xs
xsm
sm
md
lg

ไม้เบื่อไม้เมา เกาหลีใต้ vs ญี่ปุ่น ในสงครามการค้า

เผยแพร่:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์


ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


ความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ในการค้าระหว่างประเทศกำลังขยายวง แรกเริ่มเป็นแค่ปัญหาระหว่างสองประเทศในระดับภูมิภาค แต่หลังจากผ่านมาครึ่งเดือนก็ส่อเค้าว่าจะเป็นปัญหาระดับโลกเมื่อข้อพิพาทของคู่กรณีจะเข้าสู่ที่ประชุมขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization; WTO) ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และต่อไปผู้ชมในโลกจะเข้าข้างฝ่ายใดก็เป็นเรื่องของวิจารณญานของใครของมัน สำหรับเรื่องราวที่นำมาเล่าในวันนี้ย่อมมีทั้งข้อมูลและความคิดเห็น กองเชียร์ของแต่ละประเทศคงมีอยู่ไม่น้อย แต่จะเชียร์ฝ่ายใดหรือจะไม่เชียร์ใครเลย...ขอให้มองอย่างเป็นกลาง

ก่อนจะมาถึงเรื่องความขัดแย้งทางการค้า คงต้องมองย้อนความสัมพันธ์กันเสียหน่อย จากอดีตอันยาวนานพบว่าญี่ปุ่นกับคาบสมุทรเกาหลีมีเรื่องบาดหมางกันมาตลอด จริงอยู่อาจมองได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะประเทศที่อยู่ใกล้กันมักกระทบกระทั่งกัน ประเทศในภูมิภาคอื่นทั่วโลกก็เป็นแบบนี้รวมทั้งไทยกับเพื่อนบ้านบางประเทศด้วย แต่ของญี่ปุ่นกับคาบสมุทรเกาหลีนี่สาหัส จะเรียกว่าข้ามภพข้ามชาติก็คงได้

สิ่งที่ทำให้ชนชาติเกาหลีแค้นญี่ปุ่นชนิดที่ยากจะลบเลือนคือความเดือดร้อนจากการถูกกระทำเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นเข้าไปรุกรานและยึดคาบสมุทรเกาหลีเป็นเมืองขึ้นอยู่กว่าสามทศวรรษ กระทั่งได้เอกราชเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งผ่านมาไม่ถึงร้อยปี คนเกาหลียุคก่อน ๆ โกรธญี่ปุ่นมาก ความโกรธแค้นได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ทางความรู้สึกอย่างเหนียวแน่น แม้เจือจางลงไปบ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังหลงเหลืออยู่ในคนเกาหลีรุ่นปัจจุบัน และถูกงัดขึ้นมาโจมตีญี่ปุ่นเป็นระยะถึงแม้ญี่ปุ่นยืนยันว่าได้ขอโทษและ ‘ใช้หนี้แค้น’ เป็นตัวเงินไปหมดแล้ว

พอเกาหลีแตกเป็นเหนือกับใต้ ทั้งเหนือและใต้ต่างก็ระหองระแหงกับญี่ปุ่นเรื่อยมา เกาหลีเหนือนั้นไม่ต้องพูดถึง จัดอยู่ในประเภทผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกับญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทุกวันนี้กรณีคนญี่ปุ่นถูกสายลับเกาหลีเหนือลักพาตัวไปก็ยังสะสางกันไม่สิ้น หรือกรณีเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนแกล้งทดลองยิงขีปนาวุธมาทางญี่ปุ่นจนถึงขั้นข้ามฟ้าข้ามแผ่นดินญี่ปุ่น ก็สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่คนญี่ปุ่นและเรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโลกไม่หยุดหย่อน

ส่วนเกาหลีใต้นั้นพอจะคุยกันรู้เรื่องบ้าง แต่ความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นก็ขึ้น ๆ ลง ๆ และคาดว่าคงจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานหากยังมีการนำประเด็นประวัติศาสตร์มาปั่นกระแสชาตินิยมต่อไป ตอนนี้จะบอกว่าเป็นมิตรกันโดยสนิทใจก็ไม่ใช่ หรือจะบอกชัด ๆ ว่าเป็นศัตรูกันก็ออกจะขาดวุฒิภาวะในฐานะผู้เจริญ และล่าสุดความสัมพันธ์ก็อยู่ในขาลงอีกเมื่อเกิดข้อพิพาททางการค้า

ทั่วโลกมองในทิศทางเดียวกันว่า นอกจากจีนกับสหรัฐแล้ว สงครามการค้าคู่ใหม่กำลังเริ่มขึ้น แต่ทางญี่ปุ่นบอกว่าญี่ปุ่นแค่เป็นห่วงเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ถึงได้ควบคุมการส่งออกวัตถุบางอย่างที่อาจถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธ (มีการตีความกันว่าส่งไปให้เกาหลีเหนือผลิตอาวุธ ทางเกาหลีใต้ออกมาบอกว่าไม่เคยทำอย่างนั้น ทางญี่ปุ่นเองก็บอกว่ารัฐบาลเพียงแต่กล่าวกลาง ๆ ถึงความเสี่ยงทำนองนั้น ไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นเกาหลีเหนือเสียหน่อย) ซึ่งนโยบายนี้บังเอิญว่ากระทบกับอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้เข้า...ก็เท่านั้นเอง ทำนองว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ...ย่อมแล้วแต่การวิเคราะห์

กรณีของเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของข้อพิพาทปรากฏชัดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2019 เมื่อญี่ปุ่นประกาศควบคุมการส่งออกไปยังเกาหลีใต้ให้เข้มงวดขึ้น โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม สิ่งที่ถูกควบคุมคือเคมีภัณฑ์ 3 ชนิด ได้แก่ 1) ฟลูออริเนตเต็ด พอลิอิมิดส์ (fluorinated polyimides) ซึ่งใช้ในการผลิตหน้าจอสมาร์ตโฟนรวมทั้งของไอโฟนด้วย, 2) โฟโตเซนซิไทซิง เอเจนต์ รีซิสต์ (photosensitising agent resist) ใช้ในกระบวนการผลิตชิป, 3) ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ (hydrogen fluoride) ใช้กัดกรดในสารกึ่งตัวนำ (เซมิคอนดักเตอร์) สำหรับ 2 ชนิดหลังนี้ ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายคือสมาร์ตโฟน โทรทัศน์ และเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และทั้งหมดนี้นำไปใช้ในการผลิตอาวุธได้

เท่าที่ผ่านมาบริษัทญี่ปุ่นได้รับอนุญาตให้ขายของเหล่านี้แก่บริษัทเกาหลีใต้ได้โดยทำสัญญาได้สูงสุด 3 ปีแบบยกชุด แต่เมื่อญี่ปุ่นเริ่มควบคุม เมื่อจะซื้อขาย จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตทำสัญญาเป็นอย่าง ๆ ไป และเมื่อยื่นแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทุกกรณี ผลที่สุดกระบวนการส่งออกจะยากขึ้นและกินเวลายาวนานขึ้น เมื่อการควบคุมเริ่มมีผล บริษัทใหญ่อย่างซัมซุงของเกาหลีใต้รู้ทันทีว่าจะมีของป้อนการผลิตไม่ทันเพราะญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตของเหล่านี้รายใหญ่ หลังจากนโยบายเริ่มมีผลได้ 3 วัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม นายอี แจยง (Lee Jae-yong) รองประธานของซัมซุงก็บินไปญี่ปุ่นเพื่อเจรจากับบริษัทภาคเอกชนเพื่อหาทางออก

นอกจากซัมซุงแล้ว บริษัทรายใหญ่อื่น ๆ ของเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบเช่นกัน รัฐบาลเกาหลีใต้เดือดร้อนทันทีและส่งเจ้าหน้าที่ไปคุยกับทางญี่ปุ่นแบบไม่เปิดเผย ผลเป็นอย่างไรไม่ปรากฏชัด แต่ดูจากท่าทางของทั้งสองฝ่ายหลังจากนั้น คาดว่าคงคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วเกาหลีใต้ก็ประกาศออกสื่อว่าจะนำเรื่องนี้ไปฟ้อง WTO แต่ทางด้านญี่ปุ่นกลัวเสียที่ไหนเล่า ยันกลับไปว่าญี่ปุ่นมีเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการค้า ที่สำคัญคือญี่ปุ่น “ไม่ได้ห้าม” การส่งออก แต่ปรับระบบให้เข้มงวดขึ้นเท่านั้นเอง และพร้อมจะอภิปรายที่การประชุมของ WTO ในวันที่ 23-24 กรกฎาคมนี้ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในระดับประชาชน ที่เกาหลีใต้เกิดการประท้วงต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นขึ้นแล้ว ส่วนในญี่ปุ่น แม้ไม่เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ทำนองนั้น แต่หนังสือพิมพ์อาซาฮิจัดสำรวจความคิดเห็นทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 13-14 กรกฎาคม และพบว่าในบรรดาผู้ตอบการสำรวจ 1,001 คน มีผู้เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่น 56% และมีผู้ไม่เห็นด้วย 21% นอกจากนี้ ทางญี่ปุ่นยังวางแนวทางอีกว่า ในเดือนสิงหาคมนี้จะถอนชื่อเกาหลีใต้ออกจาก “บัญชีขาว” หรือ “ประเทศขาว” (ホワイト国) ซึ่งหมายถึงประเทศที่เชื่อใจได้ด้านการค้าระหว่างกันและได้รับสิทธิพิเศษบางอย่างในการค้า ปัจจุบันมี 27 ประเทศ เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว การควบคุมจะครอบคลุมกว้างออกไปมากกว่าของ 3 ชนิดข้างต้น เหล่านี้คือสถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุดของสองประเทศนี้ ถ้าพูดภาษาบ้าน ๆ คือ กำลังทะเลาะกัน

เมื่อญี่ปุ่นเลือกที่จะทำเช่นนี้ ก็น่าคิดว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น กระแสวิเคราะห์ชี้ไปในทางเดียวกันว่านี่คือการตอบโต้เกาหลีใต้ที่ ‘เล่นไม่เลิก’ หรือ ‘พูดไม่รู้ฟัง’ หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดคือ ศาลเกาหลีใต้มีคำสั่งยึดทรัพย์บริษัทนิปปอนสตีล แอนด์ ซูมิโตโมเมทัลคอร์ปในเกาหลีใต้สืบเนื่องจากคดีบริษัทญี่ปุ่นบังคับใช้แรงงานเกาหลีใต้สมัยสงคราม แต่ทางฟากรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่า นี่ไม่ใช่มาตรการตอบโต้การตัดสินประเด็นคนงานเกาหลีใต้ถูกบังคับใช้แรงงาน (โยชิฮิเดะ ซูงะ, เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น, 2 กรกฎาคม 2019)

แต่คำถามคือ “จริงหรือ?” ถ้าเป็นอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คงมีคำตอบออกมาตรง ๆ แล้วว่า “จะเอาคืนเพราะรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ” แต่ญี่ปุ่นยังไม่กล้าพูดถึงขนาดนั้น เพราะถ้าตอบว่า “ใช่...นี่คือการตอบโต้” คงจะดูน่าเกลียดหรืออาจจะถูกครหาได้ และอีกหลายเรื่องในอดีตอาจจะถูกขุดขึ้นมาโจมตีไม่รู้จบ แต่ในทางกลับกัน หากจะบอกว่าไม่ใช่การตอบโต้ ก็คงจะต้องเตรียมเหตุผลเหมาะ ๆ เอาไว้ตอบให้ผู้คนหายข้องใจ

อันที่จริง ญี่ปุ่นเตรียมเหตุผลไว้ด้วย โดยปรากฏเป็นคำประกาศของกระทรวงเศรษฐกิจฯ ซึ่งระบุว่าวัตถุประสงค์ของมาตรการครั้งนี้ คือ “ระบบบริหารจัดการการส่งออกตามกฎระเบียบแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศนั้น ตั้งอยู่บนฐานความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกันและกันระหว่างประเทศ แต่จากการพิจารณาของกระทรวงและสำนักงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าไม่อาจเลี่ยงที่จะระบุว่าความสัมพันธ์บนพื้นฐานความไว้วางใจระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้นั้นตกอยู่ในสภาพบกพร่องด่างพร้อยอย่างเด่นชัด ในสถานการณ์เช่นนี้ ได้เกิดความยากลำบากขึ้นในการบริหารจัดการการส่งออกภายใต้ความสัมพันธ์บนพื้นฐานความไว้วางใจกับเกาหลีใต้ และยังเกิดประเด็นปัญหา ที่ไม่เหมาะสมสืบเนื่องจากการบริหารจัดการการส่งออกที่เกี่ยวกับเกาหลีใต้ด้วย เมื่อคำนึงถึงการปฏิบัติอย่างเหมาะสมด้านนี้ จึงกำหนดให้ปฏิบัติตามระบบที่เข้มงวดดังที่ระบุ”

ส่วนที่ถูกยกขึ้นมาวิจารณ์มากที่สุดคือคำว่า “ประเด็นปัญหา” เพราะไม่มีคำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนว่าปัญหาคืออะไร มีแต่การตีความกันไปเรื่อยจากคำให้สัมภาษณ์ของนักการเมืองคนโน้นคนนี้ทำนองว่าสิ่งที่ส่งออกไปนั้นจะลงเอยที่โรงงานผลิตอาวุธ เหล่านักวิเคราะห์เชื่อว่าจริง ๆ แล้ว ญี่ปุ่นอยากจะตอบโต้เกาหลีใต้นั่นแหละ นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะเองก็ถึงกับพูดเป็นนัยว่า “เห็นได้ชัดว่า (เกาหลีใต้) ไม่รักษาสัญญาที่ประเทศทำกับประเทศ (ในเมื่อเป็นเช่นนี้) ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่จะคิดว่าเกาหลีใต้คงจะรักษาการบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศไม่ได้เช่นกัน”

“สัญญา” ที่ผู้นำญี่ปุ่นเอ่ยนั้นหมายถึง “ข้อตกลงสิทธิการเรียกร้องค่าใช้จ่ายปี 1965” ซึ่งใจความสำคัญข้อหนึ่งคือต่างฝ่ายต่างยอมรับว่าปัญหาการเรียกร้องเงินค่าใช้จ่าย (ค่าเสียหาย) ใด ๆ ระหว่างกันนั้นยุติลงแล้วทั้งหมดและถึงที่สุดแล้ว แต่ทว่าเกาหลีใต้ยังมีประเด็นมาเรียกร้องอีก ข้อตกลงนี้เปิดทางไว้เผื่อกรณีพิพาทด้วย กล่าวคือ หากตีความไม่ตรงกันและก่อให้เกิดข้อพิพาท จะแก้ปัญหาโดยวิธีทางการทูต หากยังแก้ไม่ได้อีก ให้ใช้อนุญาโตตุลาการ (ประเทศที่ 3)

กรณีแรงงานเกาหลีใต้ช่วงสงครามดูเหมือนแก้ไม่ได้ด้วยการทูต จึงเริ่มหันไปสู่อนุญาโตตุลาการโดย กำหนดเส้นตายการตั้งคณะพิจารณาไว้ในวันที่ 18 มิถุนายน 2019 แต่ดูเหมือนเกาหลีใต้ไม่ขยับ พอเลยกำหนด วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 19 มิถุยายนก็เสนอว่า บริษัทญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ควรร่วมกันออกเงินตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้แรงงานเมื่อครั้งกระโน้น คราวนี้แหละ...ญี่ปุ่นฉุน เพราะถือว่าเกาหลีใต้ไม่รักษาสัญญาและยังส่อแววเจ้าเล่ห์อีก ญี่ปุ่นนิ่งไปพักหนึ่ง เดือนถัดมาจึงประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกตามที่เป็นข่าวสะเทือนโลกในขณะนี้

เมื่อมองไปที่ผู้นำญี่ปุ่น จริง ๆ แล้วท่าทีคับข้องใจของนายอาเบะเป็นที่เข้าใจได้ เพราะในช่วงสองสามปีมานี้ เกาหลีใต้แหย่ญี่ปุ่นหลายที เรื่องกองทุนอะไรนี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ประสบการณ์ครั้งก่อนชี้ให้เห็นว่าบางทีพูดกันดี ๆ ก็แก้ปัญหาไม่เสร็จสักที เรื่องที่เกิดขึ้นคือประเด็นสตรีผู้ให้ความสำราญแก่ทหารญี่ปุ่นช่วงสงคราม นี่ก็เรื่องใหญ่เช่นกัน ทางออกที่ตกลงร่วมกันคือ ปี 2015 ตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อปลอบขวัญผู้ได้รับผลกระทบ แล้วจู่ ๆ ทางเกาหลีใต้ก็ลุกขึ้นมายกเลิกเอาดื้อ ๆ, หรือกรณีแหย่รังแตนอีกหนึ่งกรณีที่ถือว่าหยามกันซึ่งหน้าคือ เรือรบของเกาหลีใต้เล็งเรดาร์ล็อกเป้ายิงไปที่เครื่องบินลาดตระเวนของญี่ปุ่น เรื่องกวนใจเหล่านี้คงทำให้ผู้นำญี่ปุ่นหงุดหงิดสะสมอยู่ไม่น้อย พอมาถึงเรื่องเรียกเงินชดใช้ให้แรงงานทั้ง ๆ ที่ตกลงกันแล้วว่าจบนะ...ประกอบกับตัวอย่างที่นายทรัมป์ผู้นำอเมริกาสร้างไว้...คล้ายกับเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เลขที่ออกจึงเป็นสงครามการค้าญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

ไม่ว่าญี่ปุ่นจะใช้คำว่าอะไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินี่คือสงครามการค้า และก็ห้ามไม่ให้คนคิดไม่ได้ด้วยว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นทำคือการตอบโต้เกาหลีใต้ ทว่าในยุคปัจจุบัน เมื่อการค้าระหว่างประเทศโยงใยเกือบทั้งโลกเข้าด้วยกัน นี่ไม่ใช่ปัญหาของสองประเทศแล้ว การทะเลาะกันระหว่างสองผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคู่กรณีโดยตรงเท่านั้น แต่ส่งผลไปถึงผู้บริโภคทั่วโลกด้วย และในทางเศรษฐศาสตร์ เหตุการณ์แบบนี้จะทำให้กราฟอรรถประโยชน์รวมของทั้งโลกลดลง ภายในประเทศญี่ปุ่นเอง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงแสดงทัศนะว่าญี่ปุ่นควรทบทวนนโยบายเสียใหม่ เพราะการทำแบบนี้จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย อาจจะได้แค่ความสาแก่ใจ และไม่ว่าฝ่ายไหนจะมีกองเชียร์มากกว่ากัน ก็ขอให้รู้ว่าในสงครามการค้า ทุกฝ่ายมีแต่เสียผลประโยชน์ทั้งนั้น

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.mgronline.com



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...