xs
xsm
sm
md
lg

เช็กลิสต์ พฤติกรรมกัน "โรคมะเร็ง"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เช็กลิสต์ พฤติกรรมกัน "โรคมะเร็ง"
การป้องกัน โรคมะเร็ง เริ่มต้นได้ทันทีด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ หลักสำคัญคือ การหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งจากอาหารปิ้งย่าง (HCAs และ PAHs) งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงระมัดระวังสารปนเปื้อนจากภาชนะพลาสติกเมื่อโดนความร้อน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอและการตรวจคัดกรองตามช่วงวัยเพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น

สรุปข้อมูลสำคัญ
ชื่อโรค : โรคมะเร็ง (Cancer)
อาการที่พบบ่อย : ระยะแรกมัก “ไม่มีอาการ” แต่สัญญาณเตือนที่ควรระวังคือ มีก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ แผลเรื้อรังรักษาไม่หาย มีเลือดออกหรือตกขาวผิดปกติ ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลง (ท้องผูกสลับท้องเสีย) เสียงแหบหรือไอเรื้อรัง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
สาเหตุ / ปัจจัยเสี่ยงหลัก : ปัจจัยภายนอกและพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินอาหารปิ้งย่างไหม้เกรียม/หมักดอง ความอ้วน ไม่ออกกำลังกาย สัมผัสรังสีหรือสารเคมี ติดเชื้อไวรัส (เช่น HPV, ไวรัสตับอักเสบบี)
ตรวจคัดกรองอย่างไร : ตรวจคัดกรองตามความเสี่ยง เช่น ตรวจแมมโมแกรมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม ตรวจส่องกล้องลำไส้เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจภายในเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
หลักการรับมือ : ปรับพฤติกรรมตามหลัก 5 อ. (อาหารดี อากาศดี อารมณ์แจ่มใส อุจจาระปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ) หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง และตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาโรคในระยะก่อนลุกลาม
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพและเป็นตัวการก่อโรคมะเร็ง
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพและเป็นตัวการก่อโรคมะเร็ง
พฤติกรรมเสี่ยงทำลายสุขภาพและเป็นตัวการก่อโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งไม่ได้เกิดจากโชคชะตาหรือพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปัจจัยภายนอกและ “พฤติกรรม” การใช้ชีวิตที่สะสมมาเป็นเวลานาน การทำความเข้าใจว่าสิ่งใดเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์ปกติกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งจึงเป็นเกราะป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด พฤติกรรมเสี่ยงส่วนใหญ่มักแฝงตัวอยู่ในกิจวัตรประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การสังสรรค์ หรือแม้แต่ความเครียด

การรับสารพิษเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์ (DNA Repair) ผิดพลาด จนนำไปสู่การเกิดเนื้อร้ายในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่เราสามารถควบคุมและหลีกเลี่ยงได้ด้วยตัวเอง

รู้ทันสารก่อมะเร็ง HCAs และ PAHs ในอาหารปิ้งย่างรมควัน
เมนูยอดฮิตอย่างหมูกระทะหรือปิ้งย่าง แฝงไปด้วยสารเคมีอันตราย 2 ชนิดหลัก ที่เกิดจากกระบวนการปรุงอาหาร

เฮเทอโรไซคลิกเอมีน (HCAs) เกิดจากโปรตีน (เนื้อสัตว์) โดนความร้อนสูงจัดจน “ไหม้เกรียม”
โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs) เกิดจากไขมันสัตว์หยดลงบนถ่านไฟจนเกิด “ควันพิษ” ลอยกลับขึ้นมาเกาะที่เนื้อ
ความเสี่ยงที่ตามมา สารเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปจับกับ DNA ทำให้เซลล์ผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งสำคัญ ได้แก่

มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งตับ
ทางรอดสำหรับสายปิ้งย่าง

ตัดส่วนที่ไหม้เกรียมทิ้งทุกครั้ง
ใช้ใบตองรองย่าง เพื่อลดการสัมผัสความร้อนโดยตรง
ทำให้เนื้อสุกบางส่วนในไมโครเวฟก่อนนำมาย่าง เพื่อลดเวลาบนเตา
การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์กระตุ้นเซลล์มะเร็งอย่างไร
บุหรี่และแอลกอฮอล์คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำงานร่วมกันอย่างน่ากลัว

บุหรี่ มีสารเคมีกว่า 7,000 ชนิด และ 70 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็งยืนยันแล้ว ส่งผลให้เกิดมะเร็งปอด ช่องปาก และหลอดอาหาร
แอลกอฮอล์
เปลี่ยนรูปเป็นสารพิษ “อะซีทัลดีไฮด์” ทำลาย DNA โดยตรง
เป็นตัวทำละลาย (Solvent) ช่วยนำพาสารพิษจากบุหรี่เข้าสู่เซลล์ได้ง่ายขึ้น
กระตุ้นให้เกิดภาวะตับแข็ง ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกสู่มะเร็งตับ
ภัยเงียบจากสาร BPA และวิธีเลือกภาชนะอุ่นอาหารให้ปลอดภัย
ในยุคที่ความเร่งรีบทำให้เราต้องพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปและไมโครเวฟ การเลือกภาชนะใส่อาหารจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ หลายคนอาจเคยชินกับการนำถุงพลาสติกหรือกล่องพลาสติกเก่า ๆ เข้าไมโครเวฟโดยไม่รู้ตัวว่ากำลัง “ปรุงสารพิษ” ลงไปในอาหารด้วย ความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้สารเคมีในพลาสติกละลายปนเปื้อนลงในอาหาร ซึ่งเป็นภัยเงียบที่สะสมในร่างกายทีละน้อย

ความเสี่ยงของการใช้พลาสติกผิดประเภทกับความร้อน
เมื่อพลาสติกที่ไม่ทนความร้อนถูกนำไปใส่อาหารร้อน เข้าไมโครเวฟ หรือสัมผัสน้ำมัน/อาหารที่มีไขมัน อาจทำให้สารเคมีบางชนิดในพลาสติกละลายปนออกมาในอาหารได้มากขึ้น โดยเฉพาะ BPA (Bisphenol A) และ Phthalates ซึ่งเป็นสารที่อาจรบกวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย

รบกวนฮอร์โมน มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง)
ก่อมะเร็ง มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก
ผลต่อเด็ก กระทบต่อพัฒนาการทางสมองในทารกและเด็กเล็ก
หลักการเลือกภาชนะเข้าไมโครเวฟเพื่อหลีกเลี่ยงสารปนเปื้อน
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการอุ่นอาหาร ควรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังนี้:

มองหาสัญลักษณ์ ตรวจสอบที่ก้นภาชนะ ต้องมีคำว่า “Microwave Safe” หรือสัญลักษณ์คลื่นไมโครเวฟเสมอ
วัสดุที่ปลอดภัยที่สุด เลือกใช้ภาชนะที่ทำจาก “แก้วทนความร้อน” หรือ “เซรามิก” (ที่ไม่มีลวดลายโลหะ) เพราะวัสดุเหล่านี้มีความเสถียรสูง ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหารและไม่มีสารเคมีละลายออกมาเมื่อโดนความร้อน
พลาสติกเบอร์ 5 (PP) หากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ให้สังเกตสัญลักษณ์รีไซเคิลหมายเลข 5 (Polypropylene – PP) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดเดียวที่ทนความร้อนได้สูงพอสำหรับไมโครเวฟ แต่ถึงกระนั้น หากภาชนะมีรอยขีดข่วน เก่า หรือสีซีดจาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันที
หลีกเลี่ยงการแรปสัมผัสอาหาร หากใช้พลาสติกแรปคลุมอาหารขณะอุ่น ห้ามให้พลาสติกสัมผัสกับอาหารโดยตรง โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง เพราะความร้อนจากไขมันจะละลายสารเคมีจากฟิล์มได้ง่าย
ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
ปรับไลฟ์สไตล์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
การสร้างเกราะป้องกัน โรคมะเร็ง ที่ดีที่สุดคือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้แข็งแรงผ่านการปรับไลฟ์สไตล์ตามหลัก 5 อ. ได้แก่

อาหาร เน้นกินผักผลไม้หลากสีที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) สูง ลดหวาน มัน เค็ม และลดเนื้อแดงแปรรูป (เช่น ไส้กรอก แฮม)
ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การขยับร่างกายช่วยควบคุมน้ำหนัก ซึ่งความอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งหลายชนิด และยังช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้กำจัดสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น
อารมณ์ ความเครียดเรื้อรังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งกดภูมิคุ้มกัน ควรหากิจกรรมผ่อนคลาย เช่น ทำสมาธิ หรือทำงานอดิเรก
อากาศ หลีกเลี่ยงมลภาวะ PM 2.5 และควันพิษ
อุจจาระ ขับถ่ายให้เป็นเวลา เพื่อลดการสะสมของของเสียในลำไส้ใหญ่
การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็สำคัญมาก เพราะช่วงเวลาที่เราหลับคือช่วงที่ร่างกายซ่อมแซม DNA ที่เสียหาย หากเราอดนอน ร่างกายจะขาดโอกาสในการฟื้นฟูตัวเอง เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์

แนวทางการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเบื้องต้นตามช่วงวัย
การตรวจคัดกรองมะเร็งไม่ใช่การรอให้มีอาการป่วยแล้วค่อยไปหาหมอ แต่เป็นการตรวจหาความผิดปกติ “ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง” หรือระยะเริ่มแรก ซึ่งมีโอกาสรักษาหายขาดได้สูงมาก หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องรอให้อายุมากก่อนจึงค่อยตรวจ แต่ในปัจจุบันด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป พบผู้ป่วยมะเร็งที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ การวางแผนตรวจสุขภาพจึงควรปรับให้เหมาะสมกับเพศและวัย

บุคคลทั่วไปควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งเมื่ออายุเท่าไหร่
โดยทั่วไป แนะนำให้เริ่มตระหนักเรื่องการตรวจคัดกรองตั้งแต่วัยทำงาน (ประมาณ 30 ปีขึ้นไป) โดยเลือกการตรวจให้เหมาะกับความเสี่ยงอาจเริ่มจากการตรวจสุขภาพประจำปีพื้นฐานที่รวมการเอกซเรย์ทรวงอกและการตรวจค่าการทำงานของตับ

อย่างไรก็ตาม หากท่านมี ประวัติคนในครอบครัวสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ป่วยเป็นมะเร็ง ควรเริ่มตรวจเร็วกว่าอายุที่สมาชิกในครอบครัวเริ่มป่วยประมาณ 10 ปี หรือปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรม สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงพิเศษ จุดตัดสำคัญมักอยู่ที่อายุ 35-40 ปี สำหรับผู้หญิง และ 50 ปี สำหรับผู้ชายและผู้หญิงในเรื่องมะเร็งลำไส้

รายการตรวจเช็กมะเร็งที่สำคัญในผู้ชายและผู้หญิง
รายการตรวจที่แนะนำตามความเสี่ยงของแต่ละเพศ มีดังนี้

ผู้หญิง
มะเร็งปากมดลูก ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป (หรือหลังมีเพศสัมพันธ์) ด้วยวิธี Pap Smear หรือ HPV DNA Test ทุก 3-5 ปี
มะเร็งเต้านม ควรเริ่มคลำเต้านมด้วยตนเองทุกเดือนตั้งแต่อายุ 20 ปี และเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) ปีละ 1 ครั้ง
ผู้ชาย
มะเร็งต่อมลูกหมาก ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเจาะเลือดตรวจค่า PSA และตรวจทางทวารหนัก
มะเร็งตับ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี หรือดื่มแอลกอฮอล์จัด ควรตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบนและตรวจค่ามะเร็งตับ (AFP) ทุก 6 เดือน
ทั้งชายและหญิง
มะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ควรตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระปีละครั้ง หรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก 5-10 ปี
มะเร็งปอด ผู้ที่สูบบุหรี่หนัก ควรตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์รังสีต่ำ (Low-dose CT scan) ปีละ 1 ครั้ง