ปรัชญาการทำงานแบบ “เจแปนเวย์” ผ่านมุมมองของผู้บริหารชาวไทย ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานกับชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี.....โดย ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร บริษัทอิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด

ตอนที่ 41
ในวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น มีคำหนึ่งที่คนทำงานได้ยินแล้วจะรู้สึกหนาวๆร้อนๆ นั่คือ คำว่า おいだしべや | Oideshi-beya)” แปลตรงตัวว่า “ห้องที่ไว้ผลักคนออก” หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Banishment Room มันคือ “ห้องทำงาน” ที่ไม่มีงานให้ทำจริง และมีอยู่จริงในหลายบริษัทญี่ปุ่น เพื่อบีบให้พนักงาน “ลาออกเอง” โดยที่บริษัทไม่ต้องดำเนินการเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ
ต้นกำเนิดของ Oideshi-beya
ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ปลายทศวรรษ 1980s ถึงต้น 1990s หลายบริษัทญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็วและรับพนักงานจำนวนมาก แต่เมื่อเศรษฐกิจถดถอย บริษัทเริ่มต้องลดต้นทุน ทว่าด้วยวัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีวิต ทำให้การ “ไล่ออก” เป็นสิ่งที่ขัดกับค่านิยมและภาพลักษณ์ขององค์กรญี่ปุ่น
ทางออกที่เงียบที่สุดคือ การโยกพนักงานบางคนไปอยู่ในห้องที่ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีเป้าหมาย นั่งอยู่ทั้งวันโดยไม่รู้จะทำอะไร เพื่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัดจน “ลาออกเอง”
พนักงานที่ถูกส่งเข้าห้อง Oideshi-beya มักเป็นคนที่
• อายุเกิน 45 ปี
• มีเงินเดือนสูงแต่ถูกมองว่า “ไม่มีความคุ้มค่า”
• หรือเป็นคนที่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร
ในห้องนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโต๊ะทำงานของจริง บางแห่งให้พนักงานมานั่งอ่านเอกสาร หรือฝึกอบรมที่ไม่มีวันจบ บางบริษัทถึงขั้นให้พนักงานทำงานไร้สาระ เช่น นับจำนวนกระดาษในแฟ้ม หรือเรียงไฟล์เก่า ทั้งหมดนี้เพื่อให้เขารู้สึกหมดคุณค่าในตัวเอง
คนญี่ปุ่นจำนวนมากทนอยู่ในห้องนี้ต่อหลายเดือน บางรายเกินหนึ่งปี เพราะไม่กล้าลาออก กลัวเสียหน้า แต่ก็ไม่มีหนทางกลับไปทำงานจริงได้อีก
Oideshi-beya สะท้อนด้านมืดของวัฒนธรรมที่ยึดถือ 忠誠 (Chūsei) — ความจงรักภักดี และ 我慢 (Gaman) — ความอดทน มันคือการผลักดันให้คนอดทน…จนเกินขอบ เพราะในสังคมที่เชื่อว่า “การลาออกคือความพ่ายแพ้” การอยู่ในห้องเงียบ ๆ โดยไม่มีใครคุยด้วย อาจทำร้ายใจได้มากกว่าการถูกไล่ออกเสียอีก
บทเรียนที่องค์กรยุคใหม่ควรเรียนรู้
สิ่งที่ทำให้ระบบแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากความโหดร้ายโดยเจตนา แต่มาจาก “ความกลัวการเผชิญหน้า” และ “วัฒนธรรมไม่กล้าพูดตรง ๆ” ในหลายกรณี หัวหน้างานเองก็รู้สึกผิด แต่เลือกใช้วิธี “ทำให้เขาไปเอง” แทนการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา
โลกของการบริหารคนยุคใหม่จึงต้องเรียนรู้ว่า การให้เกียรติ ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการพูดความจริง แต่คือการพูดด้วยความเคารพ เพื่อให้ทุกคนได้เดินต่อในเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง
Oideshi-beya คือเครื่องเตือนใจว่า เมื่อองค์กรเงียบเกินไปกับ “ปัญหาของคน” เสียงเงียบนี้อาจดังที่สุดในใจพนักงาน บริษัทที่เข้มแข็งไม่ใช่บริษัทที่ไม่เคยมีคนลาออก แต่คือบริษัทที่ “กล้าพูดตรง” อย่างมีมนุษยธรรม และเชื่อว่า การจากกันด้วยความเข้าใจ มีเกียรติกว่าการอยู่ต่อด้วยความว่างเปล่า
“บางครั้ง การไม่พูดอะไรเลย คือการทำร้ายกันแบบไม่ออกเสียง และการปล่อยให้คนอยู่ในที่ว่าง คือการผลักเขาออกไปช้า ๆ ด้วยความเงียบ”
ตอนที่ 41
ในวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น มีคำหนึ่งที่คนทำงานได้ยินแล้วจะรู้สึกหนาวๆร้อนๆ นั่คือ คำว่า おいだしべや | Oideshi-beya)” แปลตรงตัวว่า “ห้องที่ไว้ผลักคนออก” หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Banishment Room มันคือ “ห้องทำงาน” ที่ไม่มีงานให้ทำจริง และมีอยู่จริงในหลายบริษัทญี่ปุ่น เพื่อบีบให้พนักงาน “ลาออกเอง” โดยที่บริษัทไม่ต้องดำเนินการเลิกจ้างอย่างเป็นทางการ
ต้นกำเนิดของ Oideshi-beya
ในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ปลายทศวรรษ 1980s ถึงต้น 1990s หลายบริษัทญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็วและรับพนักงานจำนวนมาก แต่เมื่อเศรษฐกิจถดถอย บริษัทเริ่มต้องลดต้นทุน ทว่าด้วยวัฒนธรรมการจ้างงานตลอดชีวิต ทำให้การ “ไล่ออก” เป็นสิ่งที่ขัดกับค่านิยมและภาพลักษณ์ขององค์กรญี่ปุ่น
ทางออกที่เงียบที่สุดคือ การโยกพนักงานบางคนไปอยู่ในห้องที่ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีเป้าหมาย นั่งอยู่ทั้งวันโดยไม่รู้จะทำอะไร เพื่อให้เกิดความรู้สึกอึดอัดจน “ลาออกเอง”
พนักงานที่ถูกส่งเข้าห้อง Oideshi-beya มักเป็นคนที่
• อายุเกิน 45 ปี
• มีเงินเดือนสูงแต่ถูกมองว่า “ไม่มีความคุ้มค่า”
• หรือเป็นคนที่ไม่เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร
ในห้องนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีโต๊ะทำงานของจริง บางแห่งให้พนักงานมานั่งอ่านเอกสาร หรือฝึกอบรมที่ไม่มีวันจบ บางบริษัทถึงขั้นให้พนักงานทำงานไร้สาระ เช่น นับจำนวนกระดาษในแฟ้ม หรือเรียงไฟล์เก่า ทั้งหมดนี้เพื่อให้เขารู้สึกหมดคุณค่าในตัวเอง
คนญี่ปุ่นจำนวนมากทนอยู่ในห้องนี้ต่อหลายเดือน บางรายเกินหนึ่งปี เพราะไม่กล้าลาออก กลัวเสียหน้า แต่ก็ไม่มีหนทางกลับไปทำงานจริงได้อีก
Oideshi-beya สะท้อนด้านมืดของวัฒนธรรมที่ยึดถือ 忠誠 (Chūsei) — ความจงรักภักดี และ 我慢 (Gaman) — ความอดทน มันคือการผลักดันให้คนอดทน…จนเกินขอบ เพราะในสังคมที่เชื่อว่า “การลาออกคือความพ่ายแพ้” การอยู่ในห้องเงียบ ๆ โดยไม่มีใครคุยด้วย อาจทำร้ายใจได้มากกว่าการถูกไล่ออกเสียอีก
บทเรียนที่องค์กรยุคใหม่ควรเรียนรู้
สิ่งที่ทำให้ระบบแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากความโหดร้ายโดยเจตนา แต่มาจาก “ความกลัวการเผชิญหน้า” และ “วัฒนธรรมไม่กล้าพูดตรง ๆ” ในหลายกรณี หัวหน้างานเองก็รู้สึกผิด แต่เลือกใช้วิธี “ทำให้เขาไปเอง” แทนการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา
โลกของการบริหารคนยุคใหม่จึงต้องเรียนรู้ว่า การให้เกียรติ ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการพูดความจริง แต่คือการพูดด้วยความเคารพ เพื่อให้ทุกคนได้เดินต่อในเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง
Oideshi-beya คือเครื่องเตือนใจว่า เมื่อองค์กรเงียบเกินไปกับ “ปัญหาของคน” เสียงเงียบนี้อาจดังที่สุดในใจพนักงาน บริษัทที่เข้มแข็งไม่ใช่บริษัทที่ไม่เคยมีคนลาออก แต่คือบริษัทที่ “กล้าพูดตรง” อย่างมีมนุษยธรรม และเชื่อว่า การจากกันด้วยความเข้าใจ มีเกียรติกว่าการอยู่ต่อด้วยความว่างเปล่า
“บางครั้ง การไม่พูดอะไรเลย คือการทำร้ายกันแบบไม่ออกเสียง และการปล่อยให้คนอยู่ในที่ว่าง คือการผลักเขาออกไปช้า ๆ ด้วยความเงียบ”


