xs
xsm
sm
md
lg

วิถีชีวิตคนญี่ปุ่นกับรองเท้าแตะใส่ในบ้าน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจาก https://www.bellemaison.jp/ep/srvlt/
คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"

สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมคนญี่ปุ่นต้องใส่รองเท้าแตะในบ้าน หรือภายในอาคารที่เรียกกันว่า “สลิปเปอร์” ด้วยนะ แล้วรองเท้าชนิดนี้มีจุดเริ่มมาจากชาติใดกันแน่ระหว่างตะวันตกกับญี่ปุ่น?

เมื่อก่อนฉันก็ไม่ได้คิดตั้งคำถามเหมือนกัน อาจเพราะที่เมืองไทยก็มีรองเท้า “ปะแตน” ให้เห็นมาแต่เด็ก อีกทั้งคุณครูและเพื่อนนักเรียนบางคนที่โรงเรียนก็ใส่ ฉันก็เลยนึกว่าคงใส่เพื่อความสบายเท้า หรือไม่ก็ใส่เพื่อความโก้เก๋เสียอีก

แต่ในญี่ปุ่นนั้น การใส่สลิปเปอร์ในบ้านหรือในอาคารมีนัยที่แตกต่างออกไป อีกทั้งยังมีหลายประเภทเสียด้วยสิคะ
สลิปเปอร์สำหรับใส่ในห้องสุขา ภาพจาก https://www.beau-p.com/
อย่างที่บ้านเกิดสามีฉันจะมีสลิปเปอร์สำหรับใส่เดินในโถงของบ้าน พอจะเข้าห้องใด ๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องพระ หรือห้องนอน ก็ต้องถอดออกวางไว้หน้าห้อง โดยเฉพาะถ้าห้องปูด้วยเสื่อทาตามิก็ต้องระวังไม่เดินขึ้นไปบนเสื่อทั้งรองเท้าแตะ นอกจากนี้ ยังมีสลิปเปอร์แยกต่างหากเป็นกิจลักษณะสำหรับใช้ในครัว และสำหรับใช้เฉพาะในห้องสุขา หรือบางคนโดยเฉพาะผู้หญิงก็อาจจะมีสลิปเปอร์แบบนุ่ม ๆ สำหรับใส่เดินในห้องนอนตัวเองตอนฤดูหนาวแยกต่างหากอีก

สลิปเปอร์ในครัวจะไม่ใส่ออกมาเดินย่ำไปมาในบ้าน เพราะอาจติดเอาเศษอาหารที่หล่นบนพื้นในครัวออกมาด้วย แต่เดี๋ยวนี้บ้านสมัยใหม่มักมีครัวเปิดซึ่งรวมอยู่ในพื้นที่ห้องนั่งเล่นเลย พื้นจึงอาจไม่ได้ปูด้วยกระเบื้องสำหรับพื้นครัวโดยเฉพาะอย่างสมัยก่อน แต่เป็นวัสดุเดียวกันกับห้องนั่งเล่น คนจึงเดินเข้าครัวกันด้วยสลิปเปอร์คู่เดิม บางบ้านจึงปูพรมยาวไว้หน้าเตาแก๊สกับอ่างล้างจาน เพื่อให้พรมนั้นดูดซับสิ่งสกปรกที่ตกหล่นจากการทำอาหารหรือล้างจาน แทนที่จะปล่อยให้พื้นเปรอะแล้วเผลอเดินย่ำไปทั่วบ้านด้วยสลิปเปอร์คู่เดิม
พรมในครัว ปูไว้หน้าเตาแก๊สและอ่างล้างจาน ภาพจาก https://www.amazon.co.jp
เวลามีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน เจ้าบ้านมักจะเตรียมสลิปเปอร์ไว้ให้ตามจำนวนแขก โดยวางไว้ที่ยกพื้นซึ่งอยู่ถัดจากพื้นที่ถอดรองเท้าและหันหัวสลิปเปอร์เข้าหาบ้าน เพื่อให้แขกสามารถสวมได้สะดวกหลังถอดรองเท้าเสร็จและพร้อมก้าวขึ้นบ้านแล้ว

บ้านอาจารย์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่ฉันเคยไป มีสลิปเปอร์ใส่ในบ้านแบบเดียวกันหลายสิบคู่อยู่บนชั้นวางสลิปเปอร์โดยเฉพาะซึ่งตั้งอยู่บนยกพื้น เข้าใจว่าคงมีประชุมหรือมีแขกมาเยือนกันทีละจำนวนมากบ่อยครั้ง เป็นบ้านแรกที่ฉันเห็นมีสลิปเปอร์มากมายถึงเพียงนั้น

ส่วนครอบครัวชาวญี่ปุ่นในอเมริกาที่รู้จักกันก็เคยเชิญฉันและแขกชาวญี่ปุ่นอื่น ๆ มาที่บ้านครั้งละหลายคน แต่สลิปเปอร์ไม่พอ เขาก็จะบอกให้พวกเราเอามากันเอง ก็นับเป็นครั้งแรกที่ถูกบอกให้เอาสลิปเปอร์มาจากบ้านด้วยค่ะ ที่ตลกดีคือแม้แขกชาวญี่ปุ่นเหล่านั้นจะย้ายมาอยู่อเมริกาแล้ว ทุกคนก็ยังมีสลิปเปอร์กันหมด แสดงว่าเป็นวัฒนธรรมและความเคยชินที่จะต้องใส่สลิปเปอร์ในบ้านกันจริง ๆ ถ้าไม่มีคงรู้สึกเหมือนมีอะไรขาด ๆ เกิน ๆ และเวลาแขกคนญี่ปุ่นมาเยือนก็คงรู้สึกเหมือนไม่ได้ต้อนรับให้เต็มที่กระมัง

เวลาไปตามเรียวคัง(โรงแรมแบบญี่ปุ่น) คลินิกแพทย์ และโรงเรียน ก็จะเห็นสลิปเปอร์ใส่ในอาคารให้เปลี่ยนเช่นกัน เข้าใจว่าคงเพื่อไม่ให้ย่ำเอาฝุ่นทรายจากภายนอกมาทำให้พื้นอาคารสกปรก โดยเฉพาะหากเวลาข้างนอกฝนตก แต่สลิปเปอร์แบบเดินในอาคารเหล่านี้ใส่แล้วเดินไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เพราะมักทำจากวัสดุที่ค่อนข้างลื่น ยิ่งเดินขึ้นลงบันไดอาคารยิ่งกลัวจะลื่นสะดุดตกบันไดเอา
ชั้นวางสลิปเปอร์สำหรับใส่เดินในอาคาร  ภาพจาก http://www.aek.jp/
อย่าว่าแต่สลิปเปอร์ที่ผิวสัมผัสลื่นเลย สลิปเปอร์แบบทั่วไปที่ทำจากผ้าเองก็ใส่เดินขึ้นบันไดยาก คงเพราะรูปทรงของสลิปเปอร์ที่หุ้มเท้าเพียงแค่ครึ่งเดียว ฉันเคยไปค้างบ้านเพื่อน ถามคุณแม่ว่าให้ใส่สลิปเปอร์ขึ้นบันไดหรือวางไว้หน้าบันไดดี คุณแม่บอกว่าใส่ขึ้นไปเลยก็ได้เพราะพื้นมันเย็น แต่สุดท้ายฉันก็ต้องยอมวางไว้หน้าบันไดเพราะใส่เดินขึ้นลงไม่ถนัด ส่วนคุณแม่สามีฉัน ก็เห็นท่านถอดวางไว้หน้าบันไดเวลาขึ้นชั้นบนเหมือนกัน คงเพราะไม่ถนัดและอันตรายเวลาขึ้นลงบันไดจริง ๆ

เหตุที่คนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมของการใส่สลิปเปอร์นี้ เห็นเขาว่าเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศหลังจากปิดประเทศมาเป็นเวลายาวนาน และพบว่าชาวตะวันตกใส่รองเท้าคู่ที่ใส่อยู่นอกบ้านเดินเข้ามาในบ้านด้วย ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะถอดรองเท้าออกก่อนเดินขึ้นบ้าน ยามที่มีแขกตะวันตกมาเยือน คนญี่ปุ่นจึงเดือดร้อนกับการต้องมาทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะถ้าเป็นเสื่อทาตามิยิ่งทำความสะอาดลำบาก จึงคิดค้นสลิปเปอร์สำหรับใส่เดินในบ้านขึ้นมา แต่สมัยนั้นไม่ต้องถอดรองเท้าออกก่อน แต่สวมทับรองเท้าไปได้เลย
สลิปเปอร์สำหรับฤดูร้อน  ภาพจาก https://www.roomie.jp/
ฉันนึกอยากให้ญี่ปุ่นยังผลิตสลิปเปอร์รุ่นแรกจำหน่ายในอเมริกามากเลยค่ะ เพราะเวลามีช่างมาซ่อมอะไรที่บ้าน พวกเขาก็มักปฏิเสธไม่ยอมถอดรองเท้า แถมถ้าซ่อมอะไรในห้องน้ำก็เหยียบไปบนพรมเช็ดเท้าอีก ทำให้เดือดร้อนต้องทำความสะอาดกันยกใหญ่

โดยสรุปแล้ว ต้นคิดสลิปเปอร์ก็คือญี่ปุ่นนี่เอง ไม่ใช่ประเทศตะวันตกอย่างที่คนญี่ปุ่นบางคนเองก็เข้าใจ แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นว่าคนญี่ปุ่นเองก็พลอยสวมสลิปเปอร์ใส่เดินในบ้านไปกับเขาด้วย เหตุผลหลักยังคงอยู่ที่ความกังวลว่าพื้นบ้านจะสกปรก

อาจจะมีคนสงสัยว่าก็ถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าบ้านแล้วจะทำให้พื้นบ้านสกปรกได้อย่างไร แต่คนญี่ปุ่นมองว่าถ้าเดินเท้าเปล่าหรือใส่ถุงเท้าเดินไปทั่วบ้าน จะทำให้เหงื่อไคลและสิ่งสกปรกจากฝ่าเท้าพลอยกระจายไปทั่วด้วย จึงใส่สลิปเปอร์ไว้เพื่อให้พื้นบ้านสะอาดอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เท้าไม่ต้องสัมผัสฝุ่นและสิ่งที่ตกอยู่ตามพื้นบ้านไปด้วยเช่นกัน และหากไปเตะโดนอะไรหรือเหยียบของมีคมเข้า ก็ไม่เจ็บตัวเท่าใดนัก

แต่ข้อเสียของสลิปเปอร์คือไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่น เพราะบางคนก็อาจมีโรคน้ำกัดเท้าหรือฮ่องกงฟุต แต่ถ้าเป็นสลิปเปอร์สำหรับแขกก็จะมีการใช้เวียนกันไป ก็คงต้องแล้วแต่ว่าเจ้าบ้านจะทำความสะอาดสลิปเปอร์บ่อยแค่ไหนนะคะ
ภาพจาก https://blog.goo.ne.jp/enpowernpo/
เดี๋ยวนี้มีสลิปเปอร์หลากหลายชนิด ต่างกันทั้งการออกแบบ วัสดุ และการใช้งาน แบบที่ใส่แล้วไม่ลื่นมักหนานุ่มและหุ้มเท้าได้ดี แต่เหมาะสำหรับใช้ในฤดูหนาว หรือแบบที่ทำจากวัสดุธรรมชาติอย่างหญ้าสาน ก็ใส่สบายเท้าแต่เหมาะสำหรับฤดูร้อน หรือมีแบบที่เย็บขึ้นจากเศษผ้า ทำรูปร่างเหมือนเกี๊ยะสานแบบโบราณ มีที่คีบด้วยนิ้วโป้งและอีกสี่นิ้วที่เหลือ ซึ่งว่ากันว่าดีต่อสุขภาพเท้า

แบบหลังนี้คุณแม่เพื่อนเคยให้มา แรก ๆ ก็ใส่แล้วเจ็บตรงที่คีบ หลัง ๆ ชินก็ใส่สบายดีเหมือนกัน เสียแต่ว่าซักทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่องรำไรค่อนข้างยาก และถ้าไม่ตากกลางแดดจัดหรือใส่ตู้อบผ้าก็จะเหม็นอับได้ง่ายเพราะเป็นสานจากผ้าทั้งคู่และมัดไว้อย่างแน่นหนา แถมยังหนักด้วย

แล้วเพื่อนผู้อ่านที่รักใช้สลิปเปอร์กันบ้างไหมคะ พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ.




"ซาระซัง"
สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...