คอลัมน์ "เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น" โดย "ซาระซัง"
สวัสดีค่ะเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน สัปดาห์ก่อนฉันเล่าเรื่องความรู้สึกช็อคต่ออาหารการกินของญี่ปุ่นในฐานะคนไทยไปแล้ว สัปดาห์นี้ขอพูดถึงความรู้สึกที่คนญี่ปุ่นมีต่ออาหารการกินของคนไทยเท่าที่ฉันจำได้จากประสบการณ์ก็แล้วกันนะคะ
ทำไมเครื่องดื่มหวานจ๋อยขนาดนี้!?
เรื่องนี้เหมือนจะเป็นประเด็นฮิตที่ได้ยินบ่อย คนญี่ปุ่นที่เคยมาเมืองไทยจะพูดคล้าย ๆ กันว่า “เครื่องดื่มที่ไทยดูน่าอร่อยอยู่หรอก พวกน้ำสมุนไพรอะไรงี้ แต่พอได้ลองแล้ว โอ้โห หวานจ๋อยยยยย ดื่มเข้าไปได้อย่างไร อย่างกับน้ำเชื่อม”
ที่จริงฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมเครื่องดื่มบ้านเราถึงใส่น้ำตาลเยอะขนาดนั้น แม้ว่าจะใส่น้ำแข็งอัดเสียเต็มแก้วเหมือนจะช่วยเจือจางรสหวานลงให้พอดี ๆ ได้ แต่ส่วนใหญ่เราก็มักดูดเครื่องดื่มหมดแก้วก่อนน้ำแข็งจะทันละลายอยู่ดี เลยคิดว่าหากใส่น้ำตาลน้อยลงสักครึ่งหนึ่งเป็นอย่างต่ำน่าจะกำลังเหมาะ ยิ่งเดี๋ยวนี้คนห่วงสุขภาพกันมากกว่าแต่ก่อน ถ้าร้านส่วนใหญ่ลดน้ำตาลในเครื่องดื่มลงได้คงดีต่อลูกค้า และลดต้นทุนสินค้าได้ด้วย
ฉันเคยถามร้านกาแฟแห่งหนึ่งว่าปกติใส่หวานแค่ไหน (ถามอย่างนี้เพราะไม่แน่ใจว่าใส่นมข้นหรือน้ำตาลหรือทั้งสองอย่าง) เขาตอบมาเป็นออนซ์ ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ฉันไม่คุ้น เลยให้เขาช่วยเทียบเป็นมาตรวัดอื่น เขาตอบว่า “ประมาณ 5 ช้อนโต๊ะค่ะ” ได้ยินแล้วแทบเป็นลมด้วยความตกใจว่าห้าช้อนโต๊ะคือความหวานขนาดปกติหรือนี่ !!
อีกอย่างที่เป็นที่โจษจันกันพอสมควรในหมู่คนญี่ปุ่นคือ เครื่องดื่มชาเขียวบรรจุขวดที่เมืองไทยใส่น้ำตาล จำได้ว่าเพื่อนคนญี่ปุ่นเคยซื้อมาแล้วพอดื่มเข้าไปคำเดียวก็แทบพ่น พลางบ่นอุบอิบ “อะไรกันเนี่ย ทำไมชาเขียวมันหวาน ๆ !?” แล้วก็บ่นว่าชาเขียวเขาไม่ใส่น้ำตาลดื่มกัน
อาหารญี่ปุ่นรสหวานเจี๊ยบ
อันนี้ขอออกตัวว่าคงเป็นแค่บางร้านนะคะ คือเมื่อก่อนมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นทำงานควบคุมดูแลร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งซึ่งเริ่มมาเปิดสาขาที่ไทย เขาจึงชวนไปรับประทานอาหารที่ร้าน พอสั่งอาหารมาแล้วรับประทานดู เขาถามว่าเป็นอย่างไร ฉันตอบไปตามตรงว่ารสออกจะหวาน ๆ นะ และถามกลับไปบ้างว่าเป็นอย่างไร อร่อยไหม เขาทำหน้าอยากจะร้องไห้แล้วโอดครวญเหมือนอัดอั้นมานาน “มันจะไปอร่อยได้ยังไง หวานจนเลี่ยนจะแย่อยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมรสชาติมันถึงเป็นแบบนี้”
ฟังแล้วเห็นใจแต่ก็แอบขำสีหน้าหลุด ๆ ที่นาน ๆ จะเห็นคนญี่ปุ่นทำเสียที ถ้ามองจากมุมมองเจ้าของสัญชาติอาหาร ก็เข้าใจได้ว่าคงไม่ปลื้มกับรสอาหาร เพราะรู้ว่ารสชาติอย่างนี้มันไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นอย่างที่เขาภูมิใจ แต่ถ้ามองจากมุมมองลูกค้าในพื้นที่ ฉันว่ารสชาติอย่างนั้นน่าจะถูกปากหลายคน และน่าจะได้ลูกค้ากลุ่มใหญ่อยู่ ที่จริงถ้าบริษัทเขาจะเลือกรักษารสชาติแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ หรือใกล้เคียงที่สุดก็ทำได้ แต่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็จะกลายเป็นอีกกลุ่มหนึ่งแทน
รับประทานโจ๊กและข้าวต้มทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ป่วย
หลายเดือนก่อนฉันเป็นไข้หวัด สามีจึงทำข้าวต้มให้รับประทาน ฉันก็เลยนึกขึ้นได้ว่าปกติแล้วคนญี่ปุ่นไม่ค่อยจะรับประทานข้าวต้มกันเลย ยกเว้นแต่ในเวลาป่วยเท่านั้น และมักเป็นข้าวต้มเปล่า ๆ กับบ๊วยดอง หรือไม่ก็ใส่ไข่ผสมลงไปในข้าวต้มขาว แล้วปรุงรสด้วยดาชิและโชยุ ส่วนโจ๊กแบบบ้านเรานี่เดาว่าคงไม่มีในญี่ปุ่น อาจจะมีในไชน่าทาวน์หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ฉันไปมาหลายทีก็ยังไม่เคยเห็นนะคะ
ครอบครัวฉันที่ไทยบางทีก็รับประทานข้าวต้มกับกับข้าวในมื้อเช้าบ้างมื้อเย็นบ้าง หรือบางทีก็รับประทานโจ๊กตอนเช้ากันเป็นเรื่องปกติ ฉันคิดว่าข้าวต้มหรือโจ๊กนี่มันย่อยง่ายดี เลยเสนอไอเดียกับคุณแม่สามีว่าทำข้าวต้มให้คุณยายทานแทนข้าวสวยดีไหม คุณยายจะได้เคี้ยวง่าย คุณแม่สามีรีบบอกสีหน้าเครียด “คนญี่ปุ่นไม่ทานข้าวต้มกันถ้าไม่ได้ป่วย”
ได้ยินน้ำเสียงกุลีกุจอรีบพูดเหมือนได้ทีดังนั้นแล้ว ฉันก็นึกฉงน จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งคุณแม่สามีเคยมาอยู่บ้านฉันที่เมืองไทย แล้ววันนั้นพวกเราทำโจ๊กรับประทานกันทั้งบ้านพอดีเลย ฉันกุมขมับร้อง “ไอ้หยา!” ในใจ… สงสัยวันนั้นคุณแม่สามีคงอึดอัดพิกลว่าทำไมบ้านฉันถึงเสิร์ฟอาหารคนป่วยรับประทานกันหน้าตาเฉยอย่างนั้น แต่ก็จำได้ว่าคุณแม่สามีและสามีไม่ได้แสดงท่าทีผิดสังเกตอย่างไรให้เห็น ตอนนั้นก็ไม่ทราบเลยว่าแล้วบ้านเขาไม่รับประทานกันอย่างนี้
เคยถามสามีว่าถ้าเรามองเฉพาะประโยชน์ของการรับประทานข้าวต้มในแง่ที่ว่ามันย่อยง่ายกว่าและน่าจะดีต่อสุขภาพคนสูงอายุมากกว่า แล้วมองข้ามเรื่องป่วยไม่ป่วยได้ไหม สามีบอกว่าอย่าเลย เดี๋ยวคุณยายจะคิดมากและรู้สึกไปว่าตัวเองกำลังป่วยอยู่ สุดท้ายก็เลยต้องพับความคิดนี้ไป
ส่วนพวกข้าวต้มเครื่องแบบบ้านเรา ญี่ปุ่นก็มีเหมือนกัน เขาเรียกว่า “โซซุย” (雑炊) ไม่ค่อยรับประทานเป็นอาหารหลักชามเดียวจบแบบบ้านเรา ส่วนมากที่เห็นคือเวลารับประทานหม้อไฟอิ่มแล้ว ยังเหลือเครื่องน้อยนิดหรือไม่เหลือ แต่ยังมีน้ำซุปอยู่ เขาก็จะใส่ข้าวสวยลงไป อาจจะตอกไข่ลงไปคน ใส่ต้นหอมซอย แล้วรับประทานเป็นการตบท้าย
พูดถึงข้าวต้มเครื่องแล้วคิดถึงแม่ เมื่อก่อนตอนฉันทำงานอยู่เมืองไทย กลับมาถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้าอยู่บ่อย ๆ แม่จะถามว่าทำข้าวต้มกุ้งให้เอาไหม แต่ฉันก็เกรงใจว่ามืดค่ำแล้วแม่ต้องมาลำบากหาอะไรให้ฉันรับประทานอีก แต่แม่ยืนยัน บอกว่าทำแป๊บเดียวก็เสร็จ ได้รับประทานข้าวต้มกุ้งของแม่ทีไร นอกจากจะอร่อยสบายท้องแล้ว ยังรู้สึกมีความสุข และรับรู้ถึงความรักความอาทรของแม่ทุกที
ใส่น้ำแข็งในเบียร์
เมื่อก่อนฉันไม่ได้สังเกตเลยค่ะว่าประเทศอื่นเขาดื่มเบียร์ไม่ใส่น้ำแข็งกัน จนกระทั่งเห็นรายการโทรทัศน์ญี่ปุ่นที่ทำรายการเกี่ยวกับเมืองไทย คนญี่ปุ่นพากันตกใจที่เห็นคนไทยใส่น้ำแข็งลงในเบียร์ด้วย
ที่จริงตลอดเวลาที่ญี่ปุ่น ฉันก็ไม่เคยเห็นใครใส่น้ำแข็งลงในแก้วเบียร์กัน แต่ไม่ทันได้เอะใจ คงเพราะญี่ปุ่นอากาศเย็นหรือหนาวเป็นส่วนใหญ่ และภายในร้านอาหารก็อุณหภูมิสบาย ๆ อยู่แล้ว ไม่เหมือนบ้านเราที่ร้านอาหารหลายแห่งจะจัดโต๊ะนอกห้องปรับอากาศกัน คงเพราะความร้อนของบ้านเรา ขืนไม่ใส่น้ำแข็ง ไม่ทันไรเบียร์แช่เย็นก็คงกลายเป็นเบียร์อุณหภูมิห้องไปแน่ ๆ
ช้อนส้อมใช้อย่างไร
ที่จริงเรื่องนี้น่าจะเป็น culture shock สำหรับฉันเองมากกว่า คือด้วยความที่ชาติตะวันตกก็มีช้อนส้อมและมีด ทำให้ฉันนึกว่าการรับประทานด้วยช้อนส้อมแบบคนไทยเป็นวัฒนธรรมสากลเสียอีก แต่ตอนที่มีเพื่อนคนญี่ปุ่นมาพักที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันถึงได้รู้ว่าเข้าใจผิด ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจว่าเพื่อนจะใช้ช้อนส้อมไม่ถูก แต่พอดีเหลือบไปเห็นเพื่อนดูเก้ง ๆ กัง ๆ เหมือนไม่รู้ว่าทำไมต้องใช้ช้อนคู่กับส้อม ฉันก็เลยสอนวิธีใช้ช้อนส้อมแบบคนไทยให้ดู เธอก็ทำตามอย่างตั้งใจ ดูน่ารักดีค่ะ
จะว่าไปแล้วส่วนใหญ่ที่ญี่ปุ่นก็ใช้แต่ตะเกียบ ส้อมไว้ใช้จิ้มหรือพันเส้นสปาเก็ตตี้ใส่ช้อน ส่วนช้อนก็ใช้รับประทานข้าวที่ไม่ได้มีกับข้าวแยกต่างหาก เช่น ข้าวผัด ข้าวราดแกงกะหรี่ แต่จะไม่ได้ใช้ส้อมช่วยเขี่ยอาหารใส่ช้อนแบบเรา เดาว่าคงเป็นเพราะข้าวสวยของเขาจะเหนียวและเกาะกันเป็นก้อน ไม่ร่วนแบบข้าวสวยของไทย จึงไม่ค่อยกระจัดกระจายให้ต้องใช้ส้อมช่วยเขี่ย
กินน้ำจากขวดทำไมต้องใช้หลอด
วันหนึ่งในกรุงเทพฯ ขณะที่รุ่นน้องคนไทยกำลังดื่มน้ำจากขวดผ่านหลอด เพื่อนคนญี่ปุ่นเห็นเข้าก็ถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมถึงต้องใช้หลอด” เพราะเธอเห็นว่าเปิดขวดเอาก็ดื่มได้แล้ว รุ่นน้องก็อึ้งไปเพราะตัวเองก็ไม่เคยนึกถึงเหมือนกัน เขาจึงเดาว่า “ไม่รู้สิ คงกลัวว่าถ้าดื่มจากปากขวดเลย มันคงจะหกใส่จมูกละมั้ง”
ตอนนั้นฉันก็เพิ่งนึกได้ว่าไม่เคยเห็นคนต่างชาติใช้หลอดดื่มน้ำจากขวด ตัวฉันเองในเวลานั้นก็ไม่ใช้หลอดอยู่เหมือนกันเพราะรู้สึกเปลือง และเพื่อนคนไทยคนหนึ่งก็คิดแบบเดียวกัน แต่พอพี่ของเธอเห็นเธอดื่มน้ำจากขวดโดยตรงก็ดุว่าไม่สุภาพเรียบร้อย ฉันเลยนึกออกอีกอย่างว่าคลับคล้ายคลับคลาเหมือนที่โรงเรียนก็เคยสอนไว้ตอนเด็ก ๆ ว่าไม่ควรดื่มน้ำจากขวดโดยตรง ต้องใช้หลอดเพื่อความสุภาพ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ
ถ้าเป็นสมัยนี้ที่ทราบกันทั่วไปว่าหลอดพลาสติกทำร้ายและทำลายสัตว์ทะเลจนได้รับความทุกขเวทนามากขนาดไหน คนก็คงจะใช้หลอดกันน้อยลงกว่าเดิม เดี๋ยวนี้หลายร้านเริ่มใช้หลอดกระดาษแทน บางคนก็จะพกหลอดสเตนเลสหรือหลอดซิลิโคนของตัวเองเพื่อลดการสร้างขยะจากหลอดพลาสติก หรือพกแก้วของตัวเอง แรก ๆ อาจจะวุ่นวายหน่อยกับการพก แต่พอทำจนชินก็จะรู้สึกว่าไม่ได้เป็นภาระ และสบายใจที่รู้ว่าวิถีชีวิตเราลดการเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นได้ด้วย
ภาพจาก https://twitter.com/greeneryorg/status/1006867612012195840
พูดเรื่อง culture shock อยู่ดี ๆ ไหงมาจบลงที่เรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ละนี่ ฉันเองก็งง ๆ ค่ะ
เพื่อนผู้อ่านเจอ culture shock ไทย-ญี่ปุ่นอะไรกันมาบ้าง อย่าลืมเล่าให้ฟังนะคะ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดีค่ะ.
"ซาระซัง" สาวไทยที่ถูกทักผิดว่าเป็นสาวญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ เรียนภาษาญี่ปุ่นตั้งแต่ชั้นประถม และได้พบรักกับหนุ่มแดนอาทิตย์อุทัย เป็น “สะใภ้ญี่ปุ่น” เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงโตเกียวนานกว่า 5 ปี ปัจจุบันติดตามสามีไปทำงาน ณ สหรัฐอเมริกา ติดตามคอลัมน์ “เรื่องเล่าสะใภ้ญี่ปุ่น” ที่ MGR Online ทุกวันอาทิตย์.


