xs
xsm
sm
md
lg

รหัสรักจากอเวจี ตอนที่ 4 กล้องสองตา

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

บทประพันธ์ของ เอโดงาวะ รัมโป (1894-1965)
แปลและเรียบเรียงโดย ฉวีวงศ์ อัศวเสนา

หรือด้วยฤทธิ์พิศวาส..รหัสปริศนาที่เขาทิ้งไว้จึงมีมนต์มายาราวกับส่งสัญญาณขึ้นมาจากอเวจี

กาลเวลาอยู่ในช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นฤดูกาลผู้คนออกเดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ท่องเที่ยว ต่าง ๆ นายโองาวาระใช้โอกาสที่มีวันหยุดยาวคั่นด้วยเสาร์อาทิตย์พาภรรยาสาวหลบความสับสนวุ่นวายของนครหลวงไปพักผ่อนที่บ้านพักตากอากาศของเขาในเมืองอาตามิเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์

บ้านพักตากอากาศของตระกูลโองาวาระอยู่ห่างจากตัวเมืองอนเซ็นชายทะเลออกไปทางภูเขาด้านใต้ของอุโอมิซากิ ทัศนียภาพบริเวณภูเขาแถบนี้งดงามและสงบเงียบ มีบ้านอยู่ห่าง ๆ กันประปราย ผู้คนจึงไม่พลุกพล่าน ด้านหลังบ้านพักเป็นภูเขาเขียวชอุ่ม ส่วนด้านหน้ามองลงมาเห็นวิวหมู่บ้านในหุบเขาลึก ไกลออกไปคือท้องทะเลสีสดแผ่กว้างสุดสายตา เห็นหน้าผาของอุโอมิซากิอยู่ไกล ๆ ทางซ้ายมือ

ตัวบ้านเป็นเรือนสองชั้นขนาดใหญ่สร้างสไตล์ญี่ปุ่นผสมฝรั่งแบบเก๋มีห้องถึง 7 ห้อง ผัวเมียผู้เฒ่าคนเฝ้าบ้านมีฝีมือทำอาหารเป็นเยี่ยม และมีลูกสาวทำหน้าที่คนดูแลรับใช้ นายโองาวาระจึงพาภรรยาสาวกับเลขานุการส่วนตัวขึ้นรถไฟจากสถานีโตเกียวมาด้วยกันเพียงสามคน ไม่ได้พาบริวารจากบ้านใหญ่มาด้วย ส่วนรถยนต์ให้คนขับตามมาทีหลัง และสั่งไว้ด้วยว่าถ้าพวกหนุ่ม ๆ ที่เข้าออกบ้านโองาวาระอยากมาเที่ยวก็ให้ตามมา เพราะอยู่กันแค่สามคนตลอดหนึ่งสัปดาห์คงจะเบื่อบ้าง

ที่ห้องฝรั่งชั้นบนของบ้านพักด้านที่มองเห็นทะเลมีกล้องสองตาสำหรับส่องทางไกลวางเตรียมเอาไว้ แสดงให้เห็นความคลั่งไคล้เลนส์ของสองสามีภรรยาต่างวัยได้เป็นอย่างดี ทุกครั้งที่มาพักทั้งสองจะเพลิดเพลินกับการส่องกล้องดูวิวไกลและใกล้กันเป็นกิจวัตร พอมาถึงไม่ทันไรทาเคฮิโกะก็ได้เห็นกล้องสองตาที่ทั้งสองเอามาอวด ตัวเขาเองตอนนี้ก็ชักจะติดนิสัยบ้าเลนซ์ตามไปด้วย จึงไม่รีรอที่จะลองส่องดูแล้วก็พบว่าเป็นเลนส์ที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมยอดทั้งด้านความสว่างและความคมชัดของภาพที่ขยายใหญ่อย่างที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน กับที่เจ้าของเป็นนักเล่นเลนส์มืออาชีพโดยแท้

เรือประมงและชาวประมงบนเรือในทะเลไกลออกไปจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่พอส่องกล้องดูเท่านั้นเองภาพนั้นก็ใกล้เข้ามาจนแทบจะจับต้องได้ แล้วยังภาพโรงเตี้ยมชายทะเลทางด้านโน้นที่ชัดจนอ่านตัวอักษรเล็กๆ บนบนป้ายได้ พอเลื่อนกล้องใกล้เข้ามาที่ถนนหน้าบ้านพักก็เห็นหน้าของผู้หญิงที่กำลังเดินตรงเข้ามาทางนี้ชัดเจนราวกับมาอยู่ห่างกันไม่กี่ฟุตตรงหน้า ผู้หญิงคนนั้นยิ้มนิด ๆ ราวกับรู้ตัวว่าถูกส่องกล้องดู ทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งและพอลดกล้องลงมองด้วยตาเปล่าก็เห็นใบหน้านั้นเป็นจุดเล็กนิดเดียว จึงรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าถูกส่องกล้องมองอย่างที่คิด

วันที่สองหลังมาถึง ขณะที่กำลังยืนส่องกล้องดูนั่นดูนี่อยู่นั้น ทาเคฮิโกะรู้สึกเหมือนมีใครมายืนอยู่ข้างหลัง และได้ยินเสียงคุณนายยุมิโกะพูดอยู่ที่ริมหู

“ยังส่องกล้องดูอยู่รึ รู้สึกว่าเธอจะติดโรคบ้าเลนส์ไปอีกคนหนึ่งแล้วนะ”

ชายหนุ่มละสายตาจากกล้องหันไปมอง ก็เห็นใบหน้าสดสวยผ่องใสหลังอาบน้ำมาใหม่ ๆ ของคุณนายคนสวยในชุดเสื้อกิโมโนลำลอง เธอแย้มริมฝีปากเต็มอิ่มชุ่มนุ่มยิ้มเห็นไรฟันขาวสะอาด ผิวหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมดูนิ่มเนียนมีน้ำมีนวลจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งที่งดงามปานนี้อยู่ในโลก

“เหมือนกล้องวิเศษเลยครับ อะไรที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากลับใหญ่โตราวกับอยู่แค่เอื้อม ผมเห็นหน้าคนที่กำลังเดินขึ้นเนินมาเหมือนกับเขามาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว น่ากลัวเหมือนกันนะครับ คนที่ถูกเราส่องดูเขาไม่รู้ตัวก็เลยทำหน้าเป็นตัวของตัวเองคือไม่ต้องปั้นหน้าให้ดูดีเมื่อรู้ว่าใครกำลังมองอยู่ เราจึงเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา แล้วยังเห็นชัดไปถึงรอยย่นแต่ละเส้นบนใบหน้าอีกด้วยนะครับ อย่างผู้หญิงสาว ๆ บางทีไปเห็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการให้ดู ก็น่ากลัวอยู่”

ทาเคฮิโกะพูดถึงสิ่งที่เขาค้นพบด้วยความตื่นเต้นจนไม่รู้สึกเคอะเขินกับการพูดต่อหน้าคุณนายโฉมงาม

“เอาละ เป็นอันว่าคุณเข้ากลุ่มคนคลั่งเลนส์ไปเรียบร้อยแล้ว ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ จริง ๆ แล้วมันเป็นความสนุกที่ออกจะร้ายกาจอยู่สักหน่อย คุณยายของฉันเคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่า สมัยก่อนมีเจ้าครองนครคนหนึ่งชอบปีนขึ้นไปบนหอคอยเพื่อดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา ความที่ปีนขึ้นไปทุกวันจนพวกบริวารเป็นห่วงมากถึงกับตัดสินใจกล่าวเตือนโดยไม่เกรงกลัวอาญา ฉันคงจะเป็นหลานของท่านคนนี้ละมัง”

การสนทนากับผู้หญิงแสนงามผู้นี้ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษเหลือเกิน ตั้งแต่ได้รู้จักกับคุณนายยุมิโกะไม่มีครั้งไหนที่เขารู้สึกมีความสุขที่สุดเท่าครั้งนี้ คุณนายก็คงนึกสนุกไปด้วยเหมือนกันจึงคุยต่อไป

“ครั้งหนึ่งที่เรามาที่นี่ ฉันกับท่านใช้กล้องสองตากันคนละอันส่องไปที่หน้าต่างบ้านพักตากอากาศหลังนั้นทุกวัน บ้านหลังนั้นไง เห็นไหม...ดูทุกวันเลยแบบขโมยมองไง”

คุณนายพูดแล้วหัวเราะแล้วคิกคัก ห่อไหล่ทำหน้าเหมือนเด็กซน ๆ เตือนให้ทาเคฮิโกะนึกถึงสัมผัสอันหอมหวานเมื่อครั้งหนึ่งนานมาแล้วสมัยเด็ก ตอนเล่นซ่อนหาที่เขาไปแอบกับเด็กผู้หญิงสองต่อสองในห้องเก็บของมืด ๆ

“เราเห็นชีวิตในบานหน้าต่าง คนที่นั่นหลาย ๆ คน ทำอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนส่องกล้องดูอยู่ เราแอบมองความลับของพวกเขาเหมือนกับอ่านหนังสือนิยายชีวิตสักเล่ม ทั้งท่านและฉันเอาจริงเอาจังมากกับการติดตามตอนต่อไปของนิยายชีวิตเล่มนี้ทุกวัน คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงร้ายกาจละซี”

“ไม่หรอกครับ แต่คิดว่าแปลกดี เพราะอย่างนี้ผมถึงชอบคุยกับคุณนาย ผมก็มีนิสัยอะไรแปลกๆ เหมือนกัน ดังนั้นผมจึงชอบคุณนาย...”

ทาเคฮิโกะไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตนพูดอะไรออกไปได้อย่างไร รู้อย่างเดียวว่าไม่ได้พูดออกไปอย่างไร้สติ เขาอยากพูดมากกว่านั้นอีก อยากจะหลั่งน้ำตาสารภาพความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาให้หมด แต่จำต้องระงับอารมณ์เอาไว้ด้วยความยากลำบาก เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยใจให้เตลิดไปเช่นนั้นอาจทำให้คุณนายไม่พูดกับเอาอีกต่อไปก็เป็นได้

“คุณโชจิ เห็นพระจันทร์ไหม”

อยู่ ๆ คุณนายก็ตัดบทเปลี่ยนเรื่องกระทันหัน ทาเคฮิโกะยังงง ๆ อยู่กลับตัวไม่ทันเลยถูกคุณนายแย่งกล้องสองตาจากมือเอาไปส่องดูท้องฟ้า

ดวงจันทร์สีขาวจาง ๆ ดวงใหญ่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามกลางวัน

“ครึ่งดวงพอดีเลย เห็นรอยขรุขระชัดมาก เห็นปล่องภูเขาไฟลูกใหญ่ชัดเหมือนดูจากกล้องดูดาวเลย นี่ไง ดูซิ”

ทาเคฮิโกะรับกล้องสองตามาจับไว้มั่นแล้วยกขึ้นส่องดูดวงจันทร์ ความอุ่นจากมือของคุณนายแสนสวยยังคงอยู่ให้ชื่นใจ ไออุ่นยังรมอยู่ที่ข้างแก้มขวาของเขาอีกแห่งหนึ่ง แก้มที่ยังกรุ่นไอน้ำหลังอาบน้ำมาเมื่อครู่อยู่ห่างแก้มชายหนุ่มไม่กี่เซนติเมตร

ไออุ่นจากผิวกาย กลิ่นกรุ่นจางของน้ำแร่ กลิ่นน้ำหอมที่อ้อยอิ่ง กับกลิ่นกายสาวสวย ที่เคล้ากันอย่างลงตัวโชยเคลียอยู่ข้างแก้มของชายหนุ่ม

ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีเงินยวงมหึมาอยู่ในกล้องสองตาเกือบไม่ได้อยู่ในสายตาของชายหนุ่มเลย ในเมื่อประสาทการรับรู้ทั้งกายตัวของเขาไปรวมตัวกันอยู่ที่จุดสัมผัสของสองแขนอบอุ่นที่ผ่านพ้นแขนกิโมโนชุดลำลองกับแขนของตน สัมผัสนั้นแล่นลิ่วไปทั่วตัวราวกระแสไฟฟ้า พลิกประสาททุกส่วนให้กลับตาละปัดไปหมด

ทว่า ทุกอย่างหยุดอยู่เพียงแค่นั้น ไม่นานคุณนายดูเหมือนจะเบื่อการคุยเรื่องกล้องและอยู่ ๆ ออกจากห้องนั้นไป ทาเคฮิโกะรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้เคว้งอยู่ คุณนายอาจไม่ใส่ใจกับสัมผัสเมื่อครู่ แต่จะว่าไม่รู้สึกอะไรเลยนั้นคงเป็นไปไม่ได้เพราะตามธรรมชาติผู้หญิงจะอ่อนไหวกับเรื่องเช่นนี้อยู่แล้ว คิดว่าคุณนายน่าจะรู้สึกมากกว่าเขาเสียอีกด้วยซ้ำ และที่ปลีกตัวออกไปเช่นนั้นอาจเป็นเพราะรู้สึกกลัวอะไรบางอย่างขึ้นมา

วันนั้นทั้งวันทาเคฮิโกะอยู่กับการย้อนคิดถึงรายละเอียดทุกขั้นตอนของการได้สัมผัสใกล้ชิดกับคุณนายแสนสวย เขาย้อนดูภาพในความทรงจำเหมือนฉายหนังสโลว์โมชัน เก็บรายละเอียดทุกขั้นตอนย้อนกลับไปมาหลายครั้ง แต่ก็หาผลสรุปไม่ได้ เราเริ่มไม่เข้าใจคุณนายยุมิโกะขึ้นมาทีละน้อย เธออยู่คนโลกกับเขาจริง ๆ ด้วย มีอะไรบางอย่างในคำพูดของเธอที่เขาไม่สามารถไขความได้ดัวยพลังความคิดที่มีอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น ฮิเมดะ โกโรใช้วันหยุดติดต่อกันสองวันเดินทางมาจากโตเกียว ก่อนมาเขาได้โทรศัพท์มาแจ้งล่วงหน้าไว้แล้วสองสามีภรรยาจึงเฝ้าคอยต้อนรับด้วยความยินดี บ้านพักตากอากาศครึกครื้นขึ้นมากเมื่อมีฮิเมดะ คนช่างพูดคล้ายผู้หญิงมาร่วมวงด้วย ฮิเมดะออกไปเดินเล่นกับนายโองาวาระรอบ ๆ บริเวณบ้านพัก และพอตกกลางคืนสามีภรรยาเจ้าของบ้าน ฮิเมดะ และคนขับรถก็มาตั้งวงเล่นบริดจ์ที่ทาเคฮิโกะเกลียดมาก ขายหนุ่มถูกทิ้งอยู่นอกวงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับไปนอนอ่านหนังสือในห้องพักส่วนตัว เขาเปิดหนังสืออ่านแต่ไม่เห็นตัวหนังสือเลยสักตัวเดียว เพราะภาพของฮิเมดะกับยุมิโกะหัวร่อต่อกระซิกกัน สลับกับภาพคุณนายแสนสวยในจินตนาการ เคลื่อนเข้ามาทาบทับไว้หมดสิ้น

วันรุ่งขึ้นทุกคนตื่นสาย และพอเที่ยงก๊วนกอล์ฟของนายโองาวาระที่นัดกันไว้ก็เดินทางจากโตเกียวมาถึง นาย โองาวาระขับรถด้วยตนเองพาก๊วนไปยังสนามกอล์ฟคาวานะ

คนขับรถว่างจึงออกไปเที่ยวตามสบาย ส่วนคุณนายยุมิโกะที่ถูกทิ้งไว้นั่งคุยกับทาเคฮิโกะและฮิเมดะอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าทำไมการสนทนาถึงได้สะดุดหยุดลงไม่ต่อเนื่อง คุณนายเบื่อ ๆ จึงขอตัวขึ้นไปห้องส่วนตัวของตนที่ชั้นบน

พอเหลือกันอยู่สองคนฮิเมดะก็กระเถิบเข้ามาใกล้ทาเคฮิโกะเหมือนกับมีธุระอะไรจะพูดด้วย สังเกตดูตั้งแต่เช้ามาแล้วชายหนุ่มผู้นี้ดูอารมณ์ไม่สู้ดีและหน้าก็ซีดขาว อารมณ์ไม่ดีของฮิเมดะนี่เองที่สาเหตุหลักทำให้คุณนายยุมิโกะเบื่อที่จะคุยด้วย ปกติฮิเมดะจะช่างพูดเหมือนผู้หญิงแต่วันนี้เขาเงียบไปอย่างประหลาด

ชายหนุ่มกระเถิบเข้ามาใกล้พลางมองไปรอบ ๆ และพูดด้วยเสียงกระซิบ

“วันนี้มันมาอีกแล้วคุณ”

เขาหยิบซองสีฟ้าบาง ๆ ออกมาจากกระเป๋า ลักษณะเหมือนซองที่เขาเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งจึงเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น

“ขนนกสีขาวอีกรึ”

“ใช่ยิ่งกว่านั้นยังส่งถึงผมโดยใช้ที่อยู่ของบ้านพักตากอากาศนี้ด้วย”
ฮิเมดะหยิบขนนกสีขาวออกจากซองส่งให้ดู ลักษณะเหมือนกับที่เคยเห็นครั้งนั้นทุกอย่าง และที่ซองก็ไม่ได้เขียนผู้ส่งไว้ด้วยเช่นกัน

“คุณคุยเรื่องนี้กับนักสืบอาเกจิหรือยัง”

“ยังเลย ตอนก่อนที่เราจะมาที่นี่คุณอาเกจิยังไม่กลับจากการเดินทาง”

“อย่างนั้นรึ แย่จัง นี่ผมไม่รู้เลยนะว่าจะทำยังไงดี จะไปแจ้งตำรวจก็คิดว่าคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น วิธีอื่นก็คิดไม่ออก ถ้าเป็นการเล่นตลกของใครสักคนละก็มันเป็นตลกที่ร้ายกาจมาก หัวเราะไม่ออกครับ ผมสังหรณ์ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ ตั้งแต่ได้รับขนนกบ้า ๆ นี้ผมหงุดหงิดมากอยู่ไม่เป็นสุขเลยครับ”

ครั้งก่อนตอนที่ฮิเมดะให้ดูขนนกสีขาวแบบนี้ขณะนั่งอยู่ด้วยกันบนม้านั่งในสวนสาธารณะตอนพลบค่ำ ทาเคฮิโกะจำได้ว่าเขารู้สึกกลัวเอามาก ๆ แต่วันนี้เมื่อได้ดูตอนกลางวันดูมันไม่มีพิษสง และนอกจากจะไม่รู้สึกหวาดกังวลไปด้วยกับฮิเมดะ ยังคิดว่า การทำอะไรเหมือนหลอกเด็กเช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นฝีมือใครก็ตาม เป็นเรื่องน่าขำมากกว่า

“ประทับตราที่ทำการไปรษณีย์ไหนรึ”

“นิฮนบาชิตามเคย”

“เพื่อนล้อเล่นหรือเปล่า ไม่มีใครที่น่าสงสัยบ้างรึ”

“ไม่มีเลยคุณ ผมคิดหนักมาก แต่ก็ไม่สะดุดใจใครสักคน รู้สึกแย่จริง ๆ การไม่รู้ตัวคนส่งขนนกบ้า ๆ นี่มันทำให้ผมหัวเสียตลอดเวลา กลัวด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเจอกับอะไรประหลาด ๆ แบบนี้ บอกตรง ๆ เลยว่ากลัวครับ”

พูดจบฮิเมดะก็เงียบไปนาน แล้วอยู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาว่า “ผมจะออกไปเดินเล่นแถวนี้สักหน่อย” แล้วก็เดินดุ่มออกไปจากห้องโถงโดยไม่รอฟังคำตอบของอีกฝ่าย

หลังจากนั้นบ้านพักตากอากาศก็เงียบกริบราวป่าช้า ในห้องโถงมีบันไดที่มีราวจับแบบฝรั่งทอดขึ้นไปชั้นบน จากตรงนั้นมองเห็นส่วนหนึ่งของประตูห้องคุณนายยุมิโกะซึ่งปิดสนิทไม่มีวี่แววว่าจะมีใครเปิดออกมา เสียงเปียนโนที่ หยุดไปครู่หนึ่งดังขึ้นอีกครั้งเป็นเพลงไพเราะจับใจ ทาเคฮิโกะไม่มีความรู้เรื่องดนตรีแต่พอจะรู้ว่าคนดีดกำลังซ้อมเพลงอะไรที่ยาว ๆ อยู่สักเพลงหนึ่ง เสียงเปียนโนยังดังกังวานต่อไปเรื่อย ๆ

คนเฝ้าบ้านผัวเมียผู้เฒ่าคงจะนั่งจิบชาอยู่ในห้องนั่งเล่นข้างครัว แต่ไม่มีเสียงอะไรดังมาจากมุมนั้น ลูกสาวของผู้เฒ่าออกไปทำธุระส่วนตัวตั้งแต่หลังเที่ยงดูเหมือนจะยังไม่กลับมา คงจะไปเที่ยวบ้านเพื่อนและคุยกันอยู่ที่นั่น ถ้าลูกสาวกลับมาก็คงจะมีเสียงเคลื่อนไหวและเสียงแหลม ๆ ของหญิงสาวแว่วมาบ้าง

นาฬิกาบอกเวลาเลยบ่ายสามโมงครึ่งแล้ว ทาเคฮิโกะไม่มีอะไรทำ เรื่องขนนกสีขาวหลุดออกไปจากห้วงคิดพร้อม ๆ กับที่ฮิเมดะออกไปจากห้อง ภายในห้วงสำนึกมีภาพฝันของคนงามลอยวนอยู่ไม่มีหยุด ทำให้เขาไม่อาจสลัดความทุกข์อันหอมหวานออกไปให้พ้นได้

เขาคิดที่จะย่องขึ้นบันไดไปเคาะประตูห้องคุณนายแต่ เขาเป็นลูกจ้าง ไม่กล้าพอที่จะเข้าไปในห้องคุณนายสาวแสนสวยยามที่ท่านสามีไม่อยู่ทั้ง ๆ ที่ไม่มีธุระ และยังไม่สนิทสนมกันถึงขนาดนั้น ได้แต่เฝ้าคอยให้เธอเบื่อเปียโนเร็ว ๆ แล้วออกมาข้างนอกให้ชื่นใจ แต่เหมือนแกล้งกันเพราะเสียงเปียโนยังกังวานแว่วไม่ขาดตอน

ไม่มีทางอื่นนอกจากอ่านหนังสือ เขาถือหนังสือ“จิตวิทยาอาชญากรรม” ที่คุณนายสาวสวยแนะนำติดมืออยู่ตลอด จึงเดินไปที่โต๊ะเก้าอี้ชุดเล็ก ๆ ที่มุมห้องโถงแล้วเปิดหนังสือเล่มนั้นออกอ่าน ไม่อยากกลับไปห้องส่วนตัว ไม่อยากออกไปจากห้องโถงนี้ อยากจะมองผ่านบันไดขึ้นไปเห็นประตูห้องของคุณนายอยู่อย่างนี้

เมื่อแรกอ่านภาพฝันของคนงามทับซ้อนอยู่กับตัวอักษรภาษาอังกฤษ ปิดกั้นให้อ่านไม่รู้เรื่อง แต่เมื่ออ่าน ๆ ไปความสนุกของเนื้อหาก็ค่อย ๆ จูงใจให้เลขานุการหนุ่มดื่มด่ำไปกับหนังสือได้ในไม่ช้า

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานสักเท่าใด เขาตื่นขึ้นมาจากภวังค์ด้วยเสียงแหลม ๆ ของลูกสาวคนเฝ้าบ้านที่ไม่รู้ว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร ออกไปรับท่านเจ้าของบ้านซึ่งกลับมาจากตีกอล์ฟ ไม่นานนายโองาวาระในชุดเล่นกอล์ฟก็เดินเข้ามาในห้องโถง เสียงทุ้มห้าวที่ท่านเจ้าของบ้านร้องทักทาเคฮิโกะคงจะได้ยินไปถึงชั้นบน เพราะคุณนายสาวรีบลงบันไดจากชั้นบนมาที่ห้องโถง บ้านพักตากอากาศมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงพูดคุยถึงเพื่อน ๆ ในก๊วนกอล์ฟและเรื่องต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน

นายโองาวาระเข้าห้องแช่น้ำแร่ร้อนและเปลี่ยนใส่ชุดกิโมโนลำลองดูสบายเนื้อสบายตัวแล้วจึงชวนภรรยาสาวของเขาขึ้นไปที่ห้องดูวิวชั้นบนเพื่อทำกิจวัตรประจำวัน เมื่อใดก็ตามที่มาพักผ่อนที่บ้านนี้สามีภรรยาผู้หลงเสน่ห์เลนส์คู่นี้ เป็นต้องชวนกันมาส่องกล้องสองตาดูอะไร ๆ ด้วยกันทุกวันวันละครั้งเป็นอย่างน้อย วันนี้ยังไม่ได้ส่องกล้องกันสักครั้งเดียว จึงชวนกันขึ้นมาก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ในเมื่อท่านสามีกลับมาแล้วเช่นนี้ การที่เลขานุการส่วนตัวจะตามขึ้นไปด้วยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

คุณนายเป็นคนส่องกล้องสองตาก่อน เธอส่องกล้องไปที่แหลมด้านขวาแล้วเลื่อนกล้องช้า ๆ ไปทางแหลมด้านซ้าย แต่พอไปถึงแหลมด้ายซ้ายซึ่งก็คือบริเวณอุโนมิซากิ คุณนายก็หยุดกล้องเอาไว้นิ่งไม่เคลื่อนไหวราวกับพบสิ่งที่น่าสนใจ

“เอ๊ะ นายคนนั้นเขากำลังทำอะไร ไปยืนอยู่ที่หน้าผาน่ากลัวอันตรายออกอย่างนั้น”
หน้าผาที่อาตามิ
คุณนายบอกด้วยเสียงที่แสดงความประหลาดในและตกใจปนกัน นายโองาวาระรีบคว้ากล้องสองตาอีกอันหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ แล้วควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเลนส์ ไม่ใช่ว่าเลนส์ที่มีขี้ฝุ่นขี้ผงอะไรแต่การเช็ดเลนส์ก่อนใช้กล้องได้กลายเป็นนิสัยติดตัวเขาไปแล้ว เขาเช็ดเลนส์พลางชะโงกตัวออกไปจากหน้าต่าง เคียงไหล่กับภรรยาสาว และมองไปในทิศทางที่เธอชี้ และด้วยความเร่งรีบผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดเลนส์จึงหลุดจากมือปลิวตกลงไปนอกหน้าต่าง

“ว้า...แย่จัง ไหนล่ะคนที่คุณว่า อยู่ตรงไหน”

นายโองาวาระไม่มีเวลาที่จะห่วงผ้าเช็ดหน้าเข้ารีบยกกล้องสองตาขึ้นส่องไปทางทิศนั้นทันที

“บนหน้าผาอุโอะมิซากิ ใต้ต้นสนต้นนั้นค่ะ”

ทาเคฮิโกะไม่มีกล้องสองตา จึงเข้าไปยืนชะเง้อมองอยู่หลังคนทั้งสอง เขามองไปด้วยตาเปล่าเห็นต้นสนโดดเดี่ยวต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านจากลำต้นบนหน้าผาโน้มลงไปทางด้านทะเล แต่ไม่เห็นคนที่ใต้ต้นสนอย่างที่คุณนายบอก

“ใช่ ๆ ใต้นต้นสนมีคน มีคนอยู่จริง ๆ ด้วย ทำไมไปที่เสี่ยงอันตรายอย่างนั้น”

กล้องสองตาทั้งคู่จับจ้องยังจุดเดียวกันที่ใต้ต้นสนต้นนั้น ทาเคฮิโกะเพ่งสายตาตามไปด้วยแม้จะไม่เห็น พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนคล้อยใกล้แนวภูเขาเข้าไปทุกที ท้องทะเลอาบด้วยแสงแห่งอาทิตย์อัสดง ตรงบริเวณต้นสนต้นนั้นมืดสลัวลงทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน

ทันใดนั้นเอง สามีภรรยาก็อุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน ทาเคฮิโกะเองก็เห็นด้วยตาเปล่า เขาเห็นอะไรสักอย่างเล็กขนาดเมล็ดถั่วดำตกจากหน้าผาสูงชันลงไปในทะเล

ภาพที่ปรากฏชัดเจนบนเลนส์ของกล้องสองตาของสามีภรรยาทั้งคู่ คือชายในชุทสูทสีเทาตกลงไปจากหน้าผา หัวดิ่งลงไปกระทบกับแง่โขดหิน กระดอนไปเป็นระยะจนตกลงไปในฟองคลื่นที่ซัดสาดเข้ามาที่ตีนผา

อุโอมิซากิมีชื่อเสียงจากการเป็นที่ที่มีคนมากระโดดทะเลฆ่าตัวตาย โดยมีต้นสนโดดเดียวต้นนั้นเป็นสัญลักษณ์ ถ้ากระโดดลงไปจากจุดนั้นจะมีสิ่งกีดขวางเลยตลอดความสูงหลายสิบเมตรลงไปในทะเล จากต้นสนโดดเดี่ยวลงไปประมาณเพียงหนึ่งในสามของหน้าผามีพวกสาหร่ายและต้นหญ้าปกคลุมอยู่ และล่างลงไปมีแต่โขดหิน ส่วนที่ตีนผามีถ้ำใหญ่ที่ปากถ้ำมืดดำน่ากลัว คลื่นซัดเข้ามากระทบเป็นฟองซ่านกระเซ็นอยู่ตลอดชั่วนาตาปี

ชายคนนั้นคงเป็นคนหนึ่งที่เลือกที่นี่เป็นที่ฆ่าตัวตาย ใครก็ตามที่ตกลงมาจากหน้าผานั้นย่อมไม่มีทางรอดแน่นอน กล้องสองตาตามไปดูวาระสุดท้ายของชายคนนั้นไม่ทัน แต่สันนิษฐานได้ว่าร่างของเขาจะต้องกระทบกับโขดหินและจมลงไปตายในทะเล

“โชจิ มีคนกระโดดหน้าผาที่อุโอมิซากิ ต้องเป็นคนฆ่าตัวตายแน่ เธอโทรศัพท์แจ้งตำรวจอาตามิเดี๋ยวนี้เลย คิดว่ายังไม่มีใครรู้นอกจากเรา”

เรื่องตั้งแต่โชจิ ทาเคฮิโกะโทรศัพท์แจ้งไปที่สถานีตำรวจอาตามิจนถึงเจ้าหน้าที่พบศพผู้ตายในทะเลที่ตีนผาไม่มีอะไรแปลกจนต้องเล่าในรายละเอียด ตำรวจอาตามิคุ้นเคยกับคดีฆ่าตัวตายที่อุโอมิซากิกันดี เพราะเกิดบ่อยโดยเฉลี่ยเดือนละกว่าหนึ่งครั้ง ทางตำรวจเอาเรือยนต์ออกค้นหาศพอย่างที่ทำกันตามปกติ ทั้งนายท้ายเรือและตำรวจต่างเคยมือกันทั้งนั้น การค้นหาศพคนกระโดดทะเลฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จึงเป็นงานไม่ยากนัก

กรณีนี้ก็เช่นกันตำรวจพบศพก่อนมืด เรือยนต์กู้ศพขึ้นมาแล้วนำไปเก็บที่ห้องใต้ดินของสถานีตำรวจอาตามิ ตำรวจสืบรู้มันที่ว่าเป็นศพใครเพราะตรวจพบซองธนบัตรของผู้ตายอยู่ในกระเป๋าด้านในของเสื้อนอก นามบัตรที่พบระบุชัดเจนว่าผู้ฆ่าตัวตายคือนายฮิเมดะ โกโร พนักงานบริษัทผู้ผลิตกระดาษนิตโต ตั้งอยู่ที่คามิเมงุโระ เขตเมงุโระ กรุงโตเกียว

ตำรวจตรวจของติดตัว พบซองจดหมายในกระเป๋าหนึ่งด้านในของเสื้อนอกเปียกน้ำทะเลจนเปื่อยยุ่ย ข้างในซองมีขนนกสีขาว เป็นที่น่าสงสัยจึงเอาซองนั้นมาวางบนแผ่นกระดาน อ่านจ่าหน้าซองได้ความว่าส่งไปที่บ้านพักตากอากาศของนายโองาวาระอดีตขุนนางชั้นสูงที่อยู่ห่างออกไปทางฟากโน้นของอุโอมิซากิ และในเมื่อโทรศัพท์แจ้งเหตุนี้มาจากบ้านหลังเดียวกันนี้ จึงสรุปได้ว่าชายชื่อฮิเมดะผู้นี้เป็นคนที่นายโองาวาระรู้จัก ทางการตำรวจอาตามิรู้ว่านายโองาวาระมาพักผ่อนอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของเขา ผู้กำกับการสถานีตำรวจถึงกับอุตส่าห์ขึ้นรถยนต์ไปขอความร่วมมือยืนยันตัวตนของศพถึงบ้าน

นายโองาวาระกับเลขานุการหนุ่มขึ้นรถไปยังสถานีตำรวจพร้อมกับผู้กำกับ ลงไปดูศพที่ห้องใต้ดินแล้วยืนยันว่านั่นเป็นศพของนายฮิเมดะ โกโร พนักงานผู้มีตำแหน่งสำคัญในบริษัทผู้ผลิตกระดาษนิตโต

แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าอะไรเป็นสาเหตุให้นายฮิเมดะฆ่าตัวตาย นายฮิเมดะเป็นพนักงานดีเด่นเป็นแบบอย่าง ครอบครัวก็ดีมีความสุข ไม่มีข่าวลือเรื่องความรักหรือปัญหาชู้สาวใด ๆ สิ่งเดียวที่เป็นเรื่องสะดุดใจคือซองจดหมายใส่ขนนกสีขาวที่ไม่มีชื่อผู้ส่งบนซอง สำหรับเรื่องนี้นายโชจิ ทาเคฮิโกะ เลขานุการส่วนตัวของนายโองาวาระได้ให้การเท่าที่รู้ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก ตำรวจจึงต้องสืบหาสาเหตุด้วยตนเองต่อไป จุดใหญ่ใจความมีอยู่ว่าถ้าขนนกสีขาวไม่ใช่เรื่องที่มีใครล้อกันเล่น ก็จะเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่านายฮิเมดะอาจถูกใครสักคนผลักตกลงมาจากหน้าผา

หลังจากที่นายโองาวาระกลับไปแล้ว เจ้าหน้าที่สืบสวนก็ตามไปที่บ้านพักตากอากาศและสอบปากคำนาย โองาวาระและภรรยาขอให้ทบทวนความจำเหตุการณ์ที่เห็นจากกล้องสองตา และพยายามขุดคุ้นความเป็นจริง ต่าง ๆ ที่ทั้งสองเป็นพยานรู้เห็น แต่สุกท้ายก็ไม่ได้ความกระจ่างอะไรเพิ่มเติม ทั้งสามีภรรยาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เห็นคนอื่นนอกจากฮิเมดะบนหน้าผานั้น และเมื่อถามว่าคิดว่าคนร้ายอาจซ่อนอยู่ในพงหญ้าด้านล่างของหน้าผาไหม ทั้งสองก็ไม่สามารถตอบรับหรือปฏิเสธ

เมื่อตำรวจกลับไปแล้วนายโองาวาระกับคุณนายสบตากันด้วยความหวาดกังวล และหารือกันเบา ๆ

“ดิฉันไม่คิดเลยว่าคุณฮิเมดะจะฆ่าตัวตาย ไม่น่าเชื่อเลยค่ะ”

“หมายความว่าเธอส่องกล้องดูแล้ว มีความรู้สึกคล้ายกับว่ามีใครผลักฮิเมดะตกลงไปอย่างนั้นรึ”

“พูดให้ชัดลงไปอย่างนั้นก็ไม่ได้นะคะ แต่ดูจากท่าที่ตกลงไปแล้ว มันไม่น่าเชื่อว่าจะกระโดดลงไปเอง”

“อือม์ มันก็จริงอย่างเธอว่า แต่ดูจากท่าที่ตกลงไปอย่างเดียว มันก็วินิจฉัยยากอยู่นะว่าโดดลงไปเองหรือมีคนผลัก เรื่องมันเกิดอย่างฉับพลันเหลือเกิน ตอนนี้ฉันเองก็รู้สึกว่าจะจำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว ถ้าเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าฮิเมดะไม่มีเหตุจูงใจอะไรให้ฆ่าตัวตาย ก็ไม่มีทางที่จะคิดอย่างอื่นไปได้นอกจากถูกฆ่า แต่นั่นก็พูดไม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำอีกนั่นแหละ”

“ตำรวจบอกว่าจะตรวจหาหลักฐานบริเวณหน้าผา และก็สอบปากคำพนักงานสถานีรถไฟด้วย ถ้าพบหลักฐานอะไรบนหน้าผาก็จะดีหรอก”

“ตรงนั้นส่วนใหญ่เป็นหินคงจะหารอยเท้าได้ยากอยู่ พนักงานสถานีก็เหมือนกันจะได้เรื่องรึ เพราะอาตามินี่ก็เมืองใหญ่เหมือนกัน ไม่มีพนักงานคนไหนจะจำหน้าผู้โดยสารแต่ละคน ๆ ได้หรอก”

โชจิ ทาเคฮิโกะนั่งฟังการสนทนาของสามีภรรยาอยู่ข้าง ๆ โดยส่วนตัวก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะวินิจฉัยเรื่องนี้ไปในแนวใด แต่ใบหน้าหมองคล้ำของฮิเมดะในคืนนั้น ที่เขาพึมพำคำว่า “เมล็ดส้มห้าเมล็ด” วนเวียนเข้ามาห้วงคิดของเขาไม่รู้จบ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...