ปรัชญาการทำงานแบบ “เจแปนเวย์” ผ่านมุมมองของผู้บริหารชาวไทย ซึ่งผ่านประสบการณ์ทำงานกับชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 10 ปี...โดย ดร.ธนศักดิ์ วหาวิศาล ...ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร บริษัทอิเดมิตสึ อพอลโล (ประเทศไทย) จำกัด

ตอนที่ 39
คำว่าควบคุมตัวเอง ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่ “ต้องอดทน” หรือ “ต้องห้ามใจ” แต่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น คำว่า “自律 (じりつ | Jiritsu)” มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
Jiritsu ไม่ได้แปลว่า “ฝืนใจ” แต่คือ “การควบคุมตัวเองด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การถูกบังคับจากภายนอก” มันคือ อิสรภาพที่เกิดจากภายใน ที่ไม่ต้องรอใครมาควบคุม…เพราะเรารู้แล้วว่า “อะไรคือสิ่งที่ควรทำ”
ผมได้เรียนรู้คำนี้อย่างลึกซึ้งเมื่อร่วมงานกับพนักงานชาวญี่ปุ่นในโรงงานแห่งหนึ่ง เขามีหน้าที่ดูแลเครื่องจักรในสายการผลิต ไม่มีหัวหน้างานประจำ ไม่มีผู้คอยจ้ำจี้จ้ำไช แต่เขาเข้าทำงานตรงเวลาเป๊ะทุกวัน ตรวจเครื่องจักรก่อนเวลาจริงเสมอ และจดบันทึกทุกอย่างละเอียดโดยไม่มีใครบอกให้ทำ
ผมเคยถามเขาว่า “คุณขยันแบบนี้ตลอดเลยหรือครับ? ไม่เคยมีวันเบื่อหรืออยากทำแบบลวก ๆ บ้าง?”
เขายิ้ม และตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “หน้าที่ของผม ถ้าผมไม่ควบคุมตัวเอง…ใครจะควบคุมได้ตลอดไปละครับ?”
Jiritsu ในแบบญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงการมีระเบียบวินัยแค่ในเวลาทำงาน แต่มันแทรกอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น…
• การวางรองเท้าให้เป็นระเบียบแม้ไม่มีใครเห็น
• การไม่ส่งเสียงดังบนรถไฟ
• การรอคิวเงียบ ๆ แม้ไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุม
• หรือแม้แต่การทิ้งขยะให้ถูกประเภท…แม้จะอยู่คนเดียวในบ้าน
สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องมีป้ายเตือน ไม่ต้องมีรางวัล แต่เกิดจาก “จิตใจที่ได้รับการฝึกมา” จนรู้ว่า…ความเป็นระเบียบ คือความเคารพผู้อื่นด้วย
ผมกลับมาดูองค์กรของผมเอง และเริ่มตั้งคำถามว่า… เราเคยฝึกพนักงานให้ “รอคำสั่ง” มากกว่าฝึกให้ “คิดเอง ทำเอง” หรือเปล่า? เมื่อเริ่มสื่อสารเรื่อง Jiritsu กับทีม ผมบอกทุกคนว่า “การมีอิสระแท้จริง ไม่ใช่การไม่มีใครคุม แต่คือการควบคุมตัวเองได้…แม้ไม่มีใครดูอยู่” เพราะองค์กรจะมั่นคงได้ในระยะยาว ต้องสร้างคนที่มีวินัยจากข้างใน ไม่ใช่เพียงกลัวการลงโทษจากข้างนอก
คนที่ควบคุมตัวเองได้ คือคนที่ไว้ใจได้แม้ไม่มีใครมองอยู่ Jiritsu จึงไม่ใช่เรื่องของการ “เคร่งครัด” แต่คือการ “มีวุฒิภาวะ” ที่เลือกจะทำในสิ่งที่ถูก แม้ไม่มีใครสั่ง และเลือกจะไม่ทำในสิ่งที่ผิด แม้ไม่มีใครห้าม เมื่อคนในองค์กรเริ่มมี Jiritsu องค์กรก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการ “จับผิด” แต่สามารถใช้พลังทั้งหมด…ไปกับการ “สร้างสิ่งใหม่” ได้แทน
“อิสระที่แท้…ไม่ใช่การไม่มีกรอบ แต่อยู่ที่ว่า ใจเรามั่นพอจะอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องมีใครลากเข้าไป”
ตอนที่ 39
คำว่าควบคุมตัวเอง ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่ “ต้องอดทน” หรือ “ต้องห้ามใจ” แต่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น คำว่า “自律 (じりつ | Jiritsu)” มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
Jiritsu ไม่ได้แปลว่า “ฝืนใจ” แต่คือ “การควบคุมตัวเองด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การถูกบังคับจากภายนอก” มันคือ อิสรภาพที่เกิดจากภายใน ที่ไม่ต้องรอใครมาควบคุม…เพราะเรารู้แล้วว่า “อะไรคือสิ่งที่ควรทำ”
ผมได้เรียนรู้คำนี้อย่างลึกซึ้งเมื่อร่วมงานกับพนักงานชาวญี่ปุ่นในโรงงานแห่งหนึ่ง เขามีหน้าที่ดูแลเครื่องจักรในสายการผลิต ไม่มีหัวหน้างานประจำ ไม่มีผู้คอยจ้ำจี้จ้ำไช แต่เขาเข้าทำงานตรงเวลาเป๊ะทุกวัน ตรวจเครื่องจักรก่อนเวลาจริงเสมอ และจดบันทึกทุกอย่างละเอียดโดยไม่มีใครบอกให้ทำ
ผมเคยถามเขาว่า “คุณขยันแบบนี้ตลอดเลยหรือครับ? ไม่เคยมีวันเบื่อหรืออยากทำแบบลวก ๆ บ้าง?”
เขายิ้ม และตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “หน้าที่ของผม ถ้าผมไม่ควบคุมตัวเอง…ใครจะควบคุมได้ตลอดไปละครับ?”
Jiritsu ในแบบญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงการมีระเบียบวินัยแค่ในเวลาทำงาน แต่มันแทรกอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น…
• การวางรองเท้าให้เป็นระเบียบแม้ไม่มีใครเห็น
• การไม่ส่งเสียงดังบนรถไฟ
• การรอคิวเงียบ ๆ แม้ไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุม
• หรือแม้แต่การทิ้งขยะให้ถูกประเภท…แม้จะอยู่คนเดียวในบ้าน
สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องมีป้ายเตือน ไม่ต้องมีรางวัล แต่เกิดจาก “จิตใจที่ได้รับการฝึกมา” จนรู้ว่า…ความเป็นระเบียบ คือความเคารพผู้อื่นด้วย
ผมกลับมาดูองค์กรของผมเอง และเริ่มตั้งคำถามว่า… เราเคยฝึกพนักงานให้ “รอคำสั่ง” มากกว่าฝึกให้ “คิดเอง ทำเอง” หรือเปล่า? เมื่อเริ่มสื่อสารเรื่อง Jiritsu กับทีม ผมบอกทุกคนว่า “การมีอิสระแท้จริง ไม่ใช่การไม่มีใครคุม แต่คือการควบคุมตัวเองได้…แม้ไม่มีใครดูอยู่” เพราะองค์กรจะมั่นคงได้ในระยะยาว ต้องสร้างคนที่มีวินัยจากข้างใน ไม่ใช่เพียงกลัวการลงโทษจากข้างนอก
คนที่ควบคุมตัวเองได้ คือคนที่ไว้ใจได้แม้ไม่มีใครมองอยู่ Jiritsu จึงไม่ใช่เรื่องของการ “เคร่งครัด” แต่คือการ “มีวุฒิภาวะ” ที่เลือกจะทำในสิ่งที่ถูก แม้ไม่มีใครสั่ง และเลือกจะไม่ทำในสิ่งที่ผิด แม้ไม่มีใครห้าม เมื่อคนในองค์กรเริ่มมี Jiritsu องค์กรก็ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการ “จับผิด” แต่สามารถใช้พลังทั้งหมด…ไปกับการ “สร้างสิ่งใหม่” ได้แทน
“อิสระที่แท้…ไม่ใช่การไม่มีกรอบ แต่อยู่ที่ว่า ใจเรามั่นพอจะอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องมีใครลากเข้าไป”


