xs
xsm
sm
md
lg

แก้วมังกร 4 สี สีไหนได้ประโยชน์อะไรบ้าง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดยรวมแล้ว แก้วมังกรทุกสี เป็นผลไม้ที่มีน้ำสูง ให้พลังงานไม่มาก มี ใยอาหาร วิตามินซี และสารพฤกษเคมี หลายชนิด จึงช่วยเรื่องความสดชื่น การขับถ่าย และเสริมการกินผลไม้ในแต่ละวันได้ดี ความต่างของแต่ละสีจะอยู่ที่ รสชาติ ความหวาน และสารสีธรรมชาติ เป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่ม betalains / betacyanins ที่เด่นในผลเนื้อแดงหรือม่วงมากกว่าเนื้อขาว

1) เปลือกชมพู เนื้อขาว

* เป็นชนิดที่พบได้บ่อย และรสค่อนข้าง อ่อน สดชื่น กินง่าย
* มี ใยอาหาร ช่วยเรื่องการขับถ่าย
* มี วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระในระดับทั่วไป
* เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มกินแก้วมังกร หรือชอบรสไม่หวานจัด
จุดเด่น: กินง่าย สดชื่น เบา ๆ สบายท้อง

2) เปลือกชมพู เนื้อแดง

* จุดเด่นคือมี สารสีแดงกลุ่ม betacyanins / betalains
* โดยทั่วไปมีแนวโน้มมี สารต้านอนุมูลอิสระและโพลีฟีนอลสูงกว่าเนื้อขาว
* เหมาะกับคนที่อยากได้ผลไม้สีเข้มที่มีสารพฤกษเคมีเด่น
* รสชาติอาจหวานขึ้นหรือเข้มขึ้นเล็กน้อยแล้วแต่สายพันธุ์
จุดเด่น: เด่นเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเนื้อขาว

3) เปลือกชมพู เนื้อม่วง

* มักเป็นกลุ่มที่มีสีเข้มชัด จึงเด่นเรื่อง สารสีธรรมชาติกลุ่ม betalains เช่นกัน
* มีภาพรวมใกล้เคียงกับเนื้อแดง คือ สารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างเด่น
* รสชาติอาจเข้มกว่าและพบได้น้อยกว่าบางชนิด
จุดเด่น: สีเข้ม สารสีธรรมชาติเด่น เหมาะกับคนชอบผลไม้สีสดจัด

4) เปลือกเหลือง เนื้อขาว

* โดยทั่วไปขึ้นชื่อว่า หวานที่สุด ในบรรดาแก้วมังกรที่นิยมกิน
* เนื้อฉ่ำน้ำ ละมุน กินง่าย
* ยังคงมี ใยอาหาร ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายเหมือนแก้วมังกรชนิดอื่น
* เหมาะกับคนที่ชอบผลไม้หวานหอมแบบกินง่าย
จุดเด่น: หวาน ฉ่ำน้ำ และกินเพลินมาก



สรุปแบบสั้น ๆ

* อยากได้แบบกินง่าย สดชื่น: เลือก เปลือกชมพูเนื้อขาว
* อยากเน้นสารต้านอนุมูลอิสระเด่นกว่า: เลือก เนื้อแดง หรือ เนื้อม่วง
* ชอบหวานฉ่ำ: เลือก เปลือกเหลืองเนื้อขาว
* ไม่ว่าจะสีไหนก็ยังเป็นผลไม้ที่มี ใยอาหาร น้ำสูง และช่วยเพิ่มความหลากหลายของสารอาหาร ได้ดี



หมายเหตุ

สีและรสของแก้วมังกรอาจต่างกันได้ตาม สายพันธุ์ แหล่งปลูก และความสุก ดังนั้นคำว่า “หวานกว่า” หรือ “สารต้านอนุมูลอิสระเด่นกว่า” เป็นแนวโน้มโดยรวม ไม่ได้เท่ากันทุกผลทุกยี่ห้อค่ะ