สมาธิสั้นและออทิสติกมีอาการต่างกันอย่างไร ต้องพบแพทย์ไหม
เด็กที่มีอาการออทิสติก ชอบทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ และเป็นแบบแผนตายตัว
ความผิดปกติทางพัฒนาการของเด็กมักทำให้เกิดความสับสนระหว่างสองภาวะหลัก โดยเด็กสมาธิสั้น อาการจะเน้นไปที่การขาดความจดจ่อ หุนหันพลันแล่น และควบคุมตัวเองไม่ได้ ในขณะที่ภาวะออทิสติก อาการจะแสดงออกผ่านความบกพร่องด้านการเข้าสังคม การสื่อสาร และการยึดติดกับพฤติกรรมซ้ำ ๆ ความเข้าใจในความแตกต่างของทั้งสองภาวะอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถวางแผนการทำพฤติกรรมบำบัด ปรับสภาพแวดล้อม และให้การรักษาได้อย่างแม่นยำ เพื่อสนับสนุนให้เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับคุณพ่อคุณแม่หลายคน การเฝ้ามองพัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ในบางครั้งอาจพบพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดความกังวลใจ เช่น ลูกดูไม่สบตา พูดช้า ชอบเล่นคนเดียว หรือดูซนอยู่ไม่นิ่ง ว่อกแว่กง่าย จนนำมาสู่ความสับสนว่าอาการเหล่านี้เข้าข่ายเป็นโรคสมาธิสั้นหรือออทิสติกกันแน่ ซึ่งทั้งสองภาวะมีความคาบเกี่ยวกันสูงและอาจเกิดขึ้นร่วมกันได้ การทำความเข้าใจความแตกต่างจะช่วยให้รับมือได้อย่างถูกต้อง
ทำความรู้จักภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD)
สมาธิสั้นกับออทิสติกต่างกันไหม ?
ภาวะออทิสติกเป็นความบกพร่องของพัฒนาการทางสมองที่มีผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรม การสื่อสาร และการเข้าสังคมของเด็ก ความบกพร่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม แต่เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมและความผิดปกติของโครงสร้างสมองตั้งแต่ในครรภ์มารดา
ในปัจจุบันทางการแพทย์จัดให้ภาวะออทิสติกอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า สเปกตรัม (Spectrum) ซึ่งหมายถึงความหลากหลายของอาการที่แต่ละบุคคลแสดงออก โดยสามารถแบ่งระดับความรุนแรงตามความต้องการความช่วยเหลือ (Levels of Support Needed) ออกเป็น 3 ระดับหลัก ดังนี้ระดับที่ 1 ต้องการความช่วยเหลือ
เด็กมีความบกพร่องเล็กน้อย สามารถสื่อสารพูดคุยและดำเนินชีวิตประจำวันได้ แต่อาจมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ไม่เข้าใจการล้อเล่น หรือพบความยากลำบากในการเริ่มต้นบทสนทนากับผู้อื่น
ระดับที่ 2 ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก
มีความบกพร่องปานกลาง สื่อสารด้วยคำพูดได้จำกัด มีพฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ยาก และต้องการความช่วยเหลือในการทำกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน
ระดับที่ 3 ต้องการความช่วยเหลืออย่างมากที่สุด
มีความบกพร่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถสื่อสารด้วยคำพูดหรือทำได้น้อยมาก มีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่รุนแรงจนขัดขวางการดำเนินชีวิต และต้องการผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
การประเมินความผิดปกติจากออทิสติกสามารถสังเกตได้จากความบกพร่อง 2 ด้านหลัก ได้แก่
ด้านการสื่อสารและสังคม เด็กมักไม่สบตาเวลาพูดคุย ไม่หันเมื่อถูกเรียกชื่อ ไม่แสดงสีหน้าท่าทาง ไม่มีความสนใจร่วมกับผู้อื่น ไม่ชอบเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน ไม่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของบุคคลรอบข้าง หรือมีการพูดทวนคำพูดคนอื่น โดยไม่เข้าใจความหมาย
ด้านพฤติกรรม มีพฤติกรรมทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ อย่างเป็นแบบแผนตายตัว เช่น การหมุนตัว เดินเขย่งเท้า สะบัดมือ นำของเล่นมาจัดเรียงเป็นเส้นตรง ยึดติดกับกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ หากมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะเกิดความหงุดหงิดอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังอาจมีความไวต่อสิ่งเร้ามากเป็นพิเศษ เช่น ปิดหูเมื่อได้ยินเสียงทั่วไป หรือปฏิเสธการสัมผัสพื้นผิวบางชนิด
สัญญาณเตือนของภาวะออทิสติกสามารถเริ่มสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่อายุ 12 ถึง 18 เดือน โดยมีพฤติกรรมที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
การไม่ส่งเสียงอ้อแอ้ตามวัย
ไม่มีการชี้นิ้วบอกความต้องการ
ไม่มีการเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่
ทั้งนี้ แพทย์จะสามารถให้การวินิจฉัยที่แน่นอนและแม่นยำได้ตั้งแต่อายุ 2 ขวบเป็นต้นไป ซึ่งยิ่งเข้าสู่กระบวนการรักษาเร็วเท่าใด ผลลัพธ์ในการพัฒนาทักษะก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น
เป้าหมายหลักของการรักษาคือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองและลดการพึ่งพาคนอื่น โดยใช้การบำบัดแบบผสมผสาน ได้แก่
พฤติกรรมบำบัด มุ่งเน้นการฝึกทักษะทางสังคม การสื่อสาร และการช่วยเหลือตนเอง เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและสร้างพฤติกรรมเชิงบวก
กิจกรรมบำบัด ช่วยปรับระบบการรับความรู้สึก (Sensory Integration) และพัฒนาการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่
การแก้ไขการพูด ฝึกฝนการออกเสียง การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย และเพิ่มความสามารถในการโต้ตอบ


