่องว่างระหว่างตำแหน่ง ในโต๊ะเดียวกัน หัวหน้าและลูกน้องจะกลายเป็น “มนุษย์เท่ากัน” พูดคุยเรื่องชีวิต เรื่องครอบครัว หรือแม้แต่หัวเราะด้วยกันอย่างเป็นกันเอง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง Nomikai กลายเป็น แรงกดดันที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะกับพนักงานรุ่นใหม่ เพราะการ “ไม่ไป” มักถูกตีความว่า “ไม่เข้าทีม” หรือ “ไม่ให้เกียรติหัวหน้า”
หลายคนจึงจำใจเข้าร่วม แม้เหนื่อย แม้ไม่มีอารมณ์จะยิ้ม และต้องฝืนดื่มเพื่อไม่ให้บรรยากาศเสีย นั่นคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า 「飲みニケーション (Nominication) หรือ การสื่อสารผ่านการดื่ม ซึ่งแม้จะช่วยละลายความเกร็งในระยะสั้น แต่ก็อาจสะสมความอึดอัดในระยะยาว
มารยาทบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ในวัฒนธรรม Nomikai ยังมีมารยาทละเอียดมาก เช่น
• ห้ามรินเหล้าให้ตัวเอง ต้องให้คนอื่นรินให้
• ต้องคอยสังเกตว่าแก้วของหัวหน้าใกล้หมดหรือยัง
• ห้ามปฏิเสธเครื่องดื่มที่ถูกเสนอโดยผู้ใหญ่
แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นการให้เกียรติ แต่ในยุคปัจจุบัน มันเริ่มกลายเป็นภาระของคนรุ่นใหม่ที่อยากรักษาความเป็นตัวเอง
ญี่ปุ่นยุคใหม่ เริ่มตั้งคำถามกับ Nomikai
หลังโควิด-19 หลายบริษัทในญี่ปุ่นเริ่มปรับมุมมองต่อ Nomikai บางบริษัทประกาศ “ยกเลิกการดื่มบังคับ” บางแห่งให้พนักงานเลือกว่าอยากไปหรือไม่ โดยไม่กระทบการประเมินผลงาน เพราะพวกเขาเริ่มเข้าใจว่า “ความสามัคคีที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนเบียร์ที่ดื่มด้วยกัน แต่จากความไว้ใจที่เกิดขึ้นในเวลาทำงาน”
บทเรียนจาก Nomikai
การดื่มด้วยกันไม่ใช่สิ่งผิด แต่สิ่งสำคัญคือ “เจตนา” ถ้ามันคือการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน และเปิดใจ — นั่นคือพลังบวกของ Nomikai แต่ถ้ามันกลายเป็นภาระที่ใครบางคนต้องฝืนหัวเราะ หรือดื่มทั้งที่ไม่อยากดื่ม นั่นคือจุดที่วัฒนธรรมเริ่มหลงทิศ เพราะ “การอยู่ร่วมกัน” ไม่ควรต้องแลกกับ “การเสียความเป็นตัวเอง”
วัฒนธรรมที่สวยงามควรมีพื้นที่ให้คนได้ “ไม่ร่วม” อย่างสง่างาม
Nomikai เป็นภาพสะท้อนของสังคมญี่ปุ่นที่ให้ค่ากับความกลมเกลียว แต่ในยุคที่คนเริ่มหันกลับมาดูแลสุขภาพกายและใจการเคารพ “การปฏิเสธอย่างสุภาพ” ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ Reigi (礼儀) มารยาทที่ควรได้รับความเข้าใจเช่นกัน
“การดื่มด้วยกันอาจสร้างมิตรภาพ แต่การยอมให้ใครบางคนไม่ต้องดื่ม จะสามารถสร้างความเข้าใจ”
ตอนที่ 42
ในภาษาญี่ปุ่น คำว่า “飲み会 (のみかい | Nomikai)”หมายถึง “การดื่มสังสรรค์หลังเลิกงาน” ฟังดูเหมือนงานเลี้ยงทั่วไปที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสนุกสนาน แต่ในวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น Nomikai มีความหมายมากกว่านั้น มันคือ “ภารกิจทางสังคม” ที่แฝงอยู่ในชีวิตคนทำงานแทบทุกคน
Nomikai เครื่องมือสร้างความสามัคคี หรือพิธีแห่งความจำยอม
แนวคิดของ Nomikai เริ่มต้นจากความตั้งใจดี เพื่อให้เพื่อนร่วมงานได้ผ่อนคลายหลังวันทำงานที่ยาวนาน เป็นโอกาสพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ สร้างความสนิทสนม และลบช่องว่างระหว่างตำแหน่ง ในโต๊ะเดียวกัน หัวหน้าและลูกน้องจะกลายเป็น “มนุษย์เท่ากัน” พูดคุยเรื่องชีวิต เรื่องครอบครัว หรือแม้แต่หัวเราะด้วยกันอย่างเป็นกันเอง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง Nomikai กลายเป็น แรงกดดันที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะกับพนักงานรุ่นใหม่ เพราะการ “ไม่ไป” มักถูกตีความว่า “ไม่เข้าทีม” หรือ “ไม่ให้เกียรติหัวหน้า”
หลายคนจึงจำใจเข้าร่วม แม้เหนื่อย แม้ไม่มีอารมณ์จะยิ้ม และต้องฝืนดื่มเพื่อไม่ให้บรรยากาศเสีย นั่นคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า 「飲みニケーション (Nominication) หรือ การสื่อสารผ่านการดื่ม ซึ่งแม้จะช่วยละลายความเกร็งในระยะสั้น แต่ก็อาจสะสมความอึดอัดในระยะยาว
มารยาทบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ในวัฒนธรรม Nomikai ยังมีมารยาทละเอียดมาก เช่น
• ห้ามรินเหล้าให้ตัวเอง ต้องให้คนอื่นรินให้
• ต้องคอยสังเกตว่าแก้วของหัวหน้าใกล้หมดหรือยัง
• ห้ามปฏิเสธเครื่องดื่มที่ถูกเสนอโดยผู้ใหญ่
แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นการให้เกียรติ แต่ในยุคปัจจุบัน มันเริ่มกลายเป็นภาระของคนรุ่นใหม่ที่อยากรักษาความเป็นตัวเอง
ญี่ปุ่นยุคใหม่ เริ่มตั้งคำถามกับ Nomikai
หลังโควิด-19 หลายบริษัทในญี่ปุ่นเริ่มปรับมุมมองต่อ Nomikai บางบริษัทประกาศ “ยกเลิกการดื่มบังคับ” บางแห่งให้พนักงานเลือกว่าอยากไปหรือไม่ โดยไม่กระทบการประเมินผลงาน เพราะพวกเขาเริ่มเข้าใจว่า “ความสามัคคีที่แท้จริง ไม่ได้วัดจากจำนวนเบียร์ที่ดื่มด้วยกัน แต่จากความไว้ใจที่เกิดขึ้นในเวลาทำงาน”
บทเรียนจาก Nomikai
การดื่มด้วยกันไม่ใช่สิ่งผิด แต่สิ่งสำคัญคือ “เจตนา” ถ้ามันคือการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน และเปิดใจ — นั่นคือพลังบวกของ Nomikai แต่ถ้ามันกลายเป็นภาระที่ใครบางคนต้องฝืนหัวเราะ หรือดื่มทั้งที่ไม่อยากดื่ม นั่นคือจุดที่วัฒนธรรมเริ่มหลงทิศ เพราะ “การอยู่ร่วมกัน” ไม่ควรต้องแลกกับ “การเสียความเป็นตัวเอง”
วัฒนธรรมที่สวยงามควรมีพื้นที่ให้คนได้ “ไม่ร่วม” อย่างสง่างาม
Nomikai เป็นภาพสะท้อนของสังคมญี่ปุ่นที่ให้ค่ากับความกลมเกลียว แต่ในยุคที่คนเริ่มหันกลับมาดูแลสุขภาพกายและใจการเคารพ “การปฏิเสธอย่างสุภาพ” ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ Reigi (礼儀) มารยาทที่ควรได้รับความเข้าใจเช่นกัน
“การดื่มด้วยกันอาจสร้างมิตรภาพ แต่การยอมให้ใครบางคนไม่ต้องดื่ม จะสามารถสร้างความเข้าใจ”


