xs
xsm
sm
md
lg

เส้นเลือดขอดที่ขาคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เส้นเลือดขอดที่ขาคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน
เส้นเลือดขอดที่ขา เป็นภาวะที่พบได้บ่อย หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงปัญหาด้านความสวยงาม แต่ความจริงแล้วเส้นเลือดขอดอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย ขาหนัก ขาบวม ตะคริว หรือผิวหนังเปลี่ยนสีได้ หากปล่อยไว้นานและมีอาการรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลเรื้อรัง เลือดออกจากเส้นเลือดขอด หรือปัญหาหลอดเลือดดำที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์

หากสังเกตว่าเส้นเลือดที่ขาเริ่มปูดนูน สีเขียว ม่วง หรือน้ำเงิน มีอาการปวด บวม กดเจ็บ ผิวหนังคล้ำ หรืออาการรบกวนการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการตรวจเพื่อวางแผนรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก

เส้นเลือดขอด คืออะไร
เส้นเลือดขอด หรือ Varicose Veins คือ ภาวะที่หลอดเลือดดำใกล้ผิวหนังเกิดการขยายตัว บิดงอ หรือโป่งนูนผิดปกติ ทำให้มองเห็นเป็นเส้นเลือดสีเขียว สีม่วง หรือสีน้ำเงินใต้ผิวหนัง บางรายอาจเห็นเป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายใยแมงมุม บางรายอาจมีเส้นเลือดปูดนูนชัดเจนบริเวณน่องหรือต้นขา

บริเวณขาพบเส้นเลือดขอดได้บ่อย เพราะเลือดจากขาต้องไหลย้อนกลับขึ้นไปสู่หัวใจ โดยอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อขาและลิ้นหลอดเลือดดำที่ช่วยกันไม่ให้เลือดไหลย้อนลงมา หากลิ้นหลอดเลือดดำอ่อนแอหรือปิดไม่สนิท เลือดจะคั่งอยู่ในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเกิดเส้นเลือดขอดตามมา

เส้นเลือดขอดที่ขามีกี่ลักษณะ
1. เส้นเลือดฝอยขอดคล้ายใยแมงมุม
มักเป็นเส้นเลือดขนาดเล็ก สีแดง ม่วง หรือฟ้า กระจายเป็นเส้นฝอยคล้ายใยแมงมุม พบได้บริเวณขา น่อง หรือใบหน้า โดยส่วนใหญ่อาจยังไม่มีอาการปวดชัดเจน แต่สามารถรบกวนความมั่นใจหรือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปัญหาหลอดเลือดดำได้

2. เส้นเลือดขอดแบบโป่งนูน
เป็นเส้นเลือดที่เห็นชัด มีลักษณะปูด โป่ง คด งอ หรือขดเป็นเส้น สีเขียว ม่วง หรือน้ำเงิน มักสัมพันธ์กับการทำงานผิดปกติของผนังหลอดเลือดและลิ้นหลอดเลือดดำ ทำให้เลือดไหลย้อนและคั่งภายในหลอดเลือด

อาการเส้นเลือดขอดที่ขาเป็นอย่างไร
อาการของเส้นเลือดขอดมีได้หลายระดับ ตั้งแต่เห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังโดยไม่มีอาการ ไปจนถึงปวด บวม หรือมีแผลเรื้อรัง อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

เห็นเส้นเลือดสีม่วงเข้ม สีเขียว หรือสีน้ำเงินใต้ผิวหนัง
เส้นเลือดคด งอ ปูด หรือโป่งนูน
ปวดเมื่อยบริเวณขา โดยเฉพาะน่อง
รู้สึกขาหนัก ขาอ่อนล้า หรือตึงขา
มีอาการแสบร้อน ปวดกล้ามเนื้อ หรือข้อเท้าบวม
อาการปวดมากขึ้นหลังยืนหรือนั่งนาน ๆ
ผิวหนังรอบเส้นเลือดแห้ง คัน หรือระคายเคือง
สีผิวบริเวณขาเปลี่ยนคล้ำ หนา หรือแข็งขึ้น
เป็นตะคริวที่ขา โดยเฉพาะตอนกลางคืน
สาเหตุของเส้นเลือดขอดที่ขา
สาเหตุหลักของเส้นเลือดขอดเกิดจากลิ้นหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติ เมื่อเลือดไหลย้อนกลับและคั่งอยู่ในหลอดเลือด ความดันในหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผนังหลอดเลือดค่อย ๆ ขยายตัว บิดงอ และโป่งนูนจนกลายเป็นเส้นเลือดขอด

ขาเป็นตำแหน่งที่เกิดเส้นเลือดขอดได้ง่าย เพราะอยู่ไกลจากหัวใจและได้รับผลจากแรงโน้มถ่วงมากกว่าส่วนอื่น ผู้ที่ต้องยืนหรือนั่งนาน ๆ จึงมีโอกาสเกิดเลือดคั่งบริเวณขาได้มากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดขอด
อายุที่มากขึ้น: ลิ้นหลอดเลือดอาจเสื่อมลงตามวัย
เพศหญิง: ฮอร์โมนอาจมีผลต่อความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด
พันธุกรรม: หากคนในครอบครัวเป็นเส้นเลือดขอด ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้น
น้ำหนักเกิน: ทำให้เกิดแรงกดต่อหลอดเลือดบริเวณขามากขึ้น
ยืนหรือนั่งนาน: ทำให้เลือดไหลเวียนกลับหัวใจได้ยากขึ้น
การตั้งครรภ์: เพิ่มแรงดันในช่องท้องและมีผลต่อการไหลเวียนเลือด
การใส่รองเท้าส้นสูงบ่อย: อาจทำให้กล้ามเนื้อน่องทำงานได้ไม่เต็มที่
การนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ: อาจกดทับหลอดเลือดและรบกวนการไหลเวียนเลือด
เส้นเลือดขอดอันตรายไหม
เส้นเลือดขอดส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่หากมีอาการมากหรือปล่อยไว้นานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น

ปวด บวม หรืออักเสบบริเวณหลอดเลือดดำ
ผิวหนังเปลี่ยนสี หนา หรือแข็งขึ้น
แผลเรื้อรังบริเวณขา โดยเฉพาะใกล้ข้อเท้า
เลือดออกจากเส้นเลือดขอด หากเส้นเลือดแตกหรือผิวหนังบริเวณนั้นบาง
หลอดเลือดดำอักเสบหรือมีลิ่มเลือดในหลอดเลือดบางชนิด
ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ควรระวัง
หากมีอาการขาบวม แดง ร้อน ปวดมาก หรือกดเจ็บผิดปกติ ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเกี่ยวข้องกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก หรือ Deep Vein Thrombosis (DVT) ได้ และหากมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ไอมีเลือดปน หัวใจเต้นเร็ว หน้ามืด หรือเป็นลม ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หากเส้นเลือดขอดเริ่มมีอาการผิดปกติหรือรบกวนการใช้ชีวิต เช่น

ปวดขาบ่อย หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ขาบวม กดเจ็บ หรือรู้สึกตึงมากผิดปกติ
มีอาการแสบร้อนหรือคันรอบเส้นเลือด
อาการปวดขารบกวนการนอนหลับ
ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หนา แข็ง หรือมีแผล
เส้นเลือดขอดมีเลือดออก
มีอาการขาบวมแดงเฉียบพลัน หรือสงสัยภาวะลิ่มเลือด
การวินิจฉัยเส้นเลือดขอด
แพทย์มักเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินลักษณะของเส้นเลือดขอดที่มองเห็นภายนอก รวมถึงสอบถามอาการร่วม เช่น ปวด บวม หนักขา หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเส้นเลือดขอดหรือไม่

ในบางรายแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดดำ เพื่อดูการไหลเวียนของเลือด ตรวจการทำงานของลิ้นหลอดเลือด และประเมินว่ามีการอุดตันหรือความผิดปกติของหลอดเลือดดำหรือไม่

วิธีรักษาเส้นเลือดขอด
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ขนาดของเส้นเลือดขอด สุขภาพโดยรวม และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต แพทย์อาจพิจารณาวิธีต่อไปนี้

1. การปรับพฤติกรรม
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง เช่น หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งนาน ยกขาสูง ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และลดอาหารเค็ม เพื่อช่วยลดอาการบวมและส่งเสริมการไหลเวียนเลือด

2. การใช้ถุงน่องทางการแพทย์
ถุงน่องสำหรับเส้นเลือดขอด หรือ Compression Stocking ช่วยเพิ่มแรงดันบริเวณขา ทำให้เลือดไหลเวียนกลับหัวใจได้ดีขึ้น ลดอาการขาบวม ปวดเมื่อย และหนักขา ควรเลือกขนาดและระดับแรงดันตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

3. การใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์
บางกรณีแพทย์อาจพิจารณายาที่ช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดดำ เช่น ลดอาการบวม หรือช่วยลดการอักเสบ แต่ไม่ควรซื้อยารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

4. การฉีดสารรักษาเส้นเลือดขอด
Sclerotherapy เป็นการฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดขอดขนาดเล็กหรือขนาดกลาง เพื่อทำให้หลอดเลือดปิดตัวลงและค่อย ๆ จางหายไป อาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดของเส้นเลือด

5. การรักษาด้วยเลเซอร์หรือคลื่นความถี่วิทยุ
การรักษาด้วยเลเซอร์หรือ Radiofrequency Ablation ใช้พลังงานความร้อนช่วยปิดหลอดเลือดดำที่ผิดปกติ มักใช้กับเส้นเลือดขอดบางขนาด โดยแพทย์อาจใช้อัลตราซาวด์ช่วยนำทางระหว่างทำหัตถการ

6. การผ่าตัด
เหมาะสำหรับเส้นเลือดขอดขนาดใหญ่ ยาว หรือมีอาการรุนแรง การผ่าตัดช่วยนำหลอดเลือดที่มีปัญหาออกหรือจัดการหลอดเลือดดำที่ผิดปกติ เพื่อลดอาการและลดภาวะแทรกซ้อนในบางกรณี

เส้นเลือดขอดป้องกันได้อย่างไร
แม้ไม่สามารถป้องกันเส้นเลือดขอดได้ 100% โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยด้านพันธุกรรมหรืออายุ แต่สามารถลดความเสี่ยงและชะลอความรุนแรงได้ด้วยการดูแลตัวเอง ดังนี้

หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน
เปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ระหว่างวัน
หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างเป็นประจำ
ลดการใส่รองเท้าส้นสูงติดต่อกันนาน ๆ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือโยคะ
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อลดปัญหาท้องผูก
ลดอาหารรสเค็มจัด เพราะโซเดียมอาจทำให้บวมง่าย
หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณเอว ขาหนีบ หรือต้นขา
ยกขาสูงระดับหัวใจหลังเลิกงานหรือก่อนนอน
กระดกข้อเท้าขึ้นลงเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
นวดขาเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรกดลงบนเส้นเลือดขอดโดยตรง
อาหารที่อาจช่วยดูแลหลอดเลือด
การรับประทานอาหารไม่สามารถรักษาเส้นเลือดขอดให้หายได้โดยตรง แต่การเลือกอาหารที่ดีอาจช่วยดูแลระบบไหลเวียนเลือดและลดปัจจัยเสี่ยงบางอย่างได้ เช่น

อาหารที่มีโพแทสเซียม: เช่น กล้วย อัลมอนด์ ถั่วพิสตาชิโอ ช่วยดูแลสมดุลน้ำในร่างกาย
ผักและผลไม้ที่มีฟลาโวนอยด์: เช่น ผักใบเขียว หัวหอม พริกหยวก บร็อคโคลี่ ผลไม้ตระกูลส้ม องุ่น เชอร์รี่ แอปเปิล และบลูเบอร์รี่
อาหารที่มีกากใยสูง: ช่วยลดท้องผูก ซึ่งอาจลดแรงดันในช่องท้องที่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดบริเวณขา