xs
xsm
sm
md
lg

แปลกดี! คนญี่ปุ่นชอบเล่นไลน์, ทวิตเตอร์แต่ไม่ชอบเล่นเฟซบุ๊ก ชอบอวดแต่ไม่ชอบที่คนอื่นอวด!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สวัสดีครับผม Mr. Leon มาแล้ว คนไทยชอบเล่นโซเชียลมีเดียหรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network Service หรือ SNS) ไหมครับ เมื่อพูดถึงเครือข่ายสังคมออนไลน์หลายๆ คนคงจะนึกถึง Facebook, Twitter และ Instagram เป็นต้น เพื่อนๆ ชอบเล่นอะไรครับ
สำหรับญี่ปุ่นเองเริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ระบบ Windows 95 เวอร์ชั่นญี่ปุ่น เมื่อปีค.ศ. 1995 แต่ช่วงแรกๆ นั้นยังไม่ค่อยมีใครใช้งานอินเตอร์เน็ตเท่าไหร่นัก คนที่ใช้อินเตอร์เน็ตในช่วงนั้นมักจะถูกมองว่าเป็นพวก Otaku (ใช้เรียกบุคคลที่มีความสนใจอย่างคลั่งไคล้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และอาจใช้ในเชิงเหยียดติดลบอยู่สักหน่อยประมาณว่าเป็นพวกที่ติดอะไรอย่างมากจนส่งผลต่อการใช้ชีวิต มีความหมกมุ่นอยู่อย่างนั้นจนเข้าสังคมไม่ได้) ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหตุผลเหมือนกันว่าทำไมมองเช่นนั้น แต่หลังจากปีค.ศ. 2010 เป็นต้นมาก็มีจุดเปลี่ยนแปลงเมื่อสมาร์ทโฟนและเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้บุคคลทุกระดับไม่ว่าจะเป็นคนที่มีฐานะปานกลางทั่วไป ฐานะร่ำรวยหรือคนที่ไม่ค่อยมีอันจะกิน คือใครๆ ก็หันมาใช้สมาร์ทโฟนและใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์กันมากขึ้น


เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่คนญี่ปุ่นนิยมเล่นอาทิเช่น ไลน์, ทวิตเตอร์ ซึ่งสามารถแสดงความเห็นต่อข่าวสารต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ถือเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่มีอิทธิพลในสังคมญี่ปุ่นค่อนข้างมากเช่นกัน แต่เฟซบุ๊กที่ต้องเปิดเผยชื่อจริงนามสกุลจริงนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก เพราะมันทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะเล่นและแสดงความคิดเห็นต่างๆ หรือแม้กระทั่งการโพสต์เรื่องสัพเพเหระในชีวิตที่ค่อนข้างจะขัดกับลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นนั่นเอง คนญี่ปุ่นที่จะเล่นเฟซบุ๊ก (ใช้งานในจุดประสงค์ปกติไม่รวมพวกมิจฉาชีพ) คงจะเป็นบุคคลประเภทที่ค่อนข้างพร้อมในทุกด้านและกล้าเปิดเผยตัวเอง คือมีทั้งการเรียนการศึกษาดี การงานดี มีเพื่อนฝูงมาก แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกด้าน บางคนแม้จะมีหน้าที่การงานดีแต่เรียนจบระดับมัธยมศึกษา ก็ไม่อยากแสดงให้ใครรู้ บางคนเรียนจบสูงเป็นแพทย์เป็นคนมีฐานะแต่ไม่มีเพื่อน ก็ไม่อยากใช้งานเฟซบุ๊ก เป็นต้น เพราะถ้าเล่นเฟซบุ๊กมันจะเชื่อมต่อกับเพื่อนสมัยต่างๆ ทั้งเพื่อนสมัยเก่าก่อน เพื่อนมหาวิทยาลัย เพื่อนโรงเรียน เพื่อนที่ทำงาน เชื่อมต่อกับครอบครัว และคนอื่นๆ ที่รู้จัก มีแชร์รูปภาพและวิดีโอต่างๆ และรับอัพเดตต่างๆ มากมายเพื่อนที่ไหนๆ ก็เชื่อมต่อเข้าหากันหมด ซึ่งกรณีเช่นนี้คนญี่ปุ่นไม่อยากเปิดเผยความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบในลักษณะแบบนี้ จะว่าเพราะมีความอิจฉาในใจ หรืออายหรือกลัวโดนเปิดเผยก็ว่าได้


อีกมุมนึงอย่างที่เราเห็นๆ กันว่า คนญี่ปุ่นที่รู้จักกัน ดูสนิทสนมกันนั้นใครจะรู้ว่านิสัยลึกๆ แล้วคนญี่ปุ่นมีความขี้อิจฉาในใจเยอะมาก บางคนไม่รู้จักกันมากเท่าไหร่ เจอกันนิดเดียวเห็นอะไรที่ไม่พอใจก็เป็นเหตุให้เกิดการอิจฉาและเกลียดกันได้แล้วคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบดูข้อมูลคนอื่น เช่น มาจากไหน ทำอะไร จบที่ไหน และจะแอบนำไปหากลุ่มที่เข้ากับตนได้ หรือดีไม่ดีก็จับกลุ่มแกล้งกันแบบเนียนๆ ทำให้ในชีวิตจริงคนญี่ปุ่นทั่วไปมักจะไม่คุยเรื่องตัวเองนัก เพราะกลัวการโดนแกล้งด้วยลักษณะสังคมและนิสัยโดยรวมดังกล่าวนั่นเอง ทำให้คนญี่ปุ่นไม่ชอบการโพสต์ข้อความในสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือโพสต์เล่าเรื่องส่วนตัวเองหรือแสดงความรู้สึกดีใจเมื่อได้ไปเที่ยวที่ไหนๆ หรือเมื่อได้กินของอร่อยๆ หรือทุกเรื่องที่เป็นการเปิดเผยตนเอง หรือเรื่องที่อาจทำให้เกิดความอิจฉา แล้วอาจเป็นผลกระทบย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง แต่ก็มีคนบางประเภทที่ชอบโพสต์อวดแบบเนียนๆ อยากอวดหรือเรียกอีกอย่างได้ว่าการชมและโอ้อวดตนเอง เพื่อยกตนเอง 自慢 ชมตัวเอง คุยโวด้วยความภูมิใจในตัวเองและสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับตัวเอง แต่กลับไม่ชอบที่คนอื่นอวด แปลกดีนะครับสังคมนี้มันช่างย้อนแย้งกันจริงๆ



และเมื่อคนเริ่มมีการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ มากขึ้น เมื่อมีคนทุกภาคส่วนทั้งรวยจน มีฐานะ มีอันจะกินฉลาด เก่งหรือไม่เก่ง ต่างก็หันมาใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์กัน และมีคนบางประเภทที่ชอบโพสต์อวดแบบเนียนๆ ที่เรียกว่าการ マウンティング Mounting คำนี้เมื่อก่อนเป็นคำศัพท์ที่ใช้กับลิงที่แสดงพฤติกรรมเพื่ออวดความเหนือกว่าในฝูง แต่ปัจจุบันใช้ในความหมายเปรียบเปรยการกระทําที่พยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าตนมีฝีมือมากกว่าอีกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของการโอ้อวด และความพยายามที่จะแสดงความเหนือกว่า การ Mounting โพสต์อวดแบบเนียนๆ ทางเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้ กระตุ้นให้คนอ่านข้อความเกิดความอิจฉาตาร้อน จนทำให้เกิดคำว่า SNS 疲れ ตามมา หรือแปลว่าเกิดความเหนื่อยล้าทางสังคม เบื่อหน่าย หมายถึงความเครียดเหนื่อยและพยามยามจะหลีกเลี่ยงการสื่อสารกับผู้อื่นบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ เพราะการที่ไปตามดูการโพสต์แบบ マウンティング Mounting ของคนอื่นๆ นั้นทำให้จิตใจตกต่ำและเหนื่อยล้านั่นเอง


การ マウンティング Mounting ของญี่ปุ่นค่อนข้างจะน่าเบื่อและน่ารำคาญ เช่น บางคนกำลังพูดบางเรื่อง และโพสต์รูปกับข้อความว่า "เพื่อนๆ ชอบเผาขยะไหม??" ขอเกริ่นย้อนกลับไปสมัยที่ผมเป็นเด็กครับ บ้านผมอยู่ในเมืองชนบทต่างจังหวัด ที่ค่อนข้างจะมีประชากรไม่มาก บ้านแต่ละหลังจะตั้งอยู่ห่างๆ กัน บางหลังห่างกันเป็นกิโลๆ แต่ละบ้านจะมีบริเวณบ้านกว้างขวางมีไร่นาของตนเอง สมัยที่ผมเป็นเด็กๆ คนแถวนั้นมักจะเผาเศษขยะต่างๆ ด้วยตัวเอง บ้างก็เผาขยะทั่วไป บ้างก็เผาหญ้าหรือกิ่งไม้ใบไม้แห้งจากไร่สวนต่างๆ ที่ใครๆ ก็คิดว่าเป็นวิถีชีวิตปกติ แต่เมื่อผมโตขึ้นอายุประมาณ 10 ขวบก็เริ่มมีระบบเตาเผาเกิดขึ้นซึ่งทำให้ผู้บริหารหมู่บ้านหรือประมาณกำนันผู้ใหญ่บ้านออกมาเตือนประชาชนห้ามเผาขยะกันเอง แต่ด้วยความรู้สึกแบบเด็กๆ ผมคิดว่าการเผาขยะนั้นสนุกมากเวลาได้มีการจุดไฟเผาขยะบริเวณบ้าน สามารถนั่งเล่นได้เป็นชั่วโมงๆ ซึ่งเมื่อถึงฤดูตัดหญ้าและนำมาเผาผมจะชอบมาก สนุกมาก พวกผู้ใหญ่และคุณปู่ผมมักจะเตือนอยู่เสมอว่าอย่าเผามากเกินไปเพราะว่ามันจะทำให้เกิดไฟไหม้ป่าได้ คือในความรู้สึกของเด็กๆ ก็เห็นการเผาขยะเป็นเรื่องปกติที่ทุกบ้านก็ทำกันและสนุกไปตามประสา เมื่อโตขึ้นก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรและรู้ว่ามันทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องดีนัก


แต่กลายเป็นว่าปัจจุบันมีคนโพสต์ข้อความอวดแบบแอบแฝงแบบการ マウンティング Mounting เมื่อมีคนออกมาโพสต์ว่า "เมื่อวานเผาขยะ เพื่อนๆ ชอบเผาขยะไหม ?? " ถ้าเราไม่ได้คิดอะไรก็อาจจะตอบไปว่า ชอบเผา..หรือไม่ชอบ แต่การโพสต์แบบนี้ของคนญี่ปุ่นมีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองสามารถเผาขยะ คือเขาต้องการที่จะนำเสนอตัวเองเหนือกว่า เพราะคนที่เผาขยะได้นั้นคือคนที่มีสวน มีพื้นที่และสามารถที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีสิ่งที่คนอื่นอาจจะไม่มีเพราะบางคนอาจจะอยู่คอนโดห้องเล็กๆ หรือว่าอยู่ในห้องแคบๆ แหละนี่คือสิ่งที่เรียกว่า マウンティング Mounting ของคนญี่ปุ่นที่เป็นเรื่องที่มีความหมายแฝงมากไปกว่าสิ่งที่นำเสนอซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบใดๆ ในลักษณะนี้เลย เพราะบางที่ก็ตีความที่เขาจะสื่อไม่ออก และ ไม่เข้าใจว่าจะต้องแอบแฝงสิ่งที่จะสื่อทำไม และถ้าถามว่าผมคิดไปเองหรือไม่เขาอาจจะไม่ได้ต้องการโพสต์แอบแฝงการโอ้อวดก็ได้ ต้องตอบว่ามันเรื่องเป็นรากลึกของลักษณะคนญี่ปุ่นและสังคมญี่ปุ่นที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ แต่มันคือความเป็นจริงในสังคมญี่ปุ่นครับ


หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น โพสต์ภาพไปรับประทานอาหาร ดื่มชา afternoon tea ที่โรงแรมแต่ในรูปที่ถ่ายออกมานั้นติดรูปไอแพดรุ่นใหม่ด้วย ความหมายที่แท้จริงที่เขาอยากจะพูดคือ ผมซื้อ iPhone ใหม่มานะดูสิ แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ก็โพสต์ว่ามาดื่มชาที่โรงแรม หรือมารับประทานอาหารกับหัวหน้าใหญ่ผู้มีอำนาจวาสนา อยากให้คนรู้แต่จะไม่โพสต์แบบพูดตรงๆ อาจจะถ่ายภาพให้ติดกางเกง รองเท้าหรือกระเป๋าของหัวหน้า แล้วบอกว่า "มารับประทานอาหาร " นั่นคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นเป็นซึ่งมันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากว่าคนที่โพสต์จะสื่ออะไรกันแน่ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ ซึ่งคิดว่าตรงกันข้ามกับการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทยส่วนใหญ่ที่จะมีความตรงไปตรงมาตามภาพและข้อความที่สื่อ ถ้าจะไปเที่ยวก็โพสต์ภาพเที่ยว หรือว่าขับรถหรู หรือไปรับประทานอาหารร้านหรูก็จะโชว์ออกมาเลย พูดออกมาว่าโชว์สิ่งใดๆ หรือไม่ได้คิดอะไรแอบแฝงมากกว่าที่สื่อ ซึ่งก็สามารถเข้าใจไปตรงๆ ตามเรื่องราวนั้นๆ ใช่ไหม ซึ่งผมคิดว่าอย่างนี้ดีกว่าคนญี่ปุ่นเสียอีก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องของการโพสต์โชว์รูปภาพจึงไม่ค่อยเป็นที่น่าสนใจของคนญี่ปุ่น แต่มีทวิตเตอร์ที่คนญี่ปุ่นจะนิยมเล่นมากกว่าเพราะว่าทวิตเตอร์จะเป็นการโพสต์แบบตัวอักษรมากกว่าซึ่งจะสามารถเข้าใจการสื่อสารได้ตามตัวอักษรมากกว่าและไม่ได้ใช้ชื่อจริงของตัวเอง


ทวิตเตอร์ที่ไม่ได้เน้นโพสต์รูปภาพสวยงามอลังการ แต่ว่าคนญี่ปุ่นกลับชอบเล่นมาก แม้คนญี่ปุ่นบางคนบอกว่าทวิตเตอร์มีอิมเมจที่ค่อนข้างจะเชยๆ สักหน่อย ตามภาษาแสลงของคนญี่ปุ่นที่พูดว่า ダサい Dasai แต่ถึงคนญี่ปุ่นจะบอกว่าเชยๆ ไม่ล้ำสมัยแต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกใจ ยิ่ง Dasai ยิ่งชอบ นี่ก็เป็นเรื่องที่แปลกดีครับ เรื่องอื่นๆ ก็เช่นกันเพื่อนผมบอกว่าคนญี่ปุ่นบางทีก็แปลกเหมือนกัน มีภาพลักษณ์แห่งความเจริญล้ำยุคด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แต่กลับชอบอะไรที่ดูเก่าๆ โบราณๆ บางทีตามร้านอาหาร คาเฟ่ต่างๆ ยังเขียนเมนูอาหารด้วยกระดานชอล์คที่ใช้ตามโรงเรียนอยู่เลย หรือไม่ก็ชอบใช้สมุดจดบันทึก ต่างๆ เป็นเรื่องที่บางทีก็ย้อนแย้งกันเองเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นญี่ปุ่นญี่ปุ่นจริงๆ วันนี้เล่าสู่กันฟังครับ อย่างไรก็ตามอยากให้เพื่อนๆ รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ วันนี้สวัสดีครับ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...