xs
xsm
sm
md
lg

“โบเน็งไก” กับการปรับทุกข์ปลายปีแบบญี่ปุ่นๆ

เผยแพร่:   โดย: โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์


ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์
Tokyo University of Foreign Studies


เดือนสุดท้ายของปีในญี่ปุ่นเป็นฤดูกาล “งานส่งท้ายปีเก่า” เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า “โบเน็งไก” หรือ “ปาร์ตี้ลืมปี” นัยว่าอะไรต่ออะไรในปีนี้ที่สร้างความกังวลเหนื่อยหน่ายก็ลืม ๆ มันไปซะ ในแต่ละปีคนญี่ปุ่นมักมีงานเลี้ยงแบบนี้มากกว่าหนึ่งงาน ขึ้นอยู่กับจำนวนบทบาททางสังคมของตน เช่น เป็นพนักงานบริษัทนี้ เป็นสมาชิกชมรมโน้น เป็นเพื่อนกับคนนั้น การไปร่วมงานเหล่านี้ หากเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน โดยทั่วไปนอกจากจะได้ใช้เวลาอย่างสนุกสนานแล้ว ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน แต่คงด้วยอายุที่มากขึ้น สองสามปีมานี้ “โบเน็งไก” ของผมจึงเริ่มมีลักษณะเจริญวัยไปด้วย

ในวงสังสรรค์ หัวข้อพูดคุยย่อมเปลี่ยนไปตามวัยเป็นธรรมดา เหมือนกันทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทย คนชราหวนหาอดีตเพราะมีวันข้างหน้าเหลือน้อยเต็มทีขณะที่คนหนุ่มสาวชอบพูดถึงอนาคต ส่วนคนอายุสามสิบกลาง ๆ จนถึงสี่สิบปลาย ๆ มีทั้งอดีตและอนาคตให้พูดถึงพอ ๆ กัน เพราะชีวิตผันผ่านมาถึงจุดที่วันเก่า ๆ ก็มีมากและจากนี้ไปวันใหม่ก็ยังรออยู่พอสมควร แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนญี่ปุ่นวัยนี้ (และต้องเน้นด้วยว่า “ยุคนี้”) มักมองอดีตเป็นความสวยงามที่ยากจะย้อนกลับสัมผัสได้อีก พร้อมกับมองอนาคตด้วยความกังวลเพราะยุคทองของญี่ปุ่นคลายมนต์ขลังในแทบทุกด้าน

ระยะหลัง ๆ สิ่งที่ผมได้ยินบ่อยในวงสังสรรค์ปลายปีกับคนญี่ปุ่นว่าด้วยอนาคต คือ ความกังวลต่อความมั่นคงในชีวิต เช่น ไม่รู้ว่าจะพาลูกไปเข้าเรียนที่ไหนดี รัฐบาลจะเก็บภาษีมากขึ้น สุขภาพเริ่มเป็นพิษ ชีวิตเริ่มน่าเบื่อ เกาหลีเหนือจะยิงขีปนาวุธมาทางญี่ปุ่นเมื่อไรก็ไม่รู้ และอีกสารพัดเรื่องที่ล้วนแต่เป็นอนาคตอันไม่สดใสของผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วง “วิกฤตวัยกลางคน”

สำหรับเรื่องส่วนตัวนั้น ชัดเจนว่าคนญี่ปุ่นเครียดและละเลยสุขภาพ ดูจากเพื่อน ๆ ที่เริ่มบ่นกันแล้วว่าปวดแข้งปวดขา ไหนจะร่างกายที่เริ่มแปรสภาพกลายเป็นลุงอ้วน ๆ อีก ทำให้รู้สึกว่า แหม...มันก็น่ากังวลจริง ๆ นั่นแหละนะ เมื่อหันไปมองข้อมูลชีวิตอย่างหนึ่งประกอบ ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนใจและอยากเตือนเพื่อนให้ตระหนัก (จริง ๆ ก็เตือนไปแล้ว) คือ เมื่อถามคนอายุ 60 ปีขึ้นไปว่ามีอะไรที่เสียใจตอนช่วงอายุ 40-49 ปีบ้างไหม เหล่าคุณลุงเกือบครึ่งหนึ่งตอบว่า “เสียใจที่ไม่ได้ออกกำลังกาย” (46.6% จาก 120 คน) และอีกมากตอบว่า “เสียใจที่ดื่มเหล้ามากไป” (29% จาก 120 คน) (ข้อมูลจากนิตยสาร President ฉบับวันที่ 1 มกราคม 2018) พอพูดขึ้นมา เพื่อนก็บอกว่า “รู้ แต่ทำไม่ได้”

นอกจากเรื่องส่วนตัว ดูเหมือนปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุมยังมาระบายสีมัว ๆ ในแผนภาพชีวิตของคนญี่ปุ่นอีก ข้อมูลของนักอนาคตศาสตร์บอกว่าต่อไปญี่ปุ่นคงจะเป็นแบบนี้

ปี 2025 ขาดแคลนคนดูแลผู้สูงอายุราว 4 แสนคน
ปี 2033 จะมีบ้านร้าง 30%
ปี 2035 ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์จะทำให้งานลดลงครึ่งหนึ่ง
ปี 2040 มีประชากรสูงอายุ 30%
ปี 2065 สังคมญี่ปุ่นจะต้องใช้คน 1.3 คนเพื่อรับภาระดูแลผู้สูงอายุ 1 คน


เมื่อดูตัวเลขเหล่านี้ คนญี่ปุ่นคงอดไม่ได้ที่จะกังวล เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องน่าห่วงที่สืบเนื่องภาวะประชากรสูงวัยซึ่งมีการอภิปรายกันมาตลอดว่าจะทำอย่างไรเพื่อหาเงินไปเป็นค่าสวัสดิการ แล้วก็เริ่มได้คำตอบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ เก็บภาษีให้มากขึ้นไงล่ะ โดยเฉพาะคนที่มีรายได้ 8.5 ล้านเยนต่อปี เจอเข้าแบบนี้ คนวัยสี่สิบไม่กังวลจะทนไหวหรือ อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนเข้าเลขสี่ แต่วันดีคืนดีจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น สำหรับผมเองมีคำตอบที่ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้นด้วย คือ มหาวิทยาลัยประกาศลดเงินสะสมยามเกษียณแล้ว

จากข้อมูลประเมินอนาคตชุดเดียวกัน เมื่อมองในภาพกว้าง สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ หลังปี 2020 ซึ่งโตเกียวเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก คาดกันว่าราคาที่ดินจะลดลง และในปี 2033 บ้านญี่ปุ่น 1 ใน 3 หลังจะกลายเป็นบ้านร้าง เด็กรุ่นใหม่ ๆ จะอยู่คอนโดกันมากขึ้น บ้านในต่างจังหวัดจะไม่มีคนอยู่ นอกจากนี้อสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นมีเรื่องแปลกอยู่อย่างคือ เมื่อกลายเป็นมรดกแล้ว ลูกหลานจะแย่งกันไม่เอา ไม่เหมือนของไทยที่ชิงกันครอบครองตั้งแต่พ่อแม่ยังหายใจอยู่ ญี่ปุ่นมีภาษีมรดก หากรับมรดกแล้วจะต้องจ่ายภาษีมากมาย และต้องจ่ายรายปีไปเรื่อย ๆ อีก จริง ๆ ก็ดีเหมือนกันเพราะนี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความรวยไม่ถูกผูกขาด (สำหรับประเด็นภาษีมรดก เอาไว้ค่อยว่ากันอย่างละเอียดในโอกาสหน้า)

อันที่จริง สิ่งที่คนญี่ปุ่นกังวลก็ไม่ต่างจากสิ่งที่คนไทยควรจะกังวล แต่คงเพราะคนไทยมีคุณสมบัติในการแยกเรื่องจริงจังกับเรื่องเบา ๆ ออกจากกันได้ค่อนข้างเด็ดขาด การสนทนาในงานเลี้ยงของคนไทยจึงเต็มไปด้วยประเด็น (ที่ถูกทำให้เป็นเรื่อง) เบามากกว่า ต่างจากคนญี่ปุ่นที่ถูกความจริงจังลามไปถึงวงเหล้า ไม่ว่างานเลี้ยงไหน ๆ คนญี่ปุ่นก็ยังติดนิสัยชอบคุยเรื่องงานกับสารพัดความกังวล บ่นเจ้านายบ้าง วิจารณ์ระบบบ้าง ถ้าเทียบกันแล้ว คนไทยมีแนวโน้มชอบพูดเรื่องครอบครัวมากกว่า โดยเฉพาะการหยิบยกเรื่องภรรยาขึ้นมาแซวกันในหมู่เพื่อนผู้ชายที่แต่งงานแล้ว บางเรื่องมีเนื้อหาที่คาดได้ว่าหากภรรยาได้ยิน คนพูดคงหลบค้อนแทบไม่ทัน แต่ลักษณะแบบนี้พบได้น้อยในวงสังสรรค์ของญี่ปุ่น

มาถึงวัยนี้ “โบเน็งไก” ของผมได้เริ่มกลายเป็นปาร์ตี้ปรับทุกข์ของคนทำงานไปเสียแล้ว บางทีเพื่อนจะย้อนมาถามว่า “แล้วคนไทยล่ะ มีปัญหาอะไรบ้างไหม” คำถามนี้ตอบง่ายมาก คือ “สารพัดปัญหาเลยละ” “อ้าว แล้วอยู่กันยังไง” “ก็คิดแบบไทยสิ คนไทยไม่มองปัญหาให้เป็นปัญหา ก็แค่นั้น...จบ”

ในขณะที่คนญี่ปุ่นหมกมุ่นกับงาน ยกชีวิตให้บริษัท ยอมให้งานบริหารชีวิต ยึดติดกับความมั่นคง คนไทยกลับมีเรื่องที่กังวลน้อยกว่า เรื่องเจ้านายรึ? ไม่ชอบกันก็ลาออก แต่ของญี่ปุ่นทำแบบนั้นไม่ได้เพราะการจ้างงานกลางคันไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เรื่องคนแก่รึ? พอแก่ตัวไป เราก็ให้ลูกหลานเลี้ยงไง แต่ของญี่ปุ่นลูกหลานให้พ่อแก่แม่แก่มาอยู่ด้วยไม่ค่อยได้เพราะบ้านแคบ ต้องส่งไปอยู่สถานดูแลคนชราซึ่งก็หาดี ๆ ได้ยาก เรื่องเศรษฐกิจรึ? เราอยู่อย่างพอเพียงก็ได้ เรื่องสุขภาพรึ? อันนี้เราโชคดีที่มีพี่ตูน

เมื่ออยู่ญี่ปุ่นนานปี ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติของ “โบเน็งไก” ตามวัยของตัวเองไปด้วย จากเดิมที่เป็นการพูดคุยสนุกสนาน ก็ค่อย ๆ กลายเป็นการอภิปรายปลดปล่อยและรับฟังความทุกข์ของกันและกัน ถ้าเป็นผู้ที่สูงวัยกว่า ก็ได้แต่ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี แต่ถ้าเป็นเพื่อนกัน บางครั้งก็นึกต่อต้านอยู่ในใจ และอยากจะพูดออกไปว่า เออนี่...เรามาคุยกันเรื่องโดราเอมอนมั่งดีไหม

**********
คอลัมน์ญี่ปุ่นมุมลึก โดย ดร.โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์ แห่ง Tokyo University of Foreign Studies จะมาพบกับท่านผู้อ่านโต๊ะญี่ปุ่น ทุกๆ วันจันทร์ ทาง www.mgronline.com

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...