xs
xsm
sm
md
lg

การตรวจเชื้อ HPV ในผู้ชาย ตรวจอย่างไร วิธีตรวจและข้อควรรู้ทางการแพทย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การตรวจเชื้อ HPV ในผู้ชาย ตรวจอย่างไร วิธีตรวจและข้อควรรู้ทางการแพทย์

HPV ในผู้ชายคืออะไร?
HPV หรือ Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดทางผิวหนังและเยื่อบุ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ เชื้อ HPV บางสายพันธุ์ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ ขณะที่บางสายพันธุ์จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งอวัยวะเพศ และมะเร็งช่องปากหรือลำคอ

ในปัจจุบัน การตรวจคัดกรอง HPV ในผู้ชายทั่วไปยังไม่มีมาตรฐานแบบเดียวกับการคัดกรองในผู้หญิง แต่ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพื่อช่วยวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยง หรือดูรอยโรคที่สงสัย

การตรวจ HPV ในผู้ชายทำได้อย่างไร?
วิธีตรวจ HPV ในผู้ชายมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับอาการ ตำแหน่งที่สงสัยติดเชื้อ พฤติกรรมเสี่ยง และดุลยพินิจของแพทย์ การตรวจแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่ต่างกัน

1. การตรวจทางกายภาพ Physical Exam
การตรวจทางกายภาพเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่แพทย์ใช้ประเมินรอยโรคภายนอก โดยเฉพาะในผู้ที่มีตุ่ม ผื่น ก้อน หรือรอยผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ รอบทวารหนัก หรือผิวหนังใกล้เคียง

สิ่งที่แพทย์มักประเมิน
ตรวจหาหูดหงอนไก่: แพทย์จะประเมินลักษณะรอยโรคที่อาจสัมพันธ์กับ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงต่ำ เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11
ตรวจผิวหนังและเยื่อบุ: เพื่อดูตุ่ม ผื่น แผล หรือรอยโรคที่ผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศและรอบทวารหนัก
Acetowhite Test: เป็นการใช้น้ำส้มสายชูเจือจางช่วยให้รอยโรคบางชนิดเห็นชัดขึ้น แต่มีโอกาสเกิดผลบวกปลอมได้ จึงต้องแปลผลร่วมกับการตรวจอื่น
2. ตรวจ HPV DNA ด้วยวิธี PCR Method
การตรวจ HPV DNA ด้วยวิธี PCR เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV โดยถือเป็นวิธีที่ให้รายละเอียดของสายพันธุ์ได้ดี เหมาะในกรณีที่แพทย์ต้องการประเมินชนิดของเชื้อ โดยเฉพาะสายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูง

วิธีเก็บตัวอย่าง
การใช้ไม้ Swab: แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากบริเวณปลายอวัยวะเพศ shaft ท่อปัสสาวะ ถุงอัณฑะ หรือบริเวณที่สงสัยรอยโรค
การเลือกตำแหน่งเก็บตัวอย่าง: ขึ้นกับอาการ ตำแหน่งรอยโรค และวัตถุประสงค์ในการตรวจ
การแปลผล HPV DNA
High-risk HPV: เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด
Low-risk HPV: เช่น สายพันธุ์ 6 และ 11 มักเกี่ยวข้องกับหูดหงอนไก่มากกว่ามะเร็ง
ผลตรวจต้องแปลร่วมกับอาการ: การพบเชื้อไม่ได้แปลว่าจะเกิดมะเร็งเสมอไป และการไม่พบเชื้อก็ไม่ได้ตัดความเสี่ยงทั้งหมดหากมีรอยโรคผิดปกติ
3. ตรวจเซลล์ทวารหนัก Anal Pap Smear หรือ Cytology
Anal Pap Smear เป็นการตรวจเซลล์บริเวณทวารหนัก เพื่อค้นหาความผิดปกติของเซลล์ที่อาจเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง การตรวจนี้ไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ชายทุกคน แต่มีบทบาทในกลุ่มเสี่ยงสูงบางกลุ่ม

กลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการตรวจ
ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย: โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีประวัติรอยโรคบริเวณทวารหนัก
ผู้ติดเชื้อ HIV: เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV เรื้อรังและรอยโรคก่อนมะเร็งมากขึ้น
ผู้ที่มีรอยโรคบริเวณทวารหนัก: เช่น ตุ่ม แผล เลือดออกผิดปกติ หรือสงสัยหูดหงอนไก่
วิธีการตรวจ
เก็บเซลล์มาส่องกล้อง: ใช้เครื่องมือหรือไม้ Swab เก็บเซลล์บริเวณทวารหนักเพื่อนำไปตรวจทางเซลล์วิทยา
ดูความผิดปกติก่อนมะเร็ง: หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
4. ตรวจ HPV จากปัสสาวะ Urine Test
การตรวจ HPV จากปัสสาวะเป็นทางเลือกที่ไม่เจ็บตัวและเก็บตัวอย่างง่าย เหมาะในบางสถานการณ์ที่ต้องการตรวจแบบไม่รุกล้ำ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีข้อจำกัดด้านความแม่นยำเมื่อเทียบกับการเก็บตัวอย่างด้วย Swab โดยตรงจากตำแหน่งที่สงสัย

ข้อดีและข้อจำกัด
ข้อดี: ไม่เจ็บตัว เก็บตัวอย่างง่าย และสะดวกสำหรับผู้ป่วยบางราย
ข้อจำกัด: ความแม่นยำอาจต่ำกว่าการเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่สงสัยโดยตรง
เหมาะกับบางกรณี: ควรให้แพทย์พิจารณาว่าวิธีนี้เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการตรวจหรือไม่
5. ตรวจในช่องปาก Oropharyngeal Swab
เชื้อ HPV บางสายพันธุ์สามารถเกี่ยวข้องกับรอยโรคหรือมะเร็งบริเวณช่องปากและลำคอได้ การตรวจด้วยการ Swab ในช่องปากหรือคอ อาจพิจารณาในกรณีที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติที่ต้องการประเมินเพิ่มเติม

กรณีที่อาจพิจารณาตรวจ
มีรอยโรคในช่องปากหรือลำคอ: เช่น แผลเรื้อรัง ก้อน เจ็บคอเรื้อรัง หรือเสียงเปลี่ยนผิดปกติ
มีประวัติเสี่ยง: แพทย์อาจพิจารณาตรวจตามประวัติและอาการร่วม
ต้องแปลผลอย่างระมัดระวัง: ผลตรวจควรนำมาประเมินร่วมกับการตรวจร่างกายและปัจจัยเสี่ยงอื่น
ข้อควรพิจารณาทางการแพทย์
แม้การตรวจ HPV ในผู้ชายจะทำได้หลายวิธี แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ HPV มักไม่มีอาการ และการตรวจคัดกรองในผู้ชายทั่วไปยังไม่ได้มีมาตรฐานชัดเจนเหมือนในผู้หญิง ดังนั้นการตัดสินใจตรวจควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและอาการของแต่ละบุคคล

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
ผู้ชายจำนวนมากไม่มีอาการ: การไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาสติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ
ผลบวกปลอมอาจพบได้: โดยเฉพาะการประเมินบางวิธี เช่น Acetowhite Test จึงควรให้แพทย์แปลผล
ควรประเมินตามความเสี่ยง: เช่น ประวัติเพศสัมพันธ์ รอยโรคผิดปกติ ภูมิคุ้มกัน และโรคประจำตัว
วัคซีน HPV มีบทบาทสำคัญ: การฉีดวัคซีน HPV ช่วยลดความเสี่ยงจากสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุมได้ดีที่สุดเมื่อได้รับก่อนการสัมผัสเชื้อ
ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่อง HPV?
มีตุ่มหรือรอยโรคคล้ายหูดบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
มีแผลเรื้อรัง เลือดออก หรืออาการผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
มีอาการผิดปกติบริเวณทวารหนัก เช่น เจ็บ คัน เลือดออก หรือมีก้อน
มีประวัติคู่สัมพันธ์ติดเชื้อ HPV หรือมีหูดหงอนไก่
อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
ต้องการคำแนะนำเรื่องวัคซีน HPV หรือการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
สรุป
การตรวจ HPV ในผู้ชาย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การตรวจทางกายภาพ การตรวจ HPV DNA ด้วย PCR การตรวจเซลล์ทวารหนัก การตรวจจากปัสสาวะ และการตรวจในช่องปาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการคัดกรองมาตรฐานสำหรับผู้ชายทั่วไป การเลือกวิธีตรวจควรขึ้นกับอาการ ความเสี่ยง และคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทาง