ย้อนรอย “ฝ้าถล่ม” - น้ำรั่ว ซ้ำซาก
สำหรับเหตุการณ์ ฝ้าเพดานพังถล่ม ภายในอาคารสัปปายะสภาสถาน (รัฐสภาแห่งใหม่) นับตั้งแต่ส่งมอบและเปิดใช้งานอาคาร มีรายงานเหตุการณ์ในลักษณะนี้ที่กลายเป็นข่าวดัง อย่างน้อย 4 ครั้ง ซึ่งมักสัมพันธ์กับปัญหาน้ำรั่วซึมจากฝนตกหนัก โดยมีรายละเอียดแต่ละจุดและช่วงเวลา ดังนี้
.
1. วันที่ 13 กันยายน 2569 (เหตุการณ์ล่าสุด) จุดที่เกิดเหตุโรงอาหาร ชั้น B2 ฝ้าเพดานพังถล่มลงมากองกับพื้นเป็นบริเวณกว้าง ทับชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารจนพังเสียหายยับเยิน แต่เนื่องจากเป็นวันหยุดจึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
2. วันที่ 10 ตุลาคม 2567 จุดที่เกิดเหตุ บริเวณซุ้มประตูทางเข้าและเพดานชั้นต่างๆ ของอาคาร (รวมถึงชั้น 4) เหตุจากเกิดฝนตกหนักน้ำรั่วซึมจนทำให้ฝ้าเพดานรับน้ำหนักไม่ไหวและพังถล่มลงมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำเสียทะลักและน้ำซึมจากใต้ดินบริเวณชั้น B2 ในวันเดียวกันด้วย
3. ช่วงเดือนกันยายน 2566 จุดที่เกิดเหตุที่ห้องประชุมชั้น A1 ทะลุลงไปถึงชั้น B2 สืบเนื่องจากหลังฝนตกหนัก ระบบระบายน้ำและรอยซีลหลังคาบกพร่อง ทำให้น้ำรั่วทะลุจากเพดานไหลลงมาเหมือนน้ำตก ส่งผลให้ฝ้าเพดานบางส่วนเสียหาย และพรมเปียกชุ่มเป็นบริเวณกว้าง
4. วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 จุดที่เกิดเหตุ โซน C ชั้น B1 - B2 (บริเวณที่จัดนิทรรศการ 90 ปี รัฐสภา โถงชั้น 1) เกิดฝนสาดและน้ำรั่วอย่างหนัก มีการเปิดเผยว่าฝ้าเพดานอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักแผ่นละ 10–20 กิโลกรัม หล่นลงมาด้านล่างจำนวน 2 แผ่น และน้ำฝนท่วมเจิ่งนองพื้นไม้
.
นอกจากสาเหตุฟ้าฝนแล้ว ยังมีเหตุฝ้าถล่มที่ชั้น 10 อาคารวุฒิสภา เกิดจากปัญหาการสะสมความชื้น เนื่องจากห้องปิดตายแต่ระบบแอร์รวมเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลาโดยไม่มีการเปิดประตูระบายอากาศ จนแผ่นฝ้าอุ้มความชื้นไม่ไหวและพังลงมา
.
นอกเหนือจากเหตุการณ์ฝ้าถล่มครั้งใหญ่ข้างต้นแล้ว อาคารรัฐสภาแห่งใหม่นี้ยังมีรายงานเหตุ "น้ำรั่วซึม" และ "ท่อแตก" สลับกันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งนับตั้งแต่ช่วงปี 2563 เป็นต้นมา อาทิ ช่วงวันที่ 4–5 ตุลาคม 2568 นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร หัวหอกคนสำคัญในการตรวจสอบการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ได้ออกมาแฉภาพน้ำท่วมขังสูงถึงตาตุ่มในห้องประชุมชั้น B1 และไหลลงชั้น B2 หลังฝนถล่ม ทำลายพรมราคาแพงเสียหายยับเยิน เป็นต้น
.
ผลงานโบดำ “ซิโน – ไทย” ผู้รับเหมาก่อสร้าง
สัปปายะสภาสถาน หรืออาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีจุดเริ่มต้นและปมปัญหาเรื้อรังจากผู้เกี่ยวข้องหลัก นับจาก ผู้ออกแบบ ซึ่งบริษัทชนะการประมูลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ได้แก่ “กลุ่มสงบ๑๐๕๑” ภายใต้การนำของ นายธีรพล นิยม ศิลปินแห่งชาติ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แปลนอาคิเต็ค จำกัด ซึ่งดีไซน์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเหมือนวัด ขาดการเชื่อมโยงกับความเป็นประชาธิปไตย
สำหรับ ผู้รับเหมาก่อสร้าง คือ กลุ่มทุนการเมืองยักษ์ใหญ่ บริษัท ซิโน – ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชาญวีรกูล ลงนามสัญญาในเดือนเมษายน 2556 และเริ่มตอกเสาเข็ม 8 มิถุนายน 2556
.
โครงการนี้มีปัญหายืดเยื้อเรื้อรังลากยาวการก่อสร้างถึง 12 ปี มีการขยายสัญญาถึง 4 ครั้ง ก่อนที่คณะกรรมการตรวจการจ้างจะหยุดขยายสัญญาครั้งที่ 5 และเรียกค่าปรับวันละ 12 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ก่อนที่ ครม. จะมีมติอุ้มผู้รับเหมา และรัฐสภาทยอยรับมอบงานจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567
.
อย่างไรก็ดี แม้จะมีการส่งมอบงานแล้ว แต่อาคารยังคงมีปัญหามากมาย เช่น ประตู-ผนังห้องกรรมาธิการไม่กันเสียง ต้นไม้ตายกว่า 347 ต้น และมีคดีร้องเรียนค้างอยู่ใน ปปช. มากกว่า 56 คำร้อง
.
กังขาของบซ่อมแซม-ต่อเติม
แม้ตัวอาคารจะเพิ่งส่งมอบเสร็จสมบูรณ์ในกลางปี 2567 และอายุใช้งานระบบเต็มรูปแบบยังไม่ถึง 5 ปีเต็มดี สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กลับเดินหน้าตั้งของบประมาณประจำปี 2569 รวม 15 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
.
10 โครงการที่ ครม. จัดสรรงบให้แล้ว (รวม 956 ล้านบาท) เช่น โครงการพัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D ห้องบรรยายใหญ่ 180 ล้านบาท, ปรับปรุงศาลาแก้ว 123 ล้านบาท, ปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 118 ล้านบาท, ปรับปรุงครัว 117 ล้านบาท, ปรับปรุงไฟส่องสว่างห้องสัมมนา 117 ล้านบาท ฯลฯ
.
5 โครงการที่ทำคำขอเพิ่มเติม (รวม 1,817 ล้านบาท) เช่น โครงการก่อสร้างอาคารจอดรถรัฐสภาเพิ่มเติม 1,529 ล้านบาท, ออกแบบตกแต่งฉากหลังบัลลังก์ประธานสภา 133 ล้านบาท และงบจ้างซ่อมแซมเสาไม้สัก 31 ล้านบาท
.
การใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อ "ซ่อม สร้าง ต่อเติม" ในเวลานั้น ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสมาชิกวุฒิสภา อาทิ ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า อาคารรัฐสภา 2.3 หมื่นล้าน พื้นที่ใช้สอยกว่า 420,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 120 ไร่ เปิดใช้งานมา 4 ปี มีแต่รอยรั่วชำรุด เมื่อฝนมาน้ำจะนองสภา ฝ้าถล่ม สระมรกตน้ำเน่า หนูตาย ป้ายบอกทางไม่มี หมายเลขห้องประชุมสับสน ห้องอาหารเจ้าหน้าที่สภาสุดโทรม ฯลฯ การมาของบเพิ่มถือเป็นภาคสองของการนำเอาภาษีประชาชนมาละเลง หลังภาคแรกเป็นการก่อสร้างตัวอาคารรัฐสภา ที่ดำเนินการใน “ยุครัฐบาลลุง” ได้อาคารที่ “ช้า มั่ว รั่ว พัง” เพิ่งรับมอบอาคารเมื่อ 4 ก.ค. 2567 ยังไม่ถึงปีกลับของบปรับปรุงมหาศาลขนาดนี้ ขณะที่กรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนว่าเป็นการผลาญภาษีประชาชนซ้ำสองในขณะที่ปัญหาโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
.
ยังถือว่าเคราะห์ดีที่ฝ้าถล่มครั้งหลังสุดนี้เป็นวันหยุด ไม่มีข้าราชการ หรือ สส. สว. ใช้งาน มิฉะนั้นอาจมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก แต่คำถามที่น่าหวั่นใจคืออนาคตจะเกิดเหตุทำนองนี้ขึ้นอีกหรือไม่.
.


