xs
xsm
sm
md
lg

นักศึกษาต่างชาติหนีวีซ่า (?) ในยุคที่ญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงาน

เผยแพร่:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์


ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


ท่ามกลางภาวะประชากรลดในญี่ปุ่น ปัญหาหลายอย่างค่อย ๆ ผุดขึ้นมาโดยเฉพาะเรื่องแรงงาน การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการหาคนมาทำงานแทนเท่านั้น เพราะเรื่องนี้โยงไปถึงเศรษฐกิจทั้งระบบ และต่อเนื่องไปถึงกฎหมาย ตลอดจนการศึกษาด้วย จึงจำเป็นต้องมองอย่างครอบคลุม แต่ดูเหมือนบางเรื่องก็หลุดรั่วออกไปอย่างเหนือความคาดหมายและต้องตามแก้ อย่างเรื่องนักศึกษาต่างชาติเป็นต้น

อันที่จริง ก่อนที่ญี่ปุ่นจะลงมือแก้ปัญหาแรงงานอย่างจริงจังที่สุดในปี 2019 ด้วยการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติเข้าสู่ประเทศง่ายขึ้นนั้น ได้มีการใช้มาตรการอย่างหนึ่งมาแล้ว โดยหวังจะชะลอความขาดแคลนแรงงานพร้อมทั้งพยุงความสามารถด้านการแข่งขันของญี่ปุ่นในระดับโลกไว้ด้วย มาตรการที่ว่านั้นคือ “การศึกษา” แต่การศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาวและอาจตอบสนองไม่ตรงจุดเสมอไป ในที่สุดญี่ปุ่นจึงต้องเปิดรับแรงงานโดยตรง เพราะผลสัมฤทธิ์ของนโยบายการศึกษานั้นแก้ปัญหาแรงงานได้ไม่ทันการณ์ และนอกจากจะไม่ทันการณ์แล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาบางอย่างแทรกขึ้นมาอีก

มาตรการด้านการศึกษาของญี่ปุ่นในที่นี้หมายถึง “การเพิ่มจำนวนนักศึกษาต่างชาติ” ให้ถึง 300,000 คนภายในปี 2020 โดยหวังว่าจะดึงคนหัวดีจากต่างประเทศให้มาเรียนที่ญี่ปุ่นมากขึ้น เมื่อเรียนจบแล้วก็ส่งเสริมให้ทำงานในญี่ปุ่นต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อญี่ปุ่นแน่นอน แนวทางนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2008 และจำนวนนักศึกษาต่างชาติก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (ยกเว้นช่วงหลังจากปี 2011 ใหม่ ๆ เพราะปีนั้นเกิดแผ่นดินไหวใหญ่และสึนามิทางตะวันออกเฉียงเหนือ และอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะไดอิจิ ทำให้หลายคนมองว่าญี่ปุ่นไม่ปลอดภัยที่จะไปเรียน) สิบปีต่อมาประมาณกลางปี 2018 ญี่ปุ่นมีนักศึกษาต่างชาติราว 299,000 คน ไม่ห่างจากเป้าหมายนัก หรือจะเรียกว่าประสบความสำเร็จก็ได้ เร็วกว่าเป้าหมายด้วยซ้ำ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นประเด็นระดับประเทศในขณะนี้คือ นักศึกษาต่างชาติ ‘หายตัว’ เป็นจำนวนมาก การหายตัวไม่ได้หมายถึงการประสบเหตุร้ายจนตามตัวไม่พบหรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ส่อเค้าว่าเป็นการหนีวีซ่าเพื่อไปทำงานโดยไม่ไปเรียนตามที่ควรจะไป หรือพูดง่าย ๆ คือใช้วีซ่านักศึกษาบังหน้าเพื่อมาทำงานในญี่ปุ่น

สภาพการณ์ทั่วไปของนักศึกษาต่างชาติในญี่ปุ่นตอนนี้คือ มีนักศึกษาจีนมากที่สุด เป็นเช่นนี้ติดต่อกันมาตลอดหลายปี จำนวนนักศึกษาจากไทยก็ติดหนึ่งในสิบ แต่เทียบกับจีนไม่ได้เลย ปัจจุบันนักศึกษาจีนมีมากถึงแสนกว่าคน ขณะที่นักศึกษาไทยอยู่ในหลักพัน และเมื่อแยกตามประเทศ 10 อันดับแรกมีดังนี้

ส่วนมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2017 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ทุกแห่ง มีดังนี้

1) มหาวิทยาลัยวาเซดะ (Waseda University; โตเกียว, เอกชน) 5,072 คน
2) มหาวิทยาลัยสวัสดิการโตเกียว (Tokyo University of Social Welfare; กุมมะ, เอกชน) 3,733 คน
3) มหาวิทยาลัยโตเกียว (Tokyo University; โตเกียว, รัฐบาล) 3,618 คน
4) มหาวิทยาลัยเศรษฐกิจแห่งญี่ปุ่น (Japan University of Economics; ฟูกูโอกะ, เอกชน) 2,983 คน
5) มหาวิทยาลัยริตสึเมกังเอเชียแปซิฟิก (Ritsumeikan Asia Pacific University; โออิตะ, เอกชน) 2,804 คน

ขณะที่ประชากรลด ในอีกด้านหนึ่งญี่ปุ่นก็ต้องการคงไว้หรือเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันระดับนานาชาติ จึงมีนโยบายที่มุ่งไปยังสถาบันอุดมศึกษา โดยเล็งไว้ว่าจะสอดคล้องกับการผ่อนคลายปัญหาแรงงานในระยะยาวด้วย มหาวิทยาลัยจึงเข้าสู่ช่วงปรับตัวขนานใหญ่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยขานรับนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการฯ ด้านความเป็นนานาชาติด้วยวิธีหลัก ๆ คือ 1) ทำสัญญาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและงานวิจัย, 2) ส่งนักศึกษาญี่ปุ่นไปเรียนต่างประเทศมากขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว, 3) ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาต่างชาติเข้ามามากขึ้น

ในการนี้ รัฐบาลไม่ได้ออกแค่นโยบาย แต่ออกเงินให้ด้วย ส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาความร่วมมือระหว่างสถาบันก็มีงบประมาณให้ไม่น้อย และส่วนที่เกี่ยวกับนักศึกษาก็มีทุนการศึกษาให้ เพราะการส่งคนไปเรียนต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายสูง และการดึงดูดคนจากต่างประเทศก็ต้องมีทุนการศึกษาเพราะค่าครองชีพในญี่ปุ่นสูง

เมื่อมองทางด้านสถาบัน เมื่อคนในประเทศที่จะเข้าเรียนต่อมหาลัยวิทยาลัยมีน้อยลง มหาวิทยาลัยจึงกระตือรือร้นที่จะหานักศึกษามาทดแทน และกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือนักศึกษาต่างชาติ ประกอบกับนโยบายของประเทศว่าด้วยการปรับมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นนานาชาติมากขึ้น จึงถือว่าสอดรับกันดี ในเบื้องต้นสิ่งเหลานี้ถือว่าทำได้สำเร็จ โดยเฉพาะ ‘ในด้านจำนวนนักศึกษาต่างชาติ’

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการนี้ เมื่อเกิดความหละหลวมขึ้นมาเมื่อไร สิ่งที่ญี่ปุ่นได้ก็อาจเป็นแค่ปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพ และแล้วก็มีข่าวไม่ดีเกิดขึ้นช่วงต้นปีนี้ว่านักศึกษาต่างชาติของมหาวิทยาลัยสวัสดิการสังคมโตเกียวหลายร้อยคนหายตัวไป บ้างถูกคัดชื่อออกเพราะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน บ้างตามตัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน หรือบางคนไม่ได้มาเรียนเลย เพียงแต่มีชื่ออยู่ในระบบ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกนำมาอภิปรายในรัฐสภาเพื่อให้ควบคุมตรวจสอบอย่างรัดกุมโดยเร็ว เพราะเหตุการณ์แบบนี้เข้าข่ายการหนีวีซ่า และแน่นอนว่าสถาบันต้นสังกัดย่อมถูกเพ่งเล็งว่าปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร

สำหรับผู้ที่มีผ่านการศึกษาในต่างประเทศมาคงทราบกันดีอยู่แล้วเรื่องวีซ่า ในทีนี้ขอสรุปคร่าว ๆ เผื่อท่านที่ไม่คุ้นเคย กล่าวคือ การเรียนในต่างประเทศต้องมีวีซ่านักศึกษา และโดยหลักการจะถูกจำกัดให้เรียนเป็นหลัก ห้ามทำงาน ยกเว้นในขอบข่ายตามที่กฎหมายกำหนด การจะได้มาซึ่งวีซ่านั้นสถาบันการศึกษาต้องออกหนังสือรับรองว่าคนผู้นั้นผ่านคุณสมบัติในฐานะนักศึกษาของที่นั่น ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการเรียนและความสามารถทางการเงินที่เพียงพอสำหรับการเรียนจนจบ ส่วนหลังคือจุดสำคัญของการขอวีซ่าและต้องมีหลักฐานมายืนยัน ผู้เรียนจะต้องส่งสำเนาเอกสารแสดงตัวเลขเงินฝาก หรือหนังสือรับรองด้านการเงินจากผู้ที่จะส่งเสีย เมื่อมหาวิทยาลัยพิจารณาว่าผ่านเกณฑ์แล้ว จะออกเอกสารตอบรับการเข้าเป็นนักศึกษาให้ผู้สมัครนำไปขอวีซ่า เมื่อได้วีซ่าจึงพำนักอยู่ในประเทศนั้นได้

ในกรณีของญี่ปุ่นก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน และวีซ่านักศึกษาอนุญาตให้ทำงานได้ สัปดาห์ละไม่เกิน 28 ชั่วโมง โดยต้องยื่นเรื่องขออนุญาตต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเสียก่อน ทางด้านผู้จ้างจะว่าจ้างนักศึกษาผู้นั้นไม่ได้หากนักศึกษายังไม่ได้รับอนุญาต แต่ในความเป็นจริง การยื่นขออนุญาตในญี่ปุ่นทำไม่ยาก (เพียงแต่เสียเวลา) ในบรรดานักศึกษาต่างชาติ จึงหาคนที่ไม่ทำงานพิเศษได้ยากมาก ส่วนจำนวนชั่วโมงการทำงานของคนเหล่านี้ เอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีใครไปตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าเกิน 28 ชั่วโมงหรือไม่ ยิ่งตอนนี้มีงานที่รอคนอยู่มากมาย งานพิเศษจึงเป็นแหล่งหาเงินชั้นดีของคนต่างชาติที่มาญี่ปุ่นด้วยวีซ่านักศึกษา

ถ้าดูจากจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจะพบว่า คนเวียดนามกับคนเนปาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และตอนนี้คนเวียดนามกำลังถูกจับตาดูอย่างมาก เพราะมีหลายกรณีที่มุ่งมาทำงานมากกว่ามาเรียน และต้องสงสัยว่ากู้หนี้ยืมสินมาตกแต่งบัญชีเงินฝากของตน โดยในเบื้องต้นสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่เรียนช่วงเช้า บ่ายว่าง ช่วงว่างก็เอาเวลาไปทำงานได้ แต่โรงเรียนสอนภาษาถูกจำกัดระยะเวลาการรับรองวีซ่า ผู้เรียนจะเรียนได้ประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น เมื่อพ้นจากโรงเรียนสอนภาษาแล้ว ถ้าอยากจะอยู่ต่อต้องไปยังสถาบันที่สูงขึ้น ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัย

นักศึกษาต่างชาติที่รู้ภาษาญี่ปุ่นบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเรียนร่วมกับคนญี่ปุ่นได้ทันที เพราะภาษาญี่ปุ่นระดับวิชาการนั้นยากกว่าระดับชีวิตประจำวันมาก มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นจึงมีระบบที่เรียกว่า “นักศึกษาวิจัย” ขึ้นมารองรับนักศึกษาเหล่านี้ คำว่า “วิจัย” ไม่ได้หมายความว่าคนเหล่านี้จะทำวิจัยหรืออะไรลึกซึ้งมากนัก ช่วงที่เป็นนักศึกษาวิจัยคือช่วงเวลา “เตรียมตัว” เพื่อเข้าเป็นนักศึกษาปกติเท่านั้น

นักศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะเข้าเรียนบางวิชาและอาจไม่ได้หน่วยกิต บ้างเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับที่สูงขึ้นตามที่มหาวิทยาลัยจัดสอน บ้างเรียนวิชาของอาจารย์ที่ตนคาดว่าจะขอให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นการเรียนที่ยังไม่หนักและมีเวลามากอีกเช่นกัน และแน่นอนว่าถ้าบริหารจัดการเวลาให้ดีโดยไม่ได้ตั้งใจจะเรียนเอาปริญญาจริงจัง ก็ยังมีเวลาไปทำงานพิเศษอีก และการเป็นนักศึกษาวิจัยเป็นได้ 1-2 ปีแล้วแต่มหาวิทยาลัย

ดังนั้น หากคำนวณเวลาตั้งแต่เรียนภาษาจนสิ้นสุดการเป็นนักศึกษาวิจัย จะได้ประมาณ 3-4 ปี กลายเป็นช่องทางสำหรับคนที่มุ่งหาเงินแต่ไม่ได้มุ่งเรียน การทำงานพิเศษในญี่ปุ่นได้ค่าจ้างคิดคร่าว ๆ ชั่วโมงละ 1,000 เยน (ราว 300 บาท) ถ้าทำเต็มที่ตามที่วีซ่ากำหนดจะได้ประมาณ 40,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดึงดูดใจไม่น้อยสำหรับประเทศที่ค่าครองชีพต่ำกว่าญี่ปุ่นมาก และกรณีแบบนี้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ ตามที่เป็นข่าวเพียงแต่ยังไม่ทราบตัวเลขที่แน่ชัด

ปัญหาปรากฏแล้ว รัฐบาลเริ่มเอาจริง และเล็งไปทางมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ส่งสัญญาณให้รู้ว่าอย่าสักแต่รับเข้ามา จะต้องติดตามกวดขันให้นักศึกษามาเรียนด้วยและควรเข้มงวดมากขึ้นในการรับ ดังนั้น ผลกระทบที่อาจส่งมาถึงนักศึกษาไทยคือ การสมัครไปเรียนที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโรงเรียนสอนภาษาหรือสถาบันที่ดูเหมือนจะเข้าง่าย ต่อไปอาจจะลำบากขึ้น ส่วนทางด้านรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็อาจจะต้องทบทวนนโยบายพร้อมกับออกมาตรการมารับมือมากขึ้น เช่น เข้มงวดกับนายจ้าง กำหนดให้มหาวิทยาลัยส่งรายงานจำนวนชั่วโมงเข้าเรียนของนักศึกษาถี่ขึ้น

จากสิ่งเหล่านี้ จะเห็นได้ว่านี่คืออีกด้านหนึ่งที่มีต้นตอจากปัญหาประชากรลดลงและนโยบายที่นำมาใช้ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีปัญหาประชากรแบบเดียวกันกับญี่ปุ่น อีกทั้งจำนวนนักศึกษาที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็มีแนวโน้มลดลง และมีการรับนักศึกษาต่างชาติเข้ามามากมายเช่นกันอีก เรื่องที่เกิดในญี่ปุ่นน่าจะเป็นแนวทางให้นำมาอ้างอิงสำหรับการจัดทำนโยบายรับมืออย่างรอบคอบได้บ้าง

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.mgronline.com



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...