ชาร์ป,พานาโซนิก,โตชิบา,ฟูจิซึ และบรรดาบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่น บุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ปลูกผักในห้อง และส่งออกเทคโนโลยีไปยังต่างประเทศจนได้รับความสนใจอย่างมาก
เทคโนโลยี “โรงงานปลูกผัก” ในที่ร่มหรือในห้องเป็นประโยชน์อย่างมากกับประเทศที่มีอากาศหนาวจัดหรือร้อนจัดจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ และบรรดาบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นกำลังเร่งเดินหน้าบุกตลาดในต่างประเทศ
ฟูจิซึได้เริ่มตั้ง “โรงงานปลูกผัก” ในประเทศฟินแลนด์เมื่อต้นปี 2017 โดยใช้ระบบไอทีควบคุมชั่วโมงของแสงสว่างผ่านหลอด LED,การรดน้ำ และอุณหภูมิแบบอัตโนมัติ หลังจากเวลาเพาะปลูก 1เดือน ผักจากโรงงานฟูจิซึจะถูกขายในตลาดท้องถิ่น โดยตั้งเป้าพื้นที่เพาะปลูก 1,700 ตร.ม. และจะขยายเพิ่มอีกเท่าตัวในปี 2019 คาดว่าจะให้ผลผลิตผักได้ 240ตันต่อปี
ฟินแลนด์มีแสงอาทิตย์จำกัดมากในฤดูหนาว ทำให้ไม่สามารถปลูกผักได้ ผักส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามาจากยุโรปตอนใต้ แต่การขนส่งระยะทางไกลทำให้รักษาความสดไม่ได้ แต่ผักที่ปลุกในห้องของฟูจิซึ สามารถให้ผลผลิตสดใหม่ตลอดทั้งปี ถึงแม้จะมีราคาแพงกว่าแต่ก็มีความต้องการสูง และทางฟูจิซึตั้งเป้าจะขยาย “โรงงานปลูกผัก” ไปทั่วยุโรป
ชาร์ปก็มีเทคโนโลยีปลูกผักในห้องเช่นเดียวกัน และได้ไปจัดตั้ง “โรงงานปลูกสตรอเบอร์รี” ในตะวันออกกลางตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2016
เทคโนโลยี “พลาสมาคลัสเตอร์” ของชาร์ปทำให้ได้สตรอเบอร์รีที่หวานเหมือนกับที่ปลูกในญี่ปุ่น โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงใดๆ ชาร์ปปลูกสตรอเบอร์รีในตู้ 7ใบขนาด 30 ตร.ม.ในห้องปลอดเชื้อ และพนักงานที่ทำงานในห้องนี้ก็ต้องผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคก่อนด้วย
สตรอเบอร์รีจากโรงงานชาร์ปได้รับความนิยมอย่างมากจากร้านเครื่องดื่มและขนม รวมทั้งบรรดาชนชั้นสูงในตะวันออกกลาง เพราะมีรสหวานหอม แตกต่างจากสตรอเบอร์รีที่นำเข้าจากอเมริกา ที่รสอมเปรี้ยว
พานาโซนิกก็ได้เริ่มตั้ง “โรงงานปลูกผัก” ในสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2014 ทุกวันนี้สามารถปลูกผักได้ 38 ประเภทตั้งแต่หัวผักกาดจนถึงผักประเภทใบ และจำหน่ายในกับร้านอาหารญี่ปุ่นในสิงคโปร์
เหตุที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถพัฒนาเทคโนโลยีปลูกผักในห้องได้ เพราะบริษัทเหล่านี้ล้วนชำนาญการผลิตแผงวงจรอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งต้องผลิตในห้องที่ปลอดฝุ่น และมีการควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถต่อยอดข้ามธุรกิจไปสู่การปลูกพืชในห้องได้
ญี่ปุ่นเริ่มทดลองปลูกผักในห้องทดลองตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 สภาพแวดล้อมจำลองที่ควบคุมแสงสว่าง,น้ำ,อุณหภูมิ และสารอาหารได้ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมากกว่าผักที่ปลูกในสวน
อย่างไรก็ตาม ในประเทศญี่ปุ่น เทคโนโลยีนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับผักที่ปลูกแบบปกติได้
โตชิบาตั้ง “โรงงานปลูกผัก” ที่จังหวัดคะนะงาวะในปี 2014 โดยใช้พื้นที่โรงงานเก่าที่เคยผลิตแผ่นดิสก์คอมพิวเตอร์ แต่เนื่องจากผักจากโรงงานมีราคาแพงกว่าจึงไม่ได้รับความนิยม และโตชิบาจำต้องปิดโรงงานลงเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ความสำเร็จของผู้ประกอบการรายอื่นในต่างแดน ก็ทำให้โตชิบาทุ่มเทส่งออกเทคโนโลยีนี้ไปต่างประเทศบ้าง
สมาคมการเกษตรของญี่ปุ่น ระบุว่า มีโรงงานผักในร่มทั่วประเทศ 191 แห่งที่ยังดำเนินการอยู่ในปี 2016 ความได้เปรียบของเทคโนโลยีนี้ถือสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ และยังประหยัดพื้นที่กว่าด้วย นอกจากนี้ยัง
ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงใดๆ เพียงแต่การปลูกผักแบบนี้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการปลูกแบบธรรมชาติ.


