คอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” โดย “ซาระซัง”
สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน ตอนที่เขียนบทความนี้อยู่นอกหน้าต่างเป็นสีขาวโพลนไปด้วยหิมะที่ตกพร่างพรูลงมาไม่ขาดสาย ซ้อนทับหิมะเดิมที่หนาราวสองฟุตหลังพายุเพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้ฉันนึกถึงตอนอยู่ญี่ปุ่นที่ตัดสินใจไปเล่นสกีกับเพื่อน ๆ ทั้งที่เล่นไม่เป็น ซึ่งทำให้ฉันได้ค้นพบความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้จากการเล่นสกี วันนี้เลยเอามาเล่าสู่กันฟังกับเพื่อน ๆ ค่ะ
ตอนนั้นใกล้เข้าสู่ปลายปี เพื่อนร่วมงานสนิทกำลังชักชวนพรรคพวกไปเล่นสกี, สโนว์บอร์ดด้วยกันในช่วงวันหยุด เพื่อนชวนอยู่หลายครั้งแต่ฉันก็ยืนยันว่า "ไม่ไป" จนกระทั่งพี่คนหนึ่งโผล่ข้ามแผนกมาหาถึงโต๊ะถามว่า "ทำไมไม่ไป" ฉันให้เหตุผลว่า "เล่นไม่เป็น" แถมได้หยุดปีใหม่ไม่กี่วันก็อยากพักผ่อนอยู่บ้านสบาย ๆ คลายเครียดจากการทำงาน ไม่งั้นไปเที่ยวกลับมาเหนื่อย ๆ ก็เครียดอีก
พี่เขาได้ยินแล้วคงเซ็งความคิดไม่เอาถ่านของฉันเต็มที เลยพูดเสียงดังว่า “พี่ก็เล่นไม่เป็นยังไปเลย ไปถึงก็ไปหัดเอา เราน่ะมัวแต่คิดว่าเครียด มันก็เครียดไปเรื่อย ไปซะแล้วเดี๋ยวก็หายเครียดเองแหละ !” คำพูดนั้นคงจี้ใจดำถูกจุด ความเครียดเลยตายเรียบในพริบตา ฉันตอบตกลงทันที และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความรู้สึกที่เคยมีต่อสกีเปลี่ยนไปตลอดกาล
พวกเรารวมตัวกันไปราวสิบกว่าคนได้ คนชวนซึ่งเล่นสโนว์บอร์ดเก่งมากอุตส่าห์รับหน้าที่จองรถ จองที่พัก และดูแลทุกคนเป็นอย่างดีตลอดทริป ต้องขอบคุณเพื่อนคนนี้ที่ทำให้เพื่อนร่วมงานได้ไปเที่ยวสนุกเฮฮาด้วยกัน ได้รับประสบการณ์ดี ๆ และเป็นเหตุให้ฉันหลงรักสกีจับใจ จากนั้นมาเมื่อเพื่อนชวนไปเล่นสกีครั้งใด ฉันก็ไม่เคยพลาดอีกเลย ทั้งที่ปัจจุบันก็ยังเล่นไม่เก่งและกล้า ๆ กลัว ๆ นี่แหละค่ะ
พวกเราต้องไปขึ้นรถบัสตอนกลางคืนเพื่อไปถึงลานสกีตอนเช้าตรู่ ตัวฉันเองไม่มีอุปกรณ์สกีใด ๆ เพื่อนบอกว่าไปถึงที่ลานสกีแล้วมีให้เช่าหมดครบเซ็ท แต่อย่างไรก็ตามระหว่างทางที่รถบัสแวะจอดให้พัก ก็มีจุดขายอุปกรณ์สกี เช่น หมวก แว่นกันแดด ถุงมือกันหิมะ และอื่น ๆ ส่วนคนที่มีไม้สกีของตัวเองก็สามารถจัดส่งผ่านไปรษณีย์หรือบริการขนส่งอื่น ๆ ไปถึงที่พักได้เลย ไม่ต้องหอบหิ้วกันไปเองให้หนักมือ
พอรถบัสไปถึงลานสกีในเวลาเช้าตรู่ พวกเราก็เดินลุยหิมะต่อไปอีกหน่อยก็ถึงที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมท้องถิ่นเล็ก ๆ ห้องพักปูด้วยเสื่อทาตามิ สภาพห้องดูเก่าแต่ก็สะอาดสอ้าน และราคาเป็นมิตร มีอาหารเช้าและอาหารเย็นแบบบริการตนเอง
ฉันรู้สึกตัวว่าโทรศัพท์มือถือหล่นหายไปจากกระเป๋าเสื้อโค้ท นึกขึ้นมาได้ว่าอาจจะหล่นบนรถบัส เพื่อนซึ่งเป็นคนนำทริปจึงโทรไปถามที่บริษัทรถ ได้ทราบว่ารถคันที่เราจะนั่งกลับไปก็เป็นรถคันเดิมนี้เอง และระหว่างนี้รถไม่ได้ขับไปที่อื่น ของจึงไม่น่าหาย พอถึงวันกลับเพื่อนก็ยิ้มแฉ่งเอามือถือของฉันมาโชว์ตรงหน้า เขาขึ้นรถไปหาให้ล่วงหน้าและพบว่ามันอยู่ใต้ที่นั่งของฉันนี่เอง ยังดีว่าทำตกหล่นในญี่ปุ่น โอกาสที่จะได้ของคืนจึงมีมาก ต้องขอบคุณเพื่อนที่ช่วยเป็นธุระสอบถามบริษัทรถและหาของให้ จึงโล่งอกเป็นปลิดทิ้ง
หลังเก็บข้าวของไว้ที่โรงแรมแล้วก็เดินไปยังลานสกี เพื่อนแจกบัตรขึ้นลิฟต์ให้คนละใบ เป็นแบบขึ้นจุดไหนก็ได้กี่รอบก็ได้ไม่จำกัดตลอดวัน ส่วนคนที่เช่าอุปกรณ์สกีก็ไปเลือกขนาดรองเท้าและเสื้อกางเกงได้ที่จุดให้เช่า โดยจะมีห้องล็อคเกอร์แยกชายหญิงสำหรับให้เปลี่ยนชุดและรองเท้า ส่วนไม้สกี (ที่เป็นแผ่นติดรองเท้า) ต้องแบกพาดบ่าออกไป หรือพิงไว้ที่จุดพักอุปกรณ์ชั่วคราวซึ่งอยู่ด้านหน้าของอาคาร
รองเท้าสกีนั้นหนักทีเดียว ทำให้เดินแต่ละก้าวช่างทุลักทุเล พอถึงด้านหน้าลานสกีก็ค่อยประกอบรองเท้าเข้ากับไม้สกี ถือไม้ค้ำไว้ในมือข้างละแท่ง ทางลานสกีจะให้แผนที่มาคนละแผ่น บอกเส้นทางและความยากง่ายของเส้นทางด้วยสีต่างกัน ง่ายที่สุดแสดงไว้ด้วยสีเขียว ตามมาด้วยสีแดง และยากที่สุดคือสีดำซึ่งเป็นทางลาดชันมาก เราสามารถดูจากแผนที่ได้ว่าเส้นทางนั้นจะผ่านไปตรงไหนบ้าง ต้องไปขึ้นลิฟต์จุดใด หรือต่อไปยังจุดใด ถ้ายังเพิ่งหัดเล่นแล้วเกิดไปขึ้นลิฟต์ลงผิดจุด หรือเล่นอยู่ในเส้นทางสีเขียวแล้วระหว่างทางเจอเส้นทางสีอื่นละยุ่งเลย เพราะอย่างไรก็ต้องไถลหรือเดินลงมาอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีลิฟต์ให้นั่งลงไป
ลานสกีแต่ละแห่งมีเส้นทางยากง่ายปะปนกันไป ระหว่างทางก็มีวิวต่างกัน เป็นเสน่ห์คนละแบบ ลานสกีบางแห่งมีเส้นทางสีเขียวตั้งแต่ยอดเขาลงมาจนถึงลานด้านล่างก็มี ทำให้คนเพิ่งหัดเล่นสามารถเล่นได้นานและสนุก เคยเจอบางลานเขาทำ “ของเล่น” ไว้ให้ด้วย คือปั้นหิมะไว้เป็นเนินเล็ก ๆ ต่อกัน พอลื่นลงมาก็จะกระดอนขึ้น ๆ ลง ๆ สนุกไปอีกแบบ อีกทั้งบางช่วงก็มีต้นไม้ที่มีหิมะหนาปกคลุมหนาแน่น ก่อเกิดเป็นทิวทัศน์สวยงาม พอเล่นสกีละลิ่วมาตามทางก็รู้สึกคล้ายกับปลิวอยู่ในสายลมเย็นสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติงดงาม ชวนให้รู้สึกเบิกบานใจและปลอดโปร่งมากทีเดียว
ระหว่างทริปสกีครั้งหนึ่ง ดูเหมือนฉันจะหลงจากเส้นทางง่ายหลุดเข้ามาในเส้นทางยาก เผอิญว่ารุ่นพี่ผู้หญิงสองคนที่เล่นสกีเก่งมากผ่านทางมาพอดี จึงพากันสอนวิธีให้ฉันลื่นลงมาด้วยการค่อย ๆ ซิกแซ็คไปทางด้านข้างลงมา ไม่ใช่พุ่งหัวทิ่มลงมาปราดเดียว กระนั้นฉันก็รู้สึกว่าแข้งขาไม่ยอมเป็นใจ แม้จะใช้เวลานานแต่ทั้งคู่ก็ใจเย็นอดทนอยู่เป็นเพื่อนฉันจนผ่านมาได้ ไม่เพียงเท่านั้นพอกลับถึงที่พัก พี่คนหนึ่งในสองคนนี้ทราบว่าฉันปวดขามาก จึงอุตส่าห์เอายามานวดขาให้ ถึงเธอจะเป็นผู้ใหญ่กว่าฉันแต่ก็ไม่ถือสา ฉันเกรงใจมากแต่ก็ซาบซึ้งน้ำใจของเธอจริง ๆ
ไม่ทราบว่าทุกลานสกีในญี่ปุ่นมีออนเซ็น(บ่อน้ำร้อน)หรือเปล่านะคะ แต่เท่าที่ฉันเคยไปมีที่ให้แช่น้ำร้อนกันหมด ซึ่งมันช่างดีต่อใจเหลือเกินหลังเล่นสกีมาเหนื่อย ๆ แถมยิ่งอากาศหนาวก็ยิ่งน่าแช่น้ำร้อนเข้าไปใหญ่ ที่พักบางแห่งมีบ่อน้ำร้อนนอกอาคาร พออากาศหนาวจัดแล้วผมเปียกอยู่ทรงไหนก็แข็งทื่อเป็นรูปเป็นร่างในทรงนั้นโดยไม่ต้องพึ่งสเปรย์ฉีดผม แต่ละคนเลยพากันแข่งทำผมทรงประหลาดเล่นกันสนุกสนาน
ลานสกีในบางพื้นที่อยู่ในแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติด้วย แห่งหนึ่งที่ฉันเคยไปนั้นแปลกกว่าที่อื่นตรงที่บ่อในแต่ละจุดไม่มีคนเฝ้าอาคาร สามารถเข้า ๆ ออก ๆ ได้โดยอิสระ ไม่มีคนเก็บเงินค่าเข้าแต่มีกล่องให้หยอดเงินกันเอาเอง อีกทั้งน้ำก็มีอะไรขาว ๆ เหมือนเศษสิ่งสกปรกลอยบนผิวน้ำ แต่ที่จริงเป็นส่วนหนึ่งที่บอกว่าน้ำนั้นมีแร่ธาตุอยู่มาก บางบ่อยังก่อขึ้นด้วยไม้ สีทึบจนมองไม่เห็นก้นบ่อ แถมกลิ่นกำมะถันก็ฉุนคล้ายคลองเน่าอ่อน ๆ ชวนให้คิดไปเองว่าแช่แล้วจะเหม็นเหมือนไปตกคลองมาหรือเปล่า
ครั้งหนึ่งไปเล่นสกีกับเพื่อนอีกกลุ่มโดยขับรถกันไปเองหลายคัน มีการเตรียมทำหม้อไฟกลางหิมะเมื่อไปถึงด้วย จึงพกมากันทั้งเขียง มีด หม้อ เตาและแก๊สแบบพกพา วัตถุดิบทำอาหารและเครื่องดื่มขวดหลายชนิด ส่วนโต๊ะเก้าอี้นั้นพวกผู้ชายช่วยกันขุดและตักหิมะมาก่อเป็นโต๊ะเก้าอี้ หนาวเย็นทีเดียวแต่ก็สนุกดี เพื่อน ๆ ยังนึกสนุกต่อ จึงทำ “คามาคุระ” หรือกระท่อมเอสกิโม (อิกลู) ขึ้นมาหลังหนึ่งด้วย โดยตัดและตักหิมะขึ้นมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนอิฐก้อนใหญ่ ๆ แล้ววางซ้อนกันจนได้เป็นโดมเล็ก ๆ ข้างในอุ่นดีเดียว คาดว่าพวกเขาคงทำกันบ่อยถึงได้ชำนาญ ไม่กี่นาทีก็เสร็จ ฉันเพิ่งทราบว่าทำเองได้ง่าย ๆ แบบนั้นก็เลยตื่นเต้นมาก
คราวนั้นฉันเพิ่งเริ่มเล่นสกีได้ไม่นาน เพื่อนผู้หญิงของเพื่อนที่เล่นสกีเก่งจึงช่วยสอนให้ มาถึงตอนหนึ่งที่เจอทางลาดชันมากและมีโค้งแบบกระทันหัน ฉันผวาเป็นพิเศษกลัวจะกระเด็นตกเขาไป จึงกะว่าจะถอดสกีเดินลง พอดีเพื่อนผู้ชายที่เล่นสกีเก่งมากอีกคนผ่านทางมา จึงเสนอว่าจะพาลงไปเอง ให้เกาะเอวกันเหมือนเล่นงูกินหางโดยที่ทุกคนยังใส่ไม้สกี ส่วนไม้ค้ำให้เอาแนบเอวไว้ แล้วคนนำก็ค่อย ๆ ลื่นลงไปช้า ๆ แม้จะรู้สึกอุ่นใจที่มีคนเล่นสกีเก่งประกบหน้าหลัง แต่ฉันก็ไม่กล้ามองข้างหน้าเลย พอถึงจุดหนึ่งที่เป็นทางโค้ง ปรากฏว่าพวกเราเสียหลัก กระเด็นกันไปคนละทาง ฉันรู้สึกว่าตัวเองหมุนคว้างติ้ว ๆ คิดว่าตายแน่แล้วคราวนี้ แต่พอรู้สึกตัวอีกทีก็คือนอนแผ่อยู่บนหิมะหนา ๆ ไม้สกีกระเด็นไปตกอยู่ข้าง ๆ โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร พอผ่านทางลาดชันตรงนั้นมาได้ จากนั้นก็ง่ายขึ้นแล้ว ฉันจึงค่อย ๆ สกีลงเนินเอาเอง
ฉันคิดว่าการเล่นสกี,สโนว์บอร์ดสนุกเป็นพิเศษถ้าไปกันหลายคน แม้ตอนเล่นอาจจะอยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวระหว่างทางก็จะเจอใครสักคนผ่านมาให้ทักทาย อีกทั้งเพื่อน ๆ ที่ใจดีก็ยังทำให้ฉันมีภาพความทรงจำที่สวยงามแจ่มชัด นึกถึงทีไรก็มีความสุขเหมือนได้กลับไปยืนอยู่บนลานสกีสีขาว เห็นภาพเพื่อนบางคนที่นั่งอยู่บนหิมะข้างทางพักเหนื่อย เพื่อนที่พบปะคุยกันระหว่างทาง เพื่อนที่ช่วยพยุงเดินตอนหมดแรง เพื่อนที่นั่งลิฟต์มาด้วยกันแล้วช่วยดึงฉันขึ้นมาตอนลื่นล้ม มาถึงตอนนี้ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยิ้มอย่างมีความสุขตลอดเวลาที่เขียน
ได้ยินว่ามีคนไทยมาเล่นสกีและสโนว์บอร์ดกันที่ญี่ปุ่นมากขึ้น มีบางคนเล่นแล้วแข้งขาหัก ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลกันหัวโตเพราะไม่ได้ทำประกันสุขภาพมา จึงอยากเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่ไปเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดในต่างประเทศให้ทำประกันไว้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อย่างน้อยก็จะช่วยให้อุ่นใจได้มากนะคะ
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ซาระซัง" เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น”ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


