8 มิ.ย. 2569 “คริส โปตระนันทน์” ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยผ่านรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ยืนยันว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการกรุงเทพมหานครจำนวน 17 ราย ประกอบด้วยผู้อำนวยการเขต 16 คน และผู้ตรวจราชการ 1 คน ในช่วงที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าประเด็นที่ตนตั้งคำถามมาตลอดยังไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการโยกย้ายข้าราชการกลุ่มดังกล่าวไปสังกัดสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร แต่ในทางปฏิบัติกลับมีคำสั่งให้บุคคลเหล่านั้นยังคงรับผิดชอบงานในสำนักงานเขตเดิม
.
คริสกล่าวว่า ตนไม่ได้กล่าวหาว่านายชัชชาติเป็นบุคคลไม่ดี และยอมรับว่าผู้ว่าฯ กทม. ได้รับความศรัทธาจากประชาชนจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องการสะท้อนคือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในระบบบริหารงานของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่อาจไม่เป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นพูดมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง และทุกข้อกล่าวหาที่นำเสนอมีข้อมูลและหลักฐานรองรับ
.
นอกจากนี้ คริสยังกล่าวถึงกรณีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตรายหนึ่งที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขต โดยอ้างว่ามีข้อมูลระบุถึงการเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินจำนวน 4 ล้านบาท และมีการนัดหมายพูดคุยกันในสถานที่ลักษณะเซฟเฮาส์ ซึ่งตนอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
.
ประธานพรรคเศรษฐกิจระบุด้วยว่า หลักฐานส่วนหนึ่งจะถูกส่งต่อให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นำไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนหนึ่ง หากมีความครบถ้วนเพียงพอ ก็จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นรายบุคคล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการจัดการเฉพาะตัวบุคคลอาจไม่เพียงพอ หากโครงสร้างหรือวัฒนธรรมการบริหารที่ถูกเรียกว่า “ระบอบอากง” ยังคงดำรงอยู่ โดยมองว่าหากนายชัชชาติกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง ควรประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะไม่ปล่อยให้เกิดระบบดังกล่าวขึ้นในองค์กร เพราะแม้สังคมยังเชื่อมั่นในตัวผู้ว่าฯ กทม. แต่ยังมีคำถามต่อบุคคลรอบข้างและทีมงานเบื้องหลัง
.
ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยอธิบายว่ากรณีการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งในอดีตนั้น เกิดจากการร้องเรียนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ถูกมองว่ามีความไม่สอดคล้องกัน จนคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบ เมื่อพบว่าการชี้แจงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ยังไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวก่อน เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
.
อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า เมื่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมมีข้อทักท้วง กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอน หากเพิกเฉยอาจถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยหลังจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามยกเลิกคำสั่งแล้ว จึงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งเป็นอำนาจของปลัดกรุงเทพมหานครในขณะนั้น และในช่วงเวลาดังกล่าวข้าราชการที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้มีอำนาจสั่งการในพื้นที่เขตเดิมตามที่มีการเข้าใจกัน
.
สำหรับกรณีข้อกล่าวหาเรื่องเงิน 4 ล้านบาท อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการพูดคุยกันจริงตามที่กล่าวอ้างว่ามีผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตจ่ายเงินแต่ไม่ได้รับตำแหน่ง ก็ยิ่งสะท้อนว่าระบบการคัดเลือกยังยึดหลักความสามารถและศักยภาพของบุคลากร มากกว่าการซื้อขายตำแหน่งตามที่ถูกกล่าวหา
.
ส่วนประเด็น “ระบอบอากง” นั้น ทวิดากล่าวว่า คำว่า “อากง” เป็นเพียงคำเรียกบุคคลอาวุโสในทีมงานด้วยความเคารพ เนื่องจากเป็นผู้ใหญ่ที่คอยให้คำปรึกษาในการทำงาน ไม่ได้มีความหมายถึงกลุ่มอิทธิพลหรือเครือข่ายอำนาจตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
.
ขณะเดียวกัน อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่าระบบราชการยังมีช่องโหว่ที่อาจเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตได้ แต่ยืนยันว่าตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับระบบรับเรื่องร้องเรียนและการตรวจสอบภายในอย่างจริงจัง โดยมีเจ้าหน้าที่ถูกลงโทษและไล่ออกจากราชการรวม 41 ราย ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการตรวจสอบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและบุคลากรภายในสามารถร้องเรียนได้อย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การดำเนินการทางวินัยอย่างเป็นรูปธรรม


