กระแสถกเถียงเรื่อง “แก้มลิง” ของกรุงเทพมหานครยังร้อนแรง หลัง พงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษก กทม. เปิดข้อมูลโต้กรณีโครงการบึงรับน้ำคลองคู้บอน โดยระบุว่า กรอบงบเวนคืนเดิมอยู่ที่ประมาณ 324 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าทดแทนที่ดิน 266 ล้านบาท ค่าสิ่งปลูกสร้าง 50 ล้านบาท และส่วนปรับเพิ่มตามระยะเวลา พร้อมตั้งคำถามถึงเหตุผลที่โครงการซึ่งเคยเดินหน้าไปถึงขั้นเตรียมออกกฎหมายเวนคืนไม่ได้ดำเนินการต่อ
.
ด้าน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า ตัวเลข ประมาณ 11,000 ล้านบาท ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับกรอบเวนคืนเดิม แต่เป็นต้นทุนโครงการเมื่อประเมินในภายหลัง ซึ่งต้องรวมทั้งราคาที่ดินและระบบที่จำเป็น เช่น การปรับปรุงคลอง อาคารควบคุมน้ำ ประตูน้ำ คันป้องกันน้ำ และสถานีสูบน้ำ โดย กทม.ยืนยันว่าการไม่เดินหน้าโครงการคู้บอนและบางชันเป็นเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์เอกชน
.
ขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ยังขุดอีกกรณีคือ “แก้มลิงลำหม้อแตก” เขตสายไหม–ออเงิน ซึ่งเป็นคนละโครงการกับคู้บอน โดยมีรายงานว่าในปี 2560 บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือ Q House ซึ่งช่วงเวลานั้นชัชชาติเป็นผู้บริหาร ได้ทำหนังสือคัดค้านแนวเวนคืน เนื่องจากทับพื้นที่ที่บริษัทซื้อเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย จึงเกิดการนำเหตุการณ์ในอดีตมาเชื่อมโยงและตั้งคำถามทางการเมืองอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นข้อสังเกตที่ต้องแยกจากข้อเท็จจริงของโครงการคู้บอน ซึ่งเป็นคนละพื้นที่และคนละโครงการ
.
ศึก “แก้มลิง” จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าโครงการถูกยกเลิกเพราะอะไร แต่ยังมีประเด็นสำคัญว่า 324 ล้านบาท กับ 11,000 ล้านบาท กำลังพูดถึงต้นทุนในขอบเขตและช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่ รวมถึงทางเลือกใดจะช่วยรับมือปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกได้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุด


