ปีนี้เป็นวาระครบ 40 ปีของการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพระหว่างญี่ปุ่นกับจีน ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจแห่งเอเชียจะเดินหน้าต่อไปได้ต้องปรับทัศนคติระหว่างกัน และละวางจากการใช้ประเด็นทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือทางการเมือง
หลังจากสงครามระหว่างญี่ปุ่นและจีนที่ยาวนานกว่า 14 ปี และทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายมากกว่า 36,300,000 คน (ข้อมูลจาก www.baidu.com) จีนและญี่ปุ่นได้ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันสู่ระดับปกติเมื่อ 46 ปีก่อน และได้ลงนามในสัญญาสันติภาพและมิตรภาพเมื่อ 40 ปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนอยู่ในภาวะ “หวานอมขมกลืน” มาตลอด ทั้งจากประเด็นประวัติศาสตร์สมัยสงคราม, ทัศนคติของผู้นำประเทศและประชาชนทั้ง 2 ชาติ ไปจนถึงการเป็นคู่แข่งทางการค้าและบทบาทระหว่างประเทศ หลังจากที่เศรษฐกิจจีนเติบโตจนแซงหน้าญี่ปุ่น และกลายเป็น “มหาอำนาจใหม่”แห่งเอเชีย
ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนปะทุจุดเดือดเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นซื้อสิทธิ์ครอบครองพื้นที่บางส่วนของหมู่เกาะเซ็งกะกุจากเจ้าของเดิมที่เป็นชาวญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 โดยรัฐบาลญี่ปุ่นยึดถือว่าหมู่เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนญี่ปุ่นมาแต่เดิม แต่จีนและไต้หวันต่างอ้างสิทธิ์โดยเรียกกว่า “หมู่เกาะเตี้ยวอวี๋”
ในช่วงนั้นมีการประท้วงญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางในประเทศจีน จนรัฐบาลญี่ปุ่นต้องเรียกร้องให่รัฐบาลจีนรับประกันความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นและธุรกิจของญี่ปุ่นในประเทศจีน
ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังปรับดีขึ้น ท่าทีของรัฐบาลจีนต่อญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนที่คณะผู้แทนภาคธุรกิจญี่ปุ่นพบหารือกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงปักกิ่ง
คณะผู้แทนกลุ่มนี้เป็นคณะผู้แทนใหญ่ที่สุดคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนกว่า 250 คนซึ่งรวมถึงประธานสหพันธ์ธุรกิจแห่งประเทศญี่ปุ่นหรือเคดันเร็ง โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงต้อนรับคณะผู้แทน ณ มหาศาลาประชาชน และจับมือกับผู้แทนในกลุ่มมากกว่า 30 คนซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่น
นายทะโร โคโนะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น กับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เห็นพ้องให้โอกาสครบ 40 ปีของการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพทวิภาคีเป็นปีแห่งการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ
ญี่ปุ่นต้องไม่ตกขบวน One Belt One Road
นโยบาย One Belt One Road หรือ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เป็นยุทธศาสตร์หลักของจีนในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจโดยการลงทุนในสาธารณูปโภคในประเทศต่างๆ ระหว่างเอเชียกับยุโรปและตะวันออกกลางตามเส้นทางสายไหมในอดีต รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น บอกว่า รัฐบาลญี่ปุ่นควรแสดงท่าทีเชิงบวกต่อการให้ความร่วมมือจีนในการพัฒนาสาธารณูปโภคในประเทศต่าง ๆ ตามแนวประเทศในเส้นทางOne Belt One Road ไม่เช่นนั้น บริษัทญี่ปุ่นจะตามจีนไม่ทันในด้านธุรกิจสาธารณูปโภคในเอเชีย และรัฐบาลญี่ปุ่นจะสูญเสียฐานอำนาจในภูมิภาค
ด้านจีนเองก็ต้องการให้บริษัทญี่ปุ่นช่วยพัฒนาพื้นที่ชนบทของจีน เพื่อทำให้คนในท้องถิ่นมีงานทำแ ละใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าของญี่ปุ่นเพื่อปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของจีน
ในด้านประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น จีนต้องการเรียนรู้จากญี่ปุ่นซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุมาก่อนนานแล้ว ทั้งวิธีเตรียมพร้อมระบบสวัสดิการสังคมและการพัฒนาธุรกิจการพยาบาลดูแลเพื่อประชากรผู้สูงอายุในจีน
สำหรับธุรกิจญี่ปุ่นที่เผชิญหน้ากับภาวะประชากรและตลาดหดตัวในญี่ปุ่น ตลาดขนาดมหึมาของจีนที่มีผู้บริโภคเกือบ 1,400 ล้านคนนั้นถือว่าน่าสนใจยิ่ง แต่บริษัทญี่ปุ่นก็วิตกว่าการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาในจีนยังไม่เพียงพอ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเรียกร้องให้รัฐบาลจีนปรับปรุงมาตรการเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของญี่ปุ่น
คู่แข่งของญี่ปุ่น ไม่ใช่จีน
นายหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เคยกล่าวว่า ชาวญี่ปุ่นหลายคนยอมรับว่าการเติบใหญ่ของจีนในทุกวันนี้ คือ การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีน ซึ่งตั้งแต่อดีตจีนก็มีอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่ญี่ปุ่นเองก็ต้องส่งคนมาศึกษาและรับเอาวัฒนธรรมจากจีนไปอย่างมากมาย จีนจึงไม่ใช่มหาอำนาจใหม่ แต่เป็นการหวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากก็ยอมรับว่า คู่แข่งที่แท้จริงของจีนไม่ใช่ญี่ปุ่น เพราะในด้านเทคโนโลยีและการบริการ จีนยังห่างชั้นกับญี่ปุ่นอย่างมาก แต่คู่แข่งที่แท้จริงของญี่ปุ่น คือ เกาหลีใต้ เพราะมีอุตสาหกรรมและโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่คล้ายกับญี่ปุ่นอย่างมาก และอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น การผลิตชิพหน่วยความจอและจอภาพ ญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้ให้กับเกาหลีแล้ว
ในภาษาจีนมีภาษิตว่า “ริมฝีปากหาย ฟันหนาวสะท้าน” ริมผีปากกับฟันนั้นอยู่ใกล้ชิดจนอาจกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ความจริงแล้วทั้งคู่ต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยหากขาดจากกันไปแล้วก็จะเดือดร้อนอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ญี่ปุ่นและจีนก็เช่นเดียวกัน.


